วันเสาร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2559

Biblical Learning: Negotiation

ใน ปฐมกาล 23-24 กล่าวถึงเหตุการณ์ตอนที่ อับราฮัมหาภรรยาให้อิสอัค ลูกชายของเขา
ส่วนใน ปฐมกาล 25 กล่าวถึงเหตุการณ์ เอซาวขายสิทธิบุตรหัวปีให้แก่ยาโคบ โดยยอมแลกกับถั่วแดงต้ม ทั้งสองคนต่างก็เป็นลูกของอิสอัค

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากกรณีที่หัวหน้าคนใช้หาภรรยาให้ลูกชายของนาย ก็คือ


1. ก่อนการเจรจาต่อรอง ต้องรู้ก่อนว่า เราต้องการ และไม่ต้องการ อะไร
  • อับราฮัม กำหนดชัดเจนว่า ต้องการอะไร และไม่ต้องการอะไร

2. จงมั่นใจในพระสัญญาของพระเจ้า และวางใจพระเจ้าว่า
กำลังนำชีวิตของเราให้ประสบความสำเร็จ

3. ต้องรู้พฤติกรรมและความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย/คู่เจรจา
ถ้าไม่รู้ จงเริ่มต้นที่ไหนซักแห่ง ซึ่งน่าจะมีคนที่เราต้องการอยู่
  • บ่อน้ำในเวลาเย็น คือ ที่รวมของผู้หญิงขยันในยุคสมัยนั้น

4. ทดสอบว่าใช่สิ่งที่เราต้องการจริงหรือไม่ ถ้าใช่จงตอบแทนมากกว่าสิ่งที่ได้
  • แหวนและเครื่องประดับ ตอบแทน น้ำดื่ม ซึ่ง เรเบคา ตักมาให้

5. มุ่งหาคนที่มีอำนาจตัดสินใจ และตรวจความสนใจ
  • ถามหาบิดา และถามหาที่นอน

6. จงแสดงความน่าเชื่อถือให้คู่เจรจาเห็น
  • พ่อของเรเบคา ได้เห็นแหวน เห็นกำไร ที่ลูกสาวได้รับ ก็รีบวิ่งออกมาต้อนรับ

7. เข้าประเด็น อย่าอ้อมค้อม
  • ขอคุยธุระก่อนเลย ถ้าผ่อนคลายก่อน อาจเสียงาน
  • ถ้าไม่ใช่ จะได้รีบไป

8. จงเป็นนักเล่าเรื่อง จูงใจเขาด้วยเรื่องที่เป็น value และ needs/wants
สิ่งที่อีกฝ่ายให้ความสำคัญ/ต้องการ
เราต้องชนะใจทั้งคนทำงานและคนที่มีอำนาจตัดสินใจ
  • พระเจ้าเรียกอับราฮัมให้ออกไป
  • พระเจ้าอวยพรให้ร่ำรวย มีอูฐ แพะ แกะ ลา ข้าทาสบริวาร (เล่าซะเห็นภาพ)
  • แล้วทั้งหมดนี้จะยกให้ลูกชายเพียงคนเดียว
  • และฉันจะมาขอลูกสาวเธอให้ลูกชายเจ้านายฉัน (หมัดน้อก!)

9. เปิดทางปฏิเสธให้คู่เจรจา รักษาความสัมพันธ์ที่ดีแก่กัน
อาจจบด้วยงานเลี้ยงฉลองดีล หรืองานเลี้ยงฉลองความสัมพันธ์
  • บอกฉันมา ว่าคิดอย่างไร
  • ถ้าไม่โอเค ฉันจะไปต่อ ไม่ว่ากัน

10. เมื่อปิดดีลแล้ว ไม่มีการต่อรอง ปิดโอกาสการเปลี่ยนใจ
โดยให้อ้างเหตุผลที่เกี่ยวกับ value ของเขา
  • จะมาขอให้ลูกสาวอยู่ก่อน ไม่ได้
  • ตกลงกันแล้ว ต้องมีผลทันที

เพิ่มเติมจากกรณีเอซาว-ยาโคบ ก็คือ
  • การเจรจาไม่ควรทำในช่วงเวลาที่เราไม่พร้อม (กลับกัน ควรเจรจาในช่วงเวลาที่เราได้เปรียบ)
  • - คนที่มีความรู้มากกว่า มักได้เปรียบในการเจรจา (ยาโคบรู้ความสำคัญของสิทธิบุตรหัวปี เอซาวไม่รู้)
  • - การแลกเปลี่ยน / ผลของการเจรจา เกิดขึ้น หลังจากมี สัญญา ที่แข็งแรงแล้วเท่านั้น


