เมื่อผมยังเด็ก ผมถูกสอนว่า การทดสอบมาจากพระเจ้า การทดลองมาจากมาร
การทดสอบมีเพื่อให้เราผ่าน เป็นน้ำพระทัยของพระเจ้าให้เราเจอ
ส่วนการทดลองนั้น มีเพื่อให้เราล้มลง เป็นเจตน์จำนงค์ของซาตาน...
ผมเชื่ออย่างนั้นสุดใจ...
ผ่านไปราวสิบกว่าปี เมื่อความคิดเริ่มเติบใหญ่ขึ้น เริ่มอ่านพระคัมภีร์เองเป็น
กรณีคลาสสิคของชีวิตท่านโยบ การเข้าถิ่นทุรกันดารของพระเยซู
รวมถึงคำอธิษฐาน ณ สวนเกซเซมาเน และ ที่เนินเขาโกละโกธาของพระองค์ด้วย
ความจริงที่บันทึกอยู่ในพระคัมภีร์เหล่านี้ เริ่มสร้างความสับสนให้กับผมทีละน้อยๆ
มีหลายคำถามที่ไม่สามารถหาคำตอบได้อย่างกระจ่าง แม้ฟังดูเป็นคำถามพื้นๆ ธรรมดา
ผมเริ่มเห็นว่า สิ่งที่อยู่ในพระคัมภีร์ แม้จะคล้ายๆ กัน แต่มันช่างไม่สอดคล้องกับสิ่งที่เคยถูกสอนมาเสียจริง
ยิ่งเมื่อมาอ่านพระคัมภีร์ในภาษาเดิม และฉบับคิงเจมส์
ยิ่งพบความขัดแย้งในการตีความและความผิดพลาดในการแปล
รวมทั้งยังมีการลดทอนความหมายดั้งเดิมของพระคัมภีร์ไปมาก
ตอนนั้น ผมเริ่มมองว่า ทั้งการทดสอบและการทดลองนั้น
ต่างก็เป็นเหตุการณ์เดียวกันที่ล้วนอยู่ในการดูแลของพระเจ้า
พระเจ้าอยากให้เราผ่านและเรียนรู้จากสถานการณ์นั้นๆ
ขึ้นอยู่กับความเชื่อของเรา ว่าจะเป็นเช่นไร
หากเราเชื่อว่าเป็นสถานการณ์ที่มาจากพระเจ้า เราก็จะมีกำลังและผ่านพ้นไปได้
แต่หากเราเชื่อว่า มาจากมาร เราก็จะล้มลง
เข้าทำนองว่าในสถานการณ์เดียวกัน จะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับเราเลือกเชื่อและเลือกมอง
เหมือนกับว่าเป็นคนละด้านของเหรียญ ซึ่งจะเป็นพรต่อเราหรือไม่ ก็ขึ้นกับสายตาและมุมมองของเราเอง
มาถึงวันนี้ เมื่อเช้านั่งๆอยู่ ก็มีความคิดก็ผุดขึ้นมาในใจว่า พระเจ้านี่อยากให้เรารู้จักตัวเองนะ
ข้อพระคัมภีร์หลายข้อผุดขึ้นมาในหัว (ใจ) อย่างต่อเนื่อง
ให้เห็นว่าพระเจ้านี่เป็นนักลองใจตัวยง (แต่พระองค์ไม่ได้ล่อลวงเราให้หลงนะ)
พูดยังงี้ ไม่ได้บอกว่าผมจะไปทำแบบพระเจ้า ด้วยการเที่ยวไปลองใจคนนู้นคนนี้นะครับ
พระเจ้าลองใจเรา เพื่อให้เรารู้จักตัวเอง เพื่อประโยชน์ของเรา
มากไปกว่านั้น พระเจ้าจัดสถานการณ์ต่างๆได้อย่างพอเหมาะกับเรา
ซึ่งมันไม่มีมนุษย์หน้าไหนทำได้เช่นพระองค์
ผมเชื่อว่า การทดลองของพระเจ้าจึงไม่ใช่เรื่องของการสอบผ่านหรือสอบตก
แต่เป็นเรื่องของการรู้จักตัวเอง ยอมรับตัวเอง และรับการฝึกฝนชีวิต
เพื่อเราจะได้แข็งแรงและมั่นคงขึ้นในพระคุณของพระเจ้า
นอกจากเรื่องการทดลองของพระเจ้า ยังมีอีกหลายต่อหลายเรื่องที่ผมเคยถูกสอนมา
ไม่ใช่ว่าทั้งหมดนั้นผิด แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมดนั้นถูก
เพียงแต่ส่วนใหญ่จะถูกแปรรูปและปนเปื้อนความคิดวิธีการของมนุษย์ลงไปแล้ว
และถูกนำเสนอมาในรูปแบบ อาหารบริสุทธิ์ ซึ่งมันทำให้ผมไม่ได้ระวังตัว
ยิ่งนานวันที่กินเข้าไป ก็สะสมพิษเอาไว้โดยที่ผมไม่รู้ตัว
กลายเป็นกรอบหนาๆ ที่ส่งผลต่อหลักความเชื่อและการมองโลกในชีวิตของผมอย่างมากอยู่หลายปี
บ่อยครั้งทีเดียว ที่มันทำให้ผมไปจดจ่ออยู่กับเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ
ยกตัวอย่าง เช่น คำถามประเภท ทำงานที่ไหนคือน้ำพระทัยพระเจ้า
ใครคือคู่น้ำพระทัย ทำอย่างไรจึงจะถวายเกียรติพระเจ้า อะไรที่ล้วนผิวเผินทำนองนี้
เราคิดเยอะไป (แบบคนไม่มีพระเจ้าคิด) เยอะจนเหนื่อย
ทั้งที่เรื่องน้ำพระทัยพระเจ้านั้นเรียบง่ายจนน่าตกใจ คือ คุณเชื่ออย่างไร คุณทำอย่างนั้น
(ขอย้ำว่าเชื่อ มิใช่ งมงาย และคุณต้องยินดีรับผลของความเชื่อของคุณด้วยนะ)
รวมถึงเรื่องอื่นๆ ที่คำตอบของพระเจ้าล้วนเรียบง่ายแต่ทว่าลึกซึ้ง...