นอกจากนั้นก็ยังได้ข้อคิดเรื่อง การมอบหมายงานด้วย หากเราต้องการให้งานสำเร็จ เราต้อง
1. มอบหมายงานให้คนที่ไว้ใจได้ เป็นคนดี สัตย์ซื่อ
2. มอบหมายงานให้คนที่วางใจได้ เป็นคนฉลาด เก่ง เชี่ยวชาญ มีประสบการณ์

ซึ่งในยุคสมัยนี้ ดูจะหาได้ยากเหลือเกิน คนที่ทั้ง ไว้ใจ และ วางใจ ได้

วันพุธที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2555

จุดเปลี่ยน

เราทุกฅน ต่างมีช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต
ที่ส่งผลต่อชีวิตของเราที่เหลืออยู่อีกทั้งชีวิต
เป็นประสบการณ์ซึ่งส่งผลแก่ชีวิตของเราให้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

เราเรียกเหตุการณ์ลักษณะนั้นว่า จุดเปลี่ยน (turning point)

โดยปกติ ชีวิตฅนเราจะมาถึงจุดเปลี่ยน
เมื่อมีเหตุการณ์สำคัญๆ เกิดขึ้น แล้วส่งผลกระทบชีวิตของเรา
เช่น ย้ายโรงเรียน เปลี่ยนงาน มีแฟนหรือเลิกกับแฟน
แต่งงานหรือหย่า ฅนสำคัญในครอบครัวเสียชีวิตหรือมีลูก
ย้ายบ้าน ออกจากงานฯลฯ
ไม่ว่าจะเหตุการณ์เล็กหรือใหญ่ สำคัญว่าเรา "รู้สึก"
และทำให้เราตระหนักว่า เราใช้ชีวิตเหมือนเดิมอีกต่อไปไม่ได้แล้ว

สำหรับฅนที่รู้จักพระเจ้า จุดเปลี่ยนของชีวิตจะเกิดขึ้นได้บ่อยครั้งกว่า
ทุกครั้งเมื่อเราพบกับพระเจ้า ชีวิตของเราจะเปลี่ยนไป
ไม่เหมือนเดิมอีกตลอดกาล

โมเสส พบกับพระเจ้า ณ พุ่มไม้ติดไฟแต่ไม่ไหม้
จากฅนขี้กลัว พูดติดอ่าง เขากลายเป็นผู้นำชนชาติ
ผู้ที่หาญกล้าต่อรองกับฟาโรห์ผู้ทรงอานุภาพในยุคสมัยนั้น

อัครทูตเปาโล พบพระเจ้าบนถนน ขณะเดินทางเพื่อไปข่มเหงคริสเตียน
เขาตาบอดไป ๓ วัน แต่หลังจากนั้น เขากลายเป็นผู้เผยแผ่ ข่าวดี ของพระเจ้า
เป็นผู้เทศนาสอนคริสเตียนให้เติบโตขึ้นในพระคุณพระเจ้า
เป็นผู้ที่มีผลมากฅนหนึ่งในประวัติศาสตร์คริสตจักร

เมื่อเดือนตุลาคม 1999
ผมเกิดความสับสนระหว่างเสียงของพระเจ้ากับเสียงของผู้เลี้ยง
เมื่อสองเสียงซึ่งน่าจะเป็นไปในทิศทางเดียวกันกลับไม่สอดคล้องกัน
ด้วยนิสัยของผม ผมจะหยุดเดินเมื่อสงสัยหรืองง เพื่อคลี่คลายความไม่รู้นั้น
ประกอบกับผมเห็นบางเรื่องในคริสตจักร ซึ่งผมคิดว่าเป็นปัญหา
ผมเชื่อว่า ถ้าเด็กๆ อย่างเรายังเห็น ผู้ที่เติบโตกว่าเราก็น่าจะเห็น
แล้วทำไมถึงไม่จัดการหรือทำอะไรเพื่อแก้ไขบ้าง

ผมหยุดไปคริสตจักรประมาณ ๕ เดือน
ใช้ชีวิตอย่างปกติสุขเหมือนฅนไม่รู้จักกับพระเจ้าทั่วๆ ไป

จนกระทั่งเย็นวันหนึ่ง ขณะกำลังอาบน้ำ
อยู่ๆ ผมก็คิดถึงพระเจ้า ผมรำพึงในใจว่า "ไม่ได้คุยกันนานแล้วนะ พระองค์"
เหมือนพระเจ้าคงคอยผมอยู่
มีเสียงตอบกลับก้องขึ้นมาในใจของผม "พรุ่งนี้ ไปโบสถ์สิ จะพูดด้วย"

ผมเกิดความตระหนักรู้ถึงความอ่อนแอของตนเอง
และการขัดขวางที่จะเกิดขึ้นเพื่อไม่ให้ผมไปโบสถ์ในวันรุ่งขึ้น
หากผมอยู่เพียงลำพังในค่ำคืนนั้น
ผมโทรหารุ่นพี่ฅนหนึ่ง เพื่อขอให้เขามานอนเป็นเพื่อน
เพื่อผมจะขอยืมความเชื่อของเขามาใช้ ให้ไปโบสถ์ได้ในวันพรุ่ง