ความผิดพลาดล้มเหลว มันเป็นเรื่องปกติของชีวิต
พระเจ้าทรงครอบครองและควบคุมอยู่ ไม่ใช่ตัวเรา
แผนการณ์และความคิดอาจจะเป็นของเรา แต่คำตอบก็มาจากพระเจ้า จริงไหม
ไม่ต้องกลัวว่าจะผิดพลาด จงกล้าหาญที่จะยอมรับความล้มเหลว
เพราะพระเจ้าทรงใช้ทุกอย่างร่วมกันเพื่อเป็นผลดีแก่เรา
พระเจ้าผู้ทรงเฝ้าระวังชีวิตของเราอยู่ไม่เคยหลับ พระองค์พร้อมช่วยเราเสมอ
พระเจ้าทรงอยู่ใกล้แค่คืบ พระเจ้าทรงใส่ใจเรา เส้นผมเราทุกเส้นก็ทรงนับไว้แล้ว
พระองค์เป็นพระเจ้าของคนเป็นมิใช่คนตาย พระเจ้าทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นผู้ช่วยเรา
พระเจ้าไม่ได้มาเพื่อช่วยคนที่แข็งแรงดี แต่พระองค์มาแสวงหาคนที่บาดเจ็บฟกช้ำ เพื่อช่วยให้เขาหายดี...
ถ้าจะให้ผมเขียนต่อ ก็คงเขียนได้อีกหลายหน้า
ลองเปิดกะโหลกหนาๆ ออกซักนิด อาจจะเห็นชีวิตที่พระเยซูทรงให้เราแล้วอย่างบริบูรณ์ชัดเจนมากขึ้น
ไม่ต้องคิดเผื่อใคร ซุงทั้งท่อนในตาตัวเราเองนี่แหล่ะ เอาออกก่อนเลย
บทความนี้ ไม่ได้จะเขียนว่าใคร ออกจะเขียนเตือนใจตัวเองด้วยซ้ำ
และอยากจะแบ่งปันว่าตอนนี้ผมเชื่ออย่างนี้นะ หากจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นบ้าง ผมก็ดีใจด้วย
แต่หากทำใครให้รู้สึกระคายเคือง ก็ขออภัยล่วงหน้านะครับ
ขอพระเจ้าอวยพรทุกหัวใจที่รักและแสวงหาพระองค์
ให้มีเสรีภาพแท้ (ซึ่งได้รับมาแล้ว) ในการใช้ชีวิต (นิรันดร์) ร่วมกับพระเยซูคริสต์ครับ
วันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
วันอาทิตย์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
Your grace is enough.
why God's grace is enough?
because God's grace beyond our standing,
it's not what we deserved but about what we not deserved.
it's enough because we absolutely never known what will be received in the next coming.
thanks God, Your grace is enough.
ทำไมพระคุณของพระเจ้าถึงเพียงพอ?
เพราะว่า พระคุณของพระเจ้า เกินความคิด ความเข้าใจของเรา
มันไม่ใช่สิ่งที่เราสมควรได้รับ แต่เป็นสิ่งที่เราไม่สมควรจะได้รับต่างหาก
มันเพียงพอ เพราะเราไม่มีวันที่จะรู้ได้จริงๆหรอกว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น
ขอบคุณพระเจ้า แค่พระคุณของพระองค์ ก็พอแล้ว
because God's grace beyond our standing,
it's not what we deserved but about what we not deserved.
it's enough because we absolutely never known what will be received in the next coming.
thanks God, Your grace is enough.
ทำไมพระคุณของพระเจ้าถึงเพียงพอ?
เพราะว่า พระคุณของพระเจ้า เกินความคิด ความเข้าใจของเรา
มันไม่ใช่สิ่งที่เราสมควรได้รับ แต่เป็นสิ่งที่เราไม่สมควรจะได้รับต่างหาก
มันเพียงพอ เพราะเราไม่มีวันที่จะรู้ได้จริงๆหรอกว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น
ขอบคุณพระเจ้า แค่พระคุณของพระองค์ ก็พอแล้ว
วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
รู้จักรักเป็น
เคยคิดไหมว่า ทำไมเราถึงไม่เห็นความดีงามในชีวิตของคนอื่น
เพราะเราไม่รักเขาหรือเปล่า
พระคัมภีร์บอกว่า ผู้ใดไม่รักก็ไม่รู้จักพระเจ้า...
เพราะเราไม่รักเขาหรือเปล่า เราจึงมองไม่เห็นความดีงามในตัวเขา
มองไม่เห็นความเป็นเหมือนพระเจ้าที่อยู่ในตัวเขา
ปัญหาไม่ใช่เพราะเขาไม่ดี แต่เพราะเราไม่รักเขาต่างหาก
ปัญหาไม่ใช่เพราะเขาทำตัวไม่น่ารัก แต่เพราะเราไม่รักเขาต่างหาก
อาจจะเพราะเราไม่รักตัวเอง
หรือคิดว่ารักตัวเองแล้ว แต่ยังรักตัวเองไม่เป็น
พูดง่ายๆ อาจเป็นเพราะเราไม่รู้จักความรัก
... ผู้ใดไม่รัก ก็ไม่รู้จักพระเจ้า เพราะพระเจ้าทรงเป็นความรัก...