เช้าวันอาทิตย์รุ่งขึ้น
ตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบเข้าไปในห้องประชุมคริสตจักร ประมาณ ๘ โมงครึ่ง
จนกระทั่งขึ้นรถเมล์กลับบ้านประมาณ ๕ โมงเย็น
พระเจ้าพูดกับผมตลอดทั้งวัน
ทั้งพูดผ่านคำเผยพระวจนะระหว่างนมัสการ พูดผ่านพี่น้องบางฅน
พูดกับผมส่วนตัว ผ่านทางการสนทนาของฅนอื่น (ไปแอบฟังเขา ว่างั้นเหอะ)
หรือแม้แต่แผ่นกระดาษที่มีฅนลืมไว้บนโต๊ะกินข้าว

ถ้อยความแรกของวันนั้น พระเจ้าบอกว่า การเห็นปัญหานั้นดีแล้ว
แต่การแก้ปัญหาต้องเริ่มจากตัวเราก่อน ผู้อื่นภายหลัง
เริ่มจากภายในสู่ภายนอก ไม่ใช่ออกไปข้างนอกแล้วแก้ปัญหาเข้ามา

พระเจ้ายังพูดกับผมอีกหลายเรื่อง
จนสุดท้ายก่อนกลับบ้าน ผมสัญญากับพระเจ้าด้วยความเต็มใจว่า
"ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมจะไม่ทิ้งพระเจ้าและคริสตจักรของพระองค์"
ผมขอพระเจ้าว่า
"หากพระเจ้าทรงโปรด เมื่อพระองค์ให้ผมเห็นแล้ว ก็ขอให้ผมได้มีส่วนช่วยด้วย"
คำสัญญาส่วนตัวซึ่งพระเจ้าให้ผมกลับมาหลังจากเหตุการณ์นี้ คือ
พระเจ้าให้มือซ้ายไว้ใช้ซ่อม และให้มือขวาไว้ใช้สร้าง

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ผ่านไปสิบกว่าปีแล้ว
มีหลายครั้งที่ผมรู้สึกเบื่อหน่าย ผู้ที่เรียกตัวเองว่า คริสเตียน
ผู้ที่ป่าวประกาศว่า ตนรู้จักพระเจ้า
จนอยากจะหลบไปใช้ชีวิตตามใจตัวเอง ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับใคร
(ซึ่งอันที่จริง ผมก็ทำไปแล้ว)
แต่เหตุการณ์ในวันนั้นก็จะผุดขึ้นมาเตือนใจอยู่เสมอ

แม้บางช่วงของชีวิต อาจเข้าใจหรือเชื่อบางเรื่องผิดแปลกไป
อาจจะหมดหวังท้อแท้ จนใช้ชีวิตตามใจตัวเอง
ใช้ชีวิตอย่างฅนที่ต้องการจะฝังอดีตของตัวเองไว้
แต่พระคัมภีร์ที่ว่า การมีชีวิตอยู่เพื่อพระคริสต์
ปณิธานว่า ขอเป็นส่วนหนึ่งเพื่อช่วยให้คริสตจักรเติบโตขึ้น
ก็ยังคงก้องอยู่ในใจตลอดมา

ณ วันนี้ ผมพูดเสมอว่า ผมไม่ใช่ฅนเก่งอะไร ออกจะโง่ด้วยซ้ำ
ผมไม่ใช่ฅนดีอะไร ผมทำบาปมากมายแค่ฅนอื่นไม่เคยรู้ ไม่เคยเห็น
แต่ผมก็ยังเป็นผม และผมก็จะทำในสิ่งที่ผมเชื่อ

"for Christ; what ever we can, we could"
"เพื่อพระคริสต์แล้ว อะไรที่เราทำได้ เราควรทำ"

(ความจริงแล้ว พระเจ้าทรงกระทำได้ทุกสิ่ง
อยู่ที่ว่า เรา จะยอมให้พระเจ้าใช้ชีวิตของเราไหม)



วันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

การทดลองของพระเจ้า

เมื่อผมยังเด็ก ผมถูกสอนว่า การทดสอบมาจากพระเจ้า การทดลองมาจากมาร
การทดสอบมีเพื่อให้เราผ่าน เป็นน้ำพระทัยของพระเจ้าให้เราเจอ
ส่วนการทดลองนั้น มีเพื่อให้เราล้มลง เป็นเจตน์จำนงค์ของซาตาน...

ผมเชื่ออย่างนั้นสุดใจ...

ผ่านไปราวสิบกว่าปี เมื่อความคิดเริ่มเติบใหญ่ขึ้น เริ่มอ่านพระคัมภีร์เองเป็น
กรณีคลาสสิคของชีวิตท่านโยบ การเข้าถิ่นทุรกันดารของพระเยซู
รวมถึงคำอธิษฐาน ณ สวนเกซเซมาเน และ ที่เนินเขาโกละโกธาของพระองค์ด้วย
ความจริงที่บันทึกอยู่ในพระคัมภีร์เหล่านี้ เริ่มสร้างความสับสนให้กับผมทีละน้อยๆ
มีหลายคำถามที่ไม่สามารถหาคำตอบได้อย่างกระจ่าง แม้ฟังดูเป็นคำถามพื้นๆ ธรรมดา
ผมเริ่มเห็นว่า สิ่งที่อยู่ในพระคัมภีร์ แม้จะคล้ายๆ กัน แต่มันช่างไม่สอดคล้องกับสิ่งที่เคยถูกสอนมาเสียจริง

ยิ่งเมื่อมาอ่านพระคัมภีร์ในภาษาเดิม และฉบับคิงเจมส์
ยิ่งพบความขัดแย้งในการตีความและความผิดพลาดในการแปล
รวมทั้งยังมีการลดทอนความหมายดั้งเดิมของพระคัมภีร์ไปมาก

ตอนนั้น ผมเริ่มมองว่า ทั้งการทดสอบและการทดลองนั้น
ต่างก็เป็นเหตุการณ์เดียวกันที่ล้วนอยู่ในการดูแลของพระเจ้า
พระเจ้าอยากให้เราผ่านและเรียนรู้จากสถานการณ์นั้นๆ
ขึ้นอยู่กับความเชื่อของเรา ว่าจะเป็นเช่นไร
หากเราเชื่อว่าเป็นสถานการณ์ที่มาจากพระเจ้า เราก็จะมีกำลังและผ่านพ้นไปได้
แต่หากเราเชื่อว่า มาจากมาร เราก็จะล้มลง
เข้าทำนองว่าในสถานการณ์เดียวกัน จะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับเราเลือกเชื่อและเลือกมอง
เหมือนกับว่าเป็นคนละด้านของเหรียญ ซึ่งจะเป็นพรต่อเราหรือไม่ ก็ขึ้นกับสายตาและมุมมองของเราเอง

มาถึงวันนี้ เมื่อเช้านั่งๆอยู่ ก็มีความคิดก็ผุดขึ้นมาในใจว่า พระเจ้านี่อยากให้เรารู้จักตัวเองนะ
ข้อพระคัมภีร์หลายข้อผุดขึ้นมาในหัว (ใจ) อย่างต่อเนื่อง
ให้เห็นว่าพระเจ้านี่เป็นนักลองใจตัวยง (แต่พระองค์ไม่ได้ล่อลวงเราให้หลงนะ)
พูดยังงี้ ไม่ได้บอกว่าผมจะไปทำแบบพระเจ้า ด้วยการเที่ยวไปลองใจคนนู้นคนนี้นะครับ

พระเจ้าลองใจเรา เพื่อให้เรารู้จักตัวเอง เพื่อประโยชน์ของเรา
มากไปกว่านั้น พระเจ้าจัดสถานการณ์ต่างๆได้อย่างพอเหมาะกับเรา
ซึ่งมันไม่มีมนุษย์หน้าไหนทำได้เช่นพระองค์

ผมเชื่อว่า การทดลองของพระเจ้าจึงไม่ใช่เรื่องของการสอบผ่านหรือสอบตก
แต่เป็นเรื่องของการรู้จักตัวเอง ยอมรับตัวเอง และรับการฝึกฝนชีวิต
เพื่อเราจะได้แข็งแรงและมั่นคงขึ้นในพระคุณของพระเจ้า

นอกจากเรื่องการทดลองของพระเจ้า ยังมีอีกหลายต่อหลายเรื่องที่ผมเคยถูกสอนมา
ไม่ใช่ว่าทั้งหมดนั้นผิด แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมดนั้นถูก
เพียงแต่ส่วนใหญ่จะถูกแปรรูปและปนเปื้อนความคิดวิธีการของมนุษย์ลงไปแล้ว
และถูกนำเสนอมาในรูปแบบ อาหารบริสุทธิ์ ซึ่งมันทำให้ผมไม่ได้ระวังตัว
ยิ่งนานวันที่กินเข้าไป ก็สะสมพิษเอาไว้โดยที่ผมไม่รู้ตัว
กลายเป็นกรอบหนาๆ ที่ส่งผลต่อหลักความเชื่อและการมองโลกในชีวิตของผมอย่างมากอยู่หลายปี