พูดง่ายๆ อาจเป็นเพราะเราไม่รู้จักพระเจ้า...
รู้จักพระเจ้าแบบที่พระองค์เป็น ไม่ใช่แบบที่เราคิดว่าพระองค์เป็น
แล้วถ้าไม่รู้จักพระเจ้า อย่ามาหลอกกันเสียให้ยากว่ารู้จักความรัก
เพราะพระเจ้าทรงเป็นความรัก
รัก แล้วจะรู้จักพระเจ้า
รู้จักพระเจ้า แล้วจะรักเป็น
ดังนี้แหละเราจึงรู้จักความรัก โดยที่พระองค์ได้ทรงยอมสละพระชนม์ของพระองค์เพื่อเราทั้งหลาย
ไม่มีผู้ใดมีความรักที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ คือการที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะสละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหายของตน
ถ้าความดีงามยังมองไม่เห็น
เรื่องตายแทนกันคงเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้สำหรับหลายคนที่หัวใจยัง “ขาด” ความรัก
ตลกดีไหม คุณงามความดีของคนอื่น กลับเป็นมุมมองเรื่องของเรา
หากคนเรา “รักเป็น” มากเท่าไหร่ เราคง “เห็น” โลกนี้น่าอยู่ขึ้นอีกเยอะ
อานุภาพของ “รัก” นี่ มันช่างยิ่งใหญ่จริงๆ
เพราะเราไม่รักเขาหรือเปล่า
พระคัมภีร์บอกว่า ผู้ใดไม่รักก็ไม่รู้จักพระเจ้า...
เพราะเราไม่รักเขาหรือเปล่า เราจึงมองไม่เห็นความดีงามในตัวเขา
มองไม่เห็นความเป็นเหมือนพระเจ้าที่อยู่ในตัวเขา
ปัญหาไม่ใช่เพราะเขาไม่ดี แต่เพราะเราไม่รักเขาต่างหาก
ปัญหาไม่ใช่เพราะเขาทำตัวไม่น่ารัก แต่เพราะเราไม่รักเขาต่างหาก
อาจจะเพราะเราไม่รักตัวเอง
หรือคิดว่ารักตัวเองแล้ว แต่ยังรักตัวเองไม่เป็น
พูดง่ายๆ อาจเป็นเพราะเราไม่รู้จักความรัก
... ผู้ใดไม่รัก ก็ไม่รู้จักพระเจ้า เพราะพระเจ้าทรงเป็นความรัก...
พูดง่ายๆ อาจเป็นเพราะเราไม่รู้จักพระเจ้า...
รู้จักพระเจ้าแบบที่พระองค์เป็น ไม่ใช่แบบที่เราคิดว่าพระองค์เป็น
แล้วถ้าไม่รู้จักพระเจ้า อย่ามาหลอกกันเสียให้ยากว่ารู้จักความรัก
เพราะพระเจ้าทรงเป็นความรัก
รัก แล้วจะรู้จักพระเจ้า
รู้จักพระเจ้า แล้วจะรักเป็น
ดังนี้แหละเราจึงรู้จักความรัก โดยที่พระองค์ได้ทรงยอมสละพระชนม์ของพระองค์เพื่อเราทั้งหลาย
ไม่มีผู้ใดมีความรักที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ คือการที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะสละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหายของตน
ถ้าความดีงามยังมองไม่เห็น
เรื่องตายแทนกันคงเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้สำหรับหลายคนที่หัวใจยัง “ขาด” ความรัก
ตลกดีไหม คุณงามความดีของคนอื่น กลับเป็นมุมมองเรื่องของเรา
หากคนเรา “รักเป็น” มากเท่าไหร่ เราคง “เห็น” โลกนี้น่าอยู่ขึ้นอีกเยอะ
อานุภาพของ “รัก” นี่ มันช่างยิ่งใหญ่จริงๆ
วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2553
ความรัก จินตนาการ ความรู้
พระคัมภีร์ บอกว่า “ความรู้นั้นทำให้ลำพอง แต่ความรักเสริมสร้างขึ้น” (1คร. 8: 1)
ไอน์สไตน์ บอกว่า จินตนาการสำคัญกว่าความรู้
ผู้ชายคนหนึ่ง บอกว่า ความรักทำให้คนมีจินตนาการ...
คนมีจินตนาการชอบนึกถึงนู่นนี่นั่นโน่น ยิ่งรู้ว่าพระเจ้ารักเรา ก็ยิ่งจินตนาการว่าพระเจ้าจะทำเรื่องนั้นอย่างไร เรื่องนี้อย่างไร จะอวยพรเราอย่างไร แต่
ดังที่มีเขียนไว้แล้วว่า “สิ่งที่ตาไม่เห็น หูไม่ได้ยิน และไม่เคยได้เข้าไปในใจของมนุษย์ คือ สิ่งที่พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมไว้ให้แล้วเพื่อคนที่รักพระองค์” (1คร. 2: 9)
ดังนั้น คนที่มีจินตนาการสูงๆคนไหนที่รักพระเจ้า ก็รู้ไว้ได้เลยครับว่า สิ่งที่พระเจ้าเตรียมไว้ให้เรา มันเกินกว่าที่เราจินตนาการไว้แน่ๆครับ
ที่สำคัญ บางช่วงขณะระหว่างทาง พระเจ้าอาจให้บางอย่างที่เราไม่ชอบ ระวังความรู้ของเราจะทำให้เราลำพองจนปฏิเสธวิถีทางของพระเจ้านะครับ เพราะ
“เรารู้ว่า ทุกสิ่งทำงานร่วมกันเพื่อการดีแก่คนที่รักพระเจ้า ผู้ซึ่งได้รับการทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์” (รม. 8:28)
ไอน์สไตน์ บอกว่า จินตนาการสำคัญกว่าความรู้
ผู้ชายคนหนึ่ง บอกว่า ความรักทำให้คนมีจินตนาการ...