บ่อยครั้งทีเดียว ที่มันทำให้ผมไปจดจ่ออยู่กับเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ
ยกตัวอย่าง เช่น คำถามประเภท ทำงานที่ไหนคือน้ำพระทัยพระเจ้า
ใครคือคู่น้ำพระทัย ทำอย่างไรจึงจะถวายเกียรติพระเจ้า อะไรที่ล้วนผิวเผินทำนองนี้
เราคิดเยอะไป (แบบคนไม่มีพระเจ้าคิด) เยอะจนเหนื่อย
ทั้งที่เรื่องน้ำพระทัยพระเจ้านั้นเรียบง่ายจนน่าตกใจ คือ คุณเชื่ออย่างไร คุณทำอย่างนั้น
(ขอย้ำว่าเชื่อ มิใช่ งมงาย และคุณต้องยินดีรับผลของความเชื่อของคุณด้วยนะ)
รวมถึงเรื่องอื่นๆ ที่คำตอบของพระเจ้าล้วนเรียบง่ายแต่ทว่าลึกซึ้ง...

ความผิดพลาดล้มเหลว มันเป็นเรื่องปกติของชีวิต
พระเจ้าทรงครอบครองและควบคุมอยู่ ไม่ใช่ตัวเรา
แผนการณ์และความคิดอาจจะเป็นของเรา แต่คำตอบก็มาจากพระเจ้า จริงไหม

ไม่ต้องกลัวว่าจะผิดพลาด จงกล้าหาญที่จะยอมรับความล้มเหลว
เพราะพระเจ้าทรงใช้ทุกอย่างร่วมกันเพื่อเป็นผลดีแก่เรา
พระเจ้าผู้ทรงเฝ้าระวังชีวิตของเราอยู่ไม่เคยหลับ พระองค์พร้อมช่วยเราเสมอ
พระเจ้าทรงอยู่ใกล้แค่คืบ พระเจ้าทรงใส่ใจเรา เส้นผมเราทุกเส้นก็ทรงนับไว้แล้ว
พระองค์เป็นพระเจ้าของคนเป็นมิใช่คนตาย พระเจ้าทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นผู้ช่วยเรา
พระเจ้าไม่ได้มาเพื่อช่วยคนที่แข็งแรงดี แต่พระองค์มาแสวงหาคนที่บาดเจ็บฟกช้ำ เพื่อช่วยให้เขาหายดี...
ถ้าจะให้ผมเขียนต่อ ก็คงเขียนได้อีกหลายหน้า

ลองเปิดกะโหลกหนาๆ ออกซักนิด อาจจะเห็นชีวิตที่พระเยซูทรงให้เราแล้วอย่างบริบูรณ์ชัดเจนมากขึ้น

ไม่ต้องคิดเผื่อใคร ซุงทั้งท่อนในตาตัวเราเองนี่แหล่ะ เอาออกก่อนเลย

บทความนี้ ไม่ได้จะเขียนว่าใคร ออกจะเขียนเตือนใจตัวเองด้วยซ้ำ
และอยากจะแบ่งปันว่าตอนนี้ผมเชื่ออย่างนี้นะ หากจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นบ้าง ผมก็ดีใจด้วย
แต่หากทำใครให้รู้สึกระคายเคือง ก็ขออภัยล่วงหน้านะครับ

ขอพระเจ้าอวยพรทุกหัวใจที่รักและแสวงหาพระองค์
ให้มีเสรีภาพแท้ (ซึ่งได้รับมาแล้ว) ในการใช้ชีวิต (นิรันดร์) ร่วมกับพระเยซูคริสต์ครับ

วันอาทิตย์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

Your grace is enough.

why God's grace is enough?
because God's grace beyond our standing,
it's not what we deserved but about what we not deserved.

it's enough because we absolutely never known what will be received in the next coming.

thanks God, Your grace is enough.


ทำไมพระคุณของพระเจ้าถึงเพียงพอ?
เพราะว่า พระคุณของพระเจ้า เกินความคิด ความเข้าใจของเรา
มันไม่ใช่สิ่งที่เราสมควรได้รับ แต่เป็นสิ่งที่เราไม่สมควรจะได้รับต่างหาก

มันเพียงพอ เพราะเราไม่มีวันที่จะรู้ได้จริงๆหรอกว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น

ขอบคุณพระเจ้า แค่พระคุณของพระองค์ ก็พอแล้ว

วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

รู้จักรักเป็น

เคยคิดไหมว่า ทำไมเราถึงไม่เห็นความดีงามในชีวิตของคนอื่น
เพราะเราไม่รักเขาหรือเปล่า

พระคัมภีร์บอกว่า ผู้ใดไม่รักก็ไม่รู้จักพระเจ้า...
เพราะเราไม่รักเขาหรือเปล่า เราจึงมองไม่เห็นความดีงามในตัวเขา
มองไม่เห็นความเป็นเหมือนพระเจ้าที่อยู่ในตัวเขา

ปัญหาไม่ใช่เพราะเขาไม่ดี แต่เพราะเราไม่รักเขาต่างหาก
ปัญหาไม่ใช่เพราะเขาทำตัวไม่น่ารัก แต่เพราะเราไม่รักเขาต่างหาก
อาจจะเพราะเราไม่รักตัวเอง
หรือคิดว่ารักตัวเองแล้ว แต่ยังรักตัวเองไม่เป็น
พูดง่ายๆ อาจเป็นเพราะเราไม่รู้จักความรัก

... ผู้ใดไม่รัก ก็ไม่รู้จักพระเจ้า เพราะพระเจ้าทรงเป็นความรัก...