คนมีจินตนาการชอบนึกถึงนู่นนี่นั่นโน่น ยิ่งรู้ว่าพระเจ้ารักเรา ก็ยิ่งจินตนาการว่าพระเจ้าจะทำเรื่องนั้นอย่างไร เรื่องนี้อย่างไร จะอวยพรเราอย่างไร แต่
ดังที่มีเขียนไว้แล้วว่า “สิ่งที่ตาไม่เห็น หูไม่ได้ยิน และไม่เคยได้เข้าไปในใจของมนุษย์ คือ สิ่งที่พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมไว้ให้แล้วเพื่อคนที่รักพระองค์” (1คร. 2: 9)
ดังนั้น คนที่มีจินตนาการสูงๆคนไหนที่รักพระเจ้า ก็รู้ไว้ได้เลยครับว่า สิ่งที่พระเจ้าเตรียมไว้ให้เรา มันเกินกว่าที่เราจินตนาการไว้แน่ๆครับ
ที่สำคัญ บางช่วงขณะระหว่างทาง พระเจ้าอาจให้บางอย่างที่เราไม่ชอบ ระวังความรู้ของเราจะทำให้เราลำพองจนปฏิเสธวิถีทางของพระเจ้านะครับ เพราะ
“เรารู้ว่า ทุกสิ่งทำงานร่วมกันเพื่อการดีแก่คนที่รักพระเจ้า ผู้ซึ่งได้รับการทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์” (รม. 8:28)
วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2553
เพลงบทใหม่
วันนี้ไม่ได้จะเขียนถึงคริสตจักรแห่งหนึ่งที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในอเมริกา เป็นหนึ่งในไม่กี่แห่งที่มีลูกหลานของศิษยาภิบาลและคณะผู้ปกครองของคริสตจักรแบบเดิมไปอยู่ร่วมกันเยอะมาก โดยมีผู้ก่อตั้ง ชื่อ Dave Gibbon ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของ Rick Warren คนที่แต่งหนังสือ ชีวิตที่เคลื่อนไปด้วยวัตถุประสงค์ นั่นแหล่ะครับ เรายอมรับว่า เราเป็นชุมชนคริสเตียนที่ค่อนข้างแนว อยากรู้ว่าแนวอย่างไรคงต้องไปดูเอง แต่คนบางลัทธิความเชื่อ เขาคงไม่มาดู เพราะเขามองว่าโบสถ์นี้เป็นพวกนิวเอจ ไม่เป็นไรครับ ท่านจะว่าอย่างไรก็ได้ ก็ท่านไม่เคยแม้แต่จะมาเหยียบนี่ครับ
เข้าเรื่องดีกว่า วันนี้จะมาคุยให้ฟังว่า การร้องเพลงบทใหม่ เกี่ยวข้องกับ การมีวิสัยทัศน์ อย่างไร
เพื่อความเข้าใจตรงกัน เราคงต้องมาคุยกัน เรื่อง วิสัยทัศน์ก่อน เพราะถ้าเราเห็นภาพของคำว่า วิสัยทัศน์ ไม่ตรงกัน คงคุยไปไม่ถึงเรื่องเพลงบทใหม่แน่
ก่อนอื่น ขอหยิบยก บางส่วนจาก บทความ “องค์กรปรนัย ตัวชี้วัด และวิสัยทัศน์เฉลี่ยแบบสมานฉันท์” จาก คอลัมน์ คิดสลับขั้ว ของ นายแพทย์ โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ในนิตยาสารเวย์ (Way) ฉบับที่ 30 มาให้อ่านกันครับ
“...วิสัยทัศน์ที่ทำๆ กันตามองค์กรต่างๆ มีอยู่มากมายหลายแบบ แต่พอจะจัดประเภทได้เป็นกลุ่มๆ คือ วิสัยทัศน์แบบนายบ้าว่าตามนาย (นายไปเข้าคอร์สผู้บริหาร เกิดปิ๊งกับแนวคิดอะไรก็เอามาแต่งเป็นวิสัยทัศน์) วิสัยทัศน์แบบขอฮิตด้วยคน (ทุกองค์กรก็เลยอยากเป็นเลิศ และอยากเป็นระดับโลกกันหมด) วิสัยทัศน์แบบคำขวัญวันเด็ก (เน้นสัมผัสนอก-สัมผัสในให้คำคล้องจองเป็นหลัก) วิสัยทัศน์แบบศัพทานุกรม (เน้นการรวมเอาคำใหญ่ๆ ทั้งหลายที่ฟังดูดีมาแต่งเป็นวิสัยทัศน์)
กระบวนการได้มาซึ่งวิสัยทัศน์นั้น ส่วนใหญ่ก็พิกลพิการพอๆกับวิสัยทัศน์ที่ได้ ที่นิยมกันมากก็คือกระบวนการสร้างวิสัยทัศน์เฉลี่ยแบบสมานฉันท์...”
พอดีกว่าครับ สนใจหาอ่านเพิ่มเติมได้ตามแผงหนังสือคุณภาพ หรือ waymagazine.wordpress.com
ผมเคยเข้าใจว่า วิสัยทัศน์ คือ การมองเห็นภาพในอนาคตอย่างชัดเจน เป็นภาพสุดท้ายของเป้าหมายที่เราจะทำให้เกิดขึ้น พูดง่ายๆว่า อยากได้อะไร ก็ต้องเห็นในรายละเอียดว่าต้องทำอะไรบ้าง
แต่เมื่อไม่นานมานี้ ผมเข้าใจใหม่ว่า วิสัยทัศน์ หมายถึง การเห็นศักยภาพภายในที่อาจเป็นได้ และความเป็นไปได้ที่คนหรือสิ่งนั้น จะเกี่ยวข้องกับสิ่งอื่นอย่างไร พูดง่ายๆว่า เป็นการมองเห็นตัวตนที่แท้จริงของคน หรือ วัตถุประสงค์แท้จริงในการทรงสร้างสิ่งต่างๆ
หากเรามีวิสัยทัศน์ต่อสิ่งใด ก็จะสะท้อนออกมาทางความคิดและพฤติกรรมที่มีต่อสิ่งนั้น ส่งผลให้มุมมองและการปฏิบัติของเราต่อคนนั้น สิ่งนั้น หรือ แม้กระทั่งตัวเราเอง ถูกยกระดับขึ้นเหนือการตอบสนองจากภาวะปัจจุบันที่เป็นอยู่ ไปเป็นการตอบสนองตามภาวะที่แท้จริงๆ หรือ ที่อาจเป็นได้ หากมองจาก ณ ปัจจุบัน เช่น ถ้าเราเห็นน้องของเราเป็นผู้ใหญ่ แต่ทำตัวโยเย แทนที่เราจะดุให้เขาเลิกทำตัวโยเย เราก็จะพูดกับเขาดีๆว่า ทำตัวไม่สมกับที่เป็นเลย
การยกระดับทัศนคติและการปฏิบัตินี้ ส่งผลต่อการขยายขอบเขต ความคิด ชีวิต ความเชื่อ ส่งผลให้ โลกทัศน์เราได้รับการปรับเปลี่ยนใหม่ให้ขยายออก เห็นการเชื่อมโยงต่อกันระหว่างคนหรือสิ่งต่างๆมากขึ้น ช่วยให้เราเห็นพระเจ้ามากขึ้น รู้จักพระเจ้ามากขึ้น (อันที่จริง พระองค์ก็สำแดงพระองค์เหมือนเดิมอยู่แล้วนะ)
ช่วยให้เราเห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้ามากขึ้น... อย่ารีบเข้าใจผิดว่า หมายถึงการมีประสบการณ์ที่แสนล้ำลึกหวานชื่นดูดดื่มลึกซึ้งกับพระเจ้ามากขึ้นนะครับ พระเจ้าทรงทำพระราชกิจของพระองค์ (ในชีวิตผู้เชื่อแต่ละคน) เหมือนเดิม แต่ความเชื่อของเราต่างหาก ที่ช่วยให้เราเห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้ามากขึ้น
การมีประสบการณ์ใหม่ๆ ในความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ก็ช่วยให้เราแสดงการขอบพระคุณพระเจ้าด้วยการร้องเพลงบทใหม่ถวายพระองค์ได้ง่ายขึ้น
เพลงบทใหม่ จึงสะท้อนถึงชีวิตที่เติบโตขึ้นในความรักและการรู้จักพระเจ้าโดยตรง และชีวิตแบบนี้ ก็จะเห็นถึงวัตถุประสงค์ในการทรงสร้างสิ่งต่างๆมากขึ้น ก็จะช่วยให้เขามีวิสัยทัศน์ที่คมชัดขึ้น
ดังนั้น ปัญหาของการไม่มีเพลงบทใหม่ จึงไม่ใช่ว่าเกิดจากคนไม่มีประสบการณ์กับพระเจ้า (หรือข้อแก้ตัวที่ฟังไม่ขึ้นว่า ไม่รู้จะร้องอะไรบ้าง ร้องเพลงไม่เก่งบ้าง) แต่เกิดจากคนไม่รู้ตัวว่า ตัวเองมีประสบการณ์กับพระเจ้า ซึ่งมักเกิดจากการใช้กรอบความคิดของโลกหรือตัวเราเองในการใช้ชีวิต แทนที่จะใช้จิตใจของพระเจ้า (และผมบอกท่านได้เลยว่า บางคนที่บอกว่า ตัวฉันเองอ่านพระคัมภีร์ คิดตามพระคัมภีร์ เป็นผู้นำให้คำปรึกษาคนตามหลักการในพระคัมภีร์ คนเหล่านี้บางคนก็เพียงใช้ข้อความในพระคัมภีร์เพื่อกลบเกลื่อนความคิดแบบโลกของเขาเท่านั้น)
วิธีแก้ไขที่ง่ายที่สุด (แต่ไม่ทราบว่าจะถ่อมใจทำได้หรือเปล่า) คือ “การถ่อมใจ” เปิดใจอ่านพระคัมภีร์ เพื่อให้พระคัมภีร์อ่านเรา (ไม่ต้องมาพยายามเค้นว่าอ่านพระคัมภีร์แล้วได้อะไร) อธิษฐานตามพระคัมภีร์ซึ่งบันทึกไว้เป็นประสบการณ์โดยอ้อมเพื่อหนุนใจและท้าทายเรา ขอพระเจ้าให้เรามีประสบการณ์โดยตรงบ้าง เป็นเรื่องพื้นฐานของคริสเตียนทุกคนในการรู้จักพระเจ้า