พูดง่ายๆ อาจเป็นเพราะเราไม่รู้จักพระเจ้า...
รู้จักพระเจ้าแบบที่พระองค์เป็น ไม่ใช่แบบที่เราคิดว่าพระองค์เป็น

แล้วถ้าไม่รู้จักพระเจ้า อย่ามาหลอกกันเสียให้ยากว่ารู้จักความรัก
เพราะพระเจ้าทรงเป็นความรัก

รัก แล้วจะรู้จักพระเจ้า
รู้จักพระเจ้า แล้วจะรักเป็น

ดังนี้แหละเราจึงรู้จักความรัก โดยที่พระองค์ได้ทรงยอมสละพระชนม์ของพระองค์เพื่อเราทั้งหลาย

ไม่มีผู้ใดมีความรักที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ คือการที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะสละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหายของตน

ถ้าความดีงามยังมองไม่เห็น
เรื่องตายแทนกันคงเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้สำหรับหลายคนที่หัวใจยัง “ขาด” ความรัก

ตลกดีไหม คุณงามความดีของคนอื่น กลับเป็นมุมมองเรื่องของเรา

หากคนเรา “รักเป็น” มากเท่าไหร่ เราคง “เห็น” โลกนี้น่าอยู่ขึ้นอีกเยอะ

อานุภาพของ “รัก” นี่ มันช่างยิ่งใหญ่จริงๆ

วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2553

ความรัก จินตนาการ ความรู้

พระคัมภีร์ บอกว่า “ความรู้นั้นทำให้ลำพอง แต่ความรักเสริมสร้างขึ้น” (1คร. 8: 1)
ไอน์สไตน์ บอกว่า จินตนาการสำคัญกว่าความรู้
ผู้ชายคนหนึ่ง บอกว่า ความรักทำให้คนมีจินตนาการ...

คนมีจินตนาการชอบนึกถึงนู่นนี่นั่นโน่น ยิ่งรู้ว่าพระเจ้ารักเรา ก็ยิ่งจินตนาการว่าพระเจ้าจะทำเรื่องนั้นอย่างไร เรื่องนี้อย่างไร จะอวยพรเราอย่างไร แต่

ดังที่มีเขียนไว้แล้วว่า “สิ่งที่ตาไม่เห็น หูไม่ได้ยิน และไม่เคยได้เข้าไปในใจของมนุษย์ คือ สิ่งที่พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมไว้ให้แล้วเพื่อคนที่รักพระองค์” (1คร. 2: 9)

ดังนั้น คนที่มีจินตนาการสูงๆคนไหนที่รักพระเจ้า ก็รู้ไว้ได้เลยครับว่า สิ่งที่พระเจ้าเตรียมไว้ให้เรา มันเกินกว่าที่เราจินตนาการไว้แน่ๆครับ
ที่สำคัญ บางช่วงขณะระหว่างทาง พระเจ้าอาจให้บางอย่างที่เราไม่ชอบ ระวังความรู้ของเราจะทำให้เราลำพองจนปฏิเสธวิถีทางของพระเจ้านะครับ เพราะ

“เรารู้ว่า ทุกสิ่งทำงานร่วมกันเพื่อการดีแก่คนที่รักพระเจ้า ผู้ซึ่งได้รับการทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์” (รม. 8:28)

วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2553

เพลงบทใหม่

วันนี้ไม่ได้จะเขียนถึงคริสตจักรแห่งหนึ่งที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในอเมริกา เป็นหนึ่งในไม่กี่แห่งที่มีลูกหลานของศิษยาภิบาลและคณะผู้ปกครองของคริสตจักรแบบเดิมไปอยู่ร่วมกันเยอะมาก โดยมีผู้ก่อตั้ง ชื่อ Dave Gibbon ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของ Rick Warren คนที่แต่งหนังสือ ชีวิตที่เคลื่อนไปด้วยวัตถุประสงค์ นั่นแหล่ะครับ เรายอมรับว่า เราเป็นชุมชนคริสเตียนที่ค่อนข้างแนว อยากรู้ว่าแนวอย่างไรคงต้องไปดูเอง แต่คนบางลัทธิความเชื่อ เขาคงไม่มาดู เพราะเขามองว่าโบสถ์นี้เป็นพวกนิวเอจ ไม่เป็นไรครับ ท่านจะว่าอย่างไรก็ได้ ก็ท่านไม่เคยแม้แต่จะมาเหยียบนี่ครับ

เข้าเรื่องดีกว่า วันนี้จะมาคุยให้ฟังว่า การร้องเพลงบทใหม่ เกี่ยวข้องกับ การมีวิสัยทัศน์ อย่างไร

เพื่อความเข้าใจตรงกัน เราคงต้องมาคุยกัน เรื่อง วิสัยทัศน์ก่อน เพราะถ้าเราเห็นภาพของคำว่า วิสัยทัศน์ ไม่ตรงกัน คงคุยไปไม่ถึงเรื่องเพลงบทใหม่แน่

ก่อนอื่น ขอหยิบยก บางส่วนจาก บทความ “องค์กรปรนัย ตัวชี้วัด และวิสัยทัศน์เฉลี่ยแบบสมานฉันท์” จาก คอลัมน์ คิดสลับขั้ว ของ นายแพทย์ โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ในนิตยาสารเวย์ (Way) ฉบับที่ 30 มาให้อ่านกันครับ

“...วิสัยทัศน์ที่ทำๆ กันตามองค์กรต่างๆ มีอยู่มากมายหลายแบบ แต่พอจะจัดประเภทได้เป็นกลุ่มๆ คือ วิสัยทัศน์แบบนายบ้าว่าตามนาย (นายไปเข้าคอร์สผู้บริหาร เกิดปิ๊งกับแนวคิดอะไรก็เอามาแต่งเป็นวิสัยทัศน์) วิสัยทัศน์แบบขอฮิตด้วยคน (ทุกองค์กรก็เลยอยากเป็นเลิศ และอยากเป็นระดับโลกกันหมด) วิสัยทัศน์แบบคำขวัญวันเด็ก (เน้นสัมผัสนอก-สัมผัสในให้คำคล้องจองเป็นหลัก) วิสัยทัศน์แบบศัพทานุกรม (เน้นการรวมเอาคำใหญ่ๆ ทั้งหลายที่ฟังดูดีมาแต่งเป็นวิสัยทัศน์)
กระบวนการได้มาซึ่งวิสัยทัศน์นั้น ส่วนใหญ่ก็พิกลพิการพอๆกับวิสัยทัศน์ที่ได้ ที่นิยมกันมากก็คือกระบวนการสร้างวิสัยทัศน์เฉลี่ยแบบสมานฉันท์...”

พอดีกว่าครับ สนใจหาอ่านเพิ่มเติมได้ตามแผงหนังสือคุณภาพ หรือ waymagazine.wordpress.com

ผมเคยเข้าใจว่า วิสัยทัศน์ คือ การมองเห็นภาพในอนาคตอย่างชัดเจน เป็นภาพสุดท้ายของเป้าหมายที่เราจะทำให้เกิดขึ้น พูดง่ายๆว่า อยากได้อะไร ก็ต้องเห็นในรายละเอียดว่าต้องทำอะไรบ้าง

แต่เมื่อไม่นานมานี้ ผมเข้าใจใหม่ว่า วิสัยทัศน์ หมายถึง การเห็นศักยภาพภายในที่อาจเป็นได้ และความเป็นไปได้ที่คนหรือสิ่งนั้น จะเกี่ยวข้องกับสิ่งอื่นอย่างไร พูดง่ายๆว่า เป็นการมองเห็นตัวตนที่แท้จริงของคน หรือ วัตถุประสงค์แท้จริงในการทรงสร้างสิ่งต่างๆ
หากเรามีวิสัยทัศน์ต่อสิ่งใด ก็จะสะท้อนออกมาทางความคิดและพฤติกรรมที่มีต่อสิ่งนั้น ส่งผลให้มุมมองและการปฏิบัติของเราต่อคนนั้น สิ่งนั้น หรือ แม้กระทั่งตัวเราเอง ถูกยกระดับขึ้นเหนือการตอบสนองจากภาวะปัจจุบันที่เป็นอยู่ ไปเป็นการตอบสนองตามภาวะที่แท้จริงๆ หรือ ที่อาจเป็นได้ หากมองจาก ณ ปัจจุบัน เช่น ถ้าเราเห็นน้องของเราเป็นผู้ใหญ่ แต่ทำตัวโยเย แทนที่เราจะดุให้เขาเลิกทำตัวโยเย เราก็จะพูดกับเขาดีๆว่า ทำตัวไม่สมกับที่เป็นเลย