ส่วนประเด็นเรื่อง พระคัมภีร์ฉบับไหนดีที่ถูกต้อง ไม่บิดเบือน ยังไม่ต้องกังวล เพราะพระเจ้าทรงเที่ยงแท้ และพระคัมภีร์เป็นพระคำของพระเจ้าผู้เที่ยงแท้จริง ย่อมเชื่อถือได้อย่างแน่นอน แต่หากเราคุยกับพระเจ้าโดยอ้างอิงคำพูดของพระองค์จากพระคัมภีร์ (หรือคำสอนของคริสตจักร ผู้ปกครอง ใครก็ตาม) แล้วพบความขัดแย้ง เราก็จะรู้ได้เองว่า ถ้อยคำนั้น ถูกบิดเบือน
เรื่องพระคัมภีร์ เราคงต้องใช้เวลาเพื่อจะรู้ได้เอง แต่ถ้าเป็นคำสอนของคน โดยเฉพาะคนที่บอกว่าตัวเองมีวิสัยทัศน์ ลองย่องไปฟังว่าเขาร้องเพลงบทใหม่กันบ้างหรือเปล่า แค่นี้ก็รู้แล้วว่ารู้จักพระเจ้าจริง หรือ แค่พูดอิงนิยาย
เข้าเรื่องดีกว่า วันนี้จะมาคุยให้ฟังว่า การร้องเพลงบทใหม่ เกี่ยวข้องกับ การมีวิสัยทัศน์ อย่างไร
เพื่อความเข้าใจตรงกัน เราคงต้องมาคุยกัน เรื่อง วิสัยทัศน์ก่อน เพราะถ้าเราเห็นภาพของคำว่า วิสัยทัศน์ ไม่ตรงกัน คงคุยไปไม่ถึงเรื่องเพลงบทใหม่แน่
ก่อนอื่น ขอหยิบยก บางส่วนจาก บทความ “องค์กรปรนัย ตัวชี้วัด และวิสัยทัศน์เฉลี่ยแบบสมานฉันท์” จาก คอลัมน์ คิดสลับขั้ว ของ นายแพทย์ โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ในนิตยาสารเวย์ (Way) ฉบับที่ 30 มาให้อ่านกันครับ
“...วิสัยทัศน์ที่ทำๆ กันตามองค์กรต่างๆ มีอยู่มากมายหลายแบบ แต่พอจะจัดประเภทได้เป็นกลุ่มๆ คือ วิสัยทัศน์แบบนายบ้าว่าตามนาย (นายไปเข้าคอร์สผู้บริหาร เกิดปิ๊งกับแนวคิดอะไรก็เอามาแต่งเป็นวิสัยทัศน์) วิสัยทัศน์แบบขอฮิตด้วยคน (ทุกองค์กรก็เลยอยากเป็นเลิศ และอยากเป็นระดับโลกกันหมด) วิสัยทัศน์แบบคำขวัญวันเด็ก (เน้นสัมผัสนอก-สัมผัสในให้คำคล้องจองเป็นหลัก) วิสัยทัศน์แบบศัพทานุกรม (เน้นการรวมเอาคำใหญ่ๆ ทั้งหลายที่ฟังดูดีมาแต่งเป็นวิสัยทัศน์)
กระบวนการได้มาซึ่งวิสัยทัศน์นั้น ส่วนใหญ่ก็พิกลพิการพอๆกับวิสัยทัศน์ที่ได้ ที่นิยมกันมากก็คือกระบวนการสร้างวิสัยทัศน์เฉลี่ยแบบสมานฉันท์...”
พอดีกว่าครับ สนใจหาอ่านเพิ่มเติมได้ตามแผงหนังสือคุณภาพ หรือ waymagazine.wordpress.com
ผมเคยเข้าใจว่า วิสัยทัศน์ คือ การมองเห็นภาพในอนาคตอย่างชัดเจน เป็นภาพสุดท้ายของเป้าหมายที่เราจะทำให้เกิดขึ้น พูดง่ายๆว่า อยากได้อะไร ก็ต้องเห็นในรายละเอียดว่าต้องทำอะไรบ้าง
แต่เมื่อไม่นานมานี้ ผมเข้าใจใหม่ว่า วิสัยทัศน์ หมายถึง การเห็นศักยภาพภายในที่อาจเป็นได้ และความเป็นไปได้ที่คนหรือสิ่งนั้น จะเกี่ยวข้องกับสิ่งอื่นอย่างไร พูดง่ายๆว่า เป็นการมองเห็นตัวตนที่แท้จริงของคน หรือ วัตถุประสงค์แท้จริงในการทรงสร้างสิ่งต่างๆ
หากเรามีวิสัยทัศน์ต่อสิ่งใด ก็จะสะท้อนออกมาทางความคิดและพฤติกรรมที่มีต่อสิ่งนั้น ส่งผลให้มุมมองและการปฏิบัติของเราต่อคนนั้น สิ่งนั้น หรือ แม้กระทั่งตัวเราเอง ถูกยกระดับขึ้นเหนือการตอบสนองจากภาวะปัจจุบันที่เป็นอยู่ ไปเป็นการตอบสนองตามภาวะที่แท้จริงๆ หรือ ที่อาจเป็นได้ หากมองจาก ณ ปัจจุบัน เช่น ถ้าเราเห็นน้องของเราเป็นผู้ใหญ่ แต่ทำตัวโยเย แทนที่เราจะดุให้เขาเลิกทำตัวโยเย เราก็จะพูดกับเขาดีๆว่า ทำตัวไม่สมกับที่เป็นเลย