การยกระดับทัศนคติและการปฏิบัตินี้ ส่งผลต่อการขยายขอบเขต ความคิด ชีวิต ความเชื่อ ส่งผลให้ โลกทัศน์เราได้รับการปรับเปลี่ยนใหม่ให้ขยายออก เห็นการเชื่อมโยงต่อกันระหว่างคนหรือสิ่งต่างๆมากขึ้น ช่วยให้เราเห็นพระเจ้ามากขึ้น รู้จักพระเจ้ามากขึ้น (อันที่จริง พระองค์ก็สำแดงพระองค์เหมือนเดิมอยู่แล้วนะ)

ช่วยให้เราเห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้ามากขึ้น... อย่ารีบเข้าใจผิดว่า หมายถึงการมีประสบการณ์ที่แสนล้ำลึกหวานชื่นดูดดื่มลึกซึ้งกับพระเจ้ามากขึ้นนะครับ พระเจ้าทรงทำพระราชกิจของพระองค์ (ในชีวิตผู้เชื่อแต่ละคน) เหมือนเดิม แต่ความเชื่อของเราต่างหาก ที่ช่วยให้เราเห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้ามากขึ้น

การมีประสบการณ์ใหม่ๆ ในความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ก็ช่วยให้เราแสดงการขอบพระคุณพระเจ้าด้วยการร้องเพลงบทใหม่ถวายพระองค์ได้ง่ายขึ้น

เพลงบทใหม่ จึงสะท้อนถึงชีวิตที่เติบโตขึ้นในความรักและการรู้จักพระเจ้าโดยตรง และชีวิตแบบนี้ ก็จะเห็นถึงวัตถุประสงค์ในการทรงสร้างสิ่งต่างๆมากขึ้น ก็จะช่วยให้เขามีวิสัยทัศน์ที่คมชัดขึ้น

ดังนั้น ปัญหาของการไม่มีเพลงบทใหม่ จึงไม่ใช่ว่าเกิดจากคนไม่มีประสบการณ์กับพระเจ้า (หรือข้อแก้ตัวที่ฟังไม่ขึ้นว่า ไม่รู้จะร้องอะไรบ้าง ร้องเพลงไม่เก่งบ้าง) แต่เกิดจากคนไม่รู้ตัวว่า ตัวเองมีประสบการณ์กับพระเจ้า ซึ่งมักเกิดจากการใช้กรอบความคิดของโลกหรือตัวเราเองในการใช้ชีวิต แทนที่จะใช้จิตใจของพระเจ้า (และผมบอกท่านได้เลยว่า บางคนที่บอกว่า ตัวฉันเองอ่านพระคัมภีร์ คิดตามพระคัมภีร์ เป็นผู้นำให้คำปรึกษาคนตามหลักการในพระคัมภีร์ คนเหล่านี้บางคนก็เพียงใช้ข้อความในพระคัมภีร์เพื่อกลบเกลื่อนความคิดแบบโลกของเขาเท่านั้น)

วิธีแก้ไขที่ง่ายที่สุด (แต่ไม่ทราบว่าจะถ่อมใจทำได้หรือเปล่า) คือ “การถ่อมใจ” เปิดใจอ่านพระคัมภีร์ เพื่อให้พระคัมภีร์อ่านเรา (ไม่ต้องมาพยายามเค้นว่าอ่านพระคัมภีร์แล้วได้อะไร) อธิษฐานตามพระคัมภีร์ซึ่งบันทึกไว้เป็นประสบการณ์โดยอ้อมเพื่อหนุนใจและท้าทายเรา ขอพระเจ้าให้เรามีประสบการณ์โดยตรงบ้าง เป็นเรื่องพื้นฐานของคริสเตียนทุกคนในการรู้จักพระเจ้า

ส่วนประเด็นเรื่อง พระคัมภีร์ฉบับไหนดีที่ถูกต้อง ไม่บิดเบือน ยังไม่ต้องกังวล เพราะพระเจ้าทรงเที่ยงแท้ และพระคัมภีร์เป็นพระคำของพระเจ้าผู้เที่ยงแท้จริง ย่อมเชื่อถือได้อย่างแน่นอน แต่หากเราคุยกับพระเจ้าโดยอ้างอิงคำพูดของพระองค์จากพระคัมภีร์ (หรือคำสอนของคริสตจักร ผู้ปกครอง ใครก็ตาม) แล้วพบความขัดแย้ง เราก็จะรู้ได้เองว่า ถ้อยคำนั้น ถูกบิดเบือน

เรื่องพระคัมภีร์ เราคงต้องใช้เวลาเพื่อจะรู้ได้เอง แต่ถ้าเป็นคำสอนของคน โดยเฉพาะคนที่บอกว่าตัวเองมีวิสัยทัศน์ ลองย่องไปฟังว่าเขาร้องเพลงบทใหม่กันบ้างหรือเปล่า แค่นี้ก็รู้แล้วว่ารู้จักพระเจ้าจริง หรือ แค่พูดอิงนิยาย