การยกระดับทัศนคติและการปฏิบัตินี้ ส่งผลต่อการขยายขอบเขต ความคิด ชีวิต ความเชื่อ ส่งผลให้ โลกทัศน์เราได้รับการปรับเปลี่ยนใหม่ให้ขยายออก เห็นการเชื่อมโยงต่อกันระหว่างคนหรือสิ่งต่างๆมากขึ้น ช่วยให้เราเห็นพระเจ้ามากขึ้น รู้จักพระเจ้ามากขึ้น (อันที่จริง พระองค์ก็สำแดงพระองค์เหมือนเดิมอยู่แล้วนะ)
ช่วยให้เราเห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้ามากขึ้น... อย่ารีบเข้าใจผิดว่า หมายถึงการมีประสบการณ์ที่แสนล้ำลึกหวานชื่นดูดดื่มลึกซึ้งกับพระเจ้ามากขึ้นนะครับ พระเจ้าทรงทำพระราชกิจของพระองค์ (ในชีวิตผู้เชื่อแต่ละคน) เหมือนเดิม แต่ความเชื่อของเราต่างหาก ที่ช่วยให้เราเห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้ามากขึ้น
การมีประสบการณ์ใหม่ๆ ในความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ก็ช่วยให้เราแสดงการขอบพระคุณพระเจ้าด้วยการร้องเพลงบทใหม่ถวายพระองค์ได้ง่ายขึ้น
เพลงบทใหม่ จึงสะท้อนถึงชีวิตที่เติบโตขึ้นในความรักและการรู้จักพระเจ้าโดยตรง และชีวิตแบบนี้ ก็จะเห็นถึงวัตถุประสงค์ในการทรงสร้างสิ่งต่างๆมากขึ้น ก็จะช่วยให้เขามีวิสัยทัศน์ที่คมชัดขึ้น
ดังนั้น ปัญหาของการไม่มีเพลงบทใหม่ จึงไม่ใช่ว่าเกิดจากคนไม่มีประสบการณ์กับพระเจ้า (หรือข้อแก้ตัวที่ฟังไม่ขึ้นว่า ไม่รู้จะร้องอะไรบ้าง ร้องเพลงไม่เก่งบ้าง) แต่เกิดจากคนไม่รู้ตัวว่า ตัวเองมีประสบการณ์กับพระเจ้า ซึ่งมักเกิดจากการใช้กรอบความคิดของโลกหรือตัวเราเองในการใช้ชีวิต แทนที่จะใช้จิตใจของพระเจ้า (และผมบอกท่านได้เลยว่า บางคนที่บอกว่า ตัวฉันเองอ่านพระคัมภีร์ คิดตามพระคัมภีร์ เป็นผู้นำให้คำปรึกษาคนตามหลักการในพระคัมภีร์ คนเหล่านี้บางคนก็เพียงใช้ข้อความในพระคัมภีร์เพื่อกลบเกลื่อนความคิดแบบโลกของเขาเท่านั้น)
วิธีแก้ไขที่ง่ายที่สุด (แต่ไม่ทราบว่าจะถ่อมใจทำได้หรือเปล่า) คือ “การถ่อมใจ” เปิดใจอ่านพระคัมภีร์ เพื่อให้พระคัมภีร์อ่านเรา (ไม่ต้องมาพยายามเค้นว่าอ่านพระคัมภีร์แล้วได้อะไร) อธิษฐานตามพระคัมภีร์ซึ่งบันทึกไว้เป็นประสบการณ์โดยอ้อมเพื่อหนุนใจและท้าทายเรา ขอพระเจ้าให้เรามีประสบการณ์โดยตรงบ้าง เป็นเรื่องพื้นฐานของคริสเตียนทุกคนในการรู้จักพระเจ้า
ส่วนประเด็นเรื่อง พระคัมภีร์ฉบับไหนดีที่ถูกต้อง ไม่บิดเบือน ยังไม่ต้องกังวล เพราะพระเจ้าทรงเที่ยงแท้ และพระคัมภีร์เป็นพระคำของพระเจ้าผู้เที่ยงแท้จริง ย่อมเชื่อถือได้อย่างแน่นอน แต่หากเราคุยกับพระเจ้าโดยอ้างอิงคำพูดของพระองค์จากพระคัมภีร์ (หรือคำสอนของคริสตจักร ผู้ปกครอง ใครก็ตาม) แล้วพบความขัดแย้ง เราก็จะรู้ได้เองว่า ถ้อยคำนั้น ถูกบิดเบือน
เรื่องพระคัมภีร์ เราคงต้องใช้เวลาเพื่อจะรู้ได้เอง แต่ถ้าเป็นคำสอนของคน โดยเฉพาะคนที่บอกว่าตัวเองมีวิสัยทัศน์ ลองย่องไปฟังว่าเขาร้องเพลงบทใหม่กันบ้างหรือเปล่า แค่นี้ก็รู้แล้วว่ารู้จักพระเจ้าจริง หรือ แค่พูดอิงนิยาย
วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2552
พระเจ้าอวยพร! (whom God has blessed!)
เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา นั่งฟังเรื่องของโยเซฟ กับ มารี ที่นิวซอง
นึกถึงความรู้สึกของทั้ง 2 คน ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง
นึกถึงแรงกดดัน และความยากลำบากที่พวกเขาทั้งคู่อาจต้องเผชิญ
หลายคนเข้าใจว่า พระพรของพระเจ้า
หมายถึง ความราบรื่น ดูดี ร่ำรวย มีลูกหลานผลผลิตล้นหลาม
แต่ในอีกด้านหนึ่งซึ่งเขียนไว้ในพระคัมภีร์
แต่เรามักไม่ค่อยได้พูดถึงกัน
นั่นคือ ทุกสิ่งมีวาระ และเวลาของมัน
ทั้งอุปสรรค ปัญหา สถานการณ์ไม่เป็นใจ ความยากจน การขาดแคลน
และอีกมากมาย
เหล่านี้ล้วนเป็นพระคุณและพระพรของพระเจ้าทั้งสิ้น
ตราบเท่าที่เราเป็นประชากรของพระองค์
พระเจ้าอวยพรเรา เพราะเราเป็นลูกของพระเจ้า
ไม่ใช่ว่า
เพราะเรา "ทำ" อย่างที่พระเจ้าบอกไว้
แต่บุตรที่รู้จักบิดา เห็นบิดาทำอย่างไร
บุตรก็จะทำอย่างนั้น
ผมนึกถึงความยากลำบากที่เผชิญอยู่
นึกถึงบางคำพูดที่มีคนเคยพยายามจะบอกให้ผมเชื่อว่า
เพราะผมทำตัวไม่ดี พระเจ้าจึงไม่อวยพร
(ดังนั้น จงทำตัวให้(ดู)ดีซะ)
ผมนึกถึงรุ่นพี่คนหนึ่งที่รักกันมาก
เขาเคยเป็นผู้นำในคริสตจักรที่ผมเคยอยู่
เขาถูกไล่ออกจากมหาวิทยาลัย
เพราะการทุ่มเทให้กับสิ่งที่ เราถูกสอนให้เชื่อว่านั่นคือการรับใช้
นั่นทำให้เขาไม่เห็นด้วยกับนโยบายบางเรื่อง
พี่คนนี้ไม่ได้รับการโปรโมต และ ถูกลดตำแหน่งในที่สุด
เขาถูกมองว่าเป็นคนหลงหาย เป็นคนมีปัญหาความคิด
ถูกลงวินัยจากคริสตจักร
บทเรียนทุกเรื่องที่ผมเรียนกับพี่เขา
โดยเฉพาะที่เขาเขียนเอง ถูกห้ามไม่ให้เอาไปสอนต่อ
ทั้งที่บางเรื่อง จนทุกวันนี้ ผมยังไม่เห็นใครจะทำได้ดีเท่า
หลายปีผ่านไป
เขาไปอเมริกา หาทางจนได้ทุนเรียนต่อปริญญาเอก
เขาช่วยหลายคนให้ได้รู้จักพระเจ้า
เขาเป็นทีมบุกเบิกของการตั้งคริสตจักรที่นั่น
วันที่เขากลับมาเยี่ยมกรุงเทพ เขาแวะไปที่โบสถ์
เขาอยากเจอน้องๆที่เขาเคยดูแล
วันนั้น ศิษยาภิบาล กล่าวชื่นชมเขาบนเวที บอกว่า
พระเจ้าอวยพรเขามาก
หลังจากนั้น ใครต่อใครต่าง "อวย" เขาในทันที
ทั้งที่ ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา คนเหล่านี้บางคน
มีบางคนที่ยังพูดถึงเขาในทางไม่ดีอยู่เลย
เมื่อเร็วๆนี้ มีอีกคนหนึ่งโชว์ โครงการ ที่กำลังเริ่มต้นขึ้น
(หลังจากใช้เวลาเตรียมความพร้อมอยู่นาน)
มีคนเข้าไป "อวย" เกือบร้อยคน แต่เท่าที่ผมเห็น
มีเพียงพี่คนเมื่อกี้เพียงคนเดียว ที่กล่าวเรื่องจริงเตือนใจว่า
ชีวิตของคนคนนี้จะเปลี่ยนไป...
เวลาที่เราต้องทำอะไรในสิ่งที่เราเชื่อ
แม้มันจะดูขัดแย้งกับความคิดเห็น
ตรรกะ เหตุผล ความสมเหตุสมผล
ประสบการณ์ในอดีต
ขนบธรรมเนียม ประเพณี ค่านิยม
นโยบาย หรือแม้แต่กฎหมายของมนุษย์
นอกจากต้องตรวจสอบกับความจริง ความสมจริง และความจริงใจแล้ว
พึงตระหนักไว้เลยว่า ไม่มากก็น้อยที่เราจะต้องเจอกับแรงเสียดทาน
อาจเป็นทางกาย ทางจิตใจ ทางความคิด ทางจิตวิญญาณ
ทั้งในขณะที่รู้ตัว และไม่รู้สึกตัว
แต่หากเรามั่นใจแล้วว่า
เรากำลังรักพระเจ้า
เรากำลังทำตามความจริงของพระเจ้าที่มีอยู่ในพระคัมภีร์
เรากำลังทำตามเสียงที่อยู่ภายใน
เรากำลังใช้ชีวิตสอดคล้องกับพระเจ้าที่เรารู้จัก
ทีสำคัญ เราไตร่ตรองแล้วว่า
เราจะกล้าบอกพระเจ้าในวันสุดท้ายว่า ทำดีกว่านี้ไม่ได้แล้ว
แม้จะมีความกลัวและหวาดหวั่น (ซึ่งเป็นเรื่องปกติของขั้นตอนในการเติบโต)
แต่
จงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด
เพราะพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับเรา
จงรู้จักพระเจ้า
พระองค์เป็นพระเจ้าผู้ทรงเริ่มต้นสิ่งดีไว้ในชีวิตเราแล้ว
พระองค์จะเป็นผู้ทำให้เราเติบโต (ด้วยวิธีการของพระองค์ อย่างเฉพาะตัวสำหรับเรา)
พระองค์จะเป็นผู้นำพาเราไปถึงความสำเร็จ
(แต่หากมนุษย์อย่างเราเริ่มเอง ก็ไม่ต้องแปลกใจว่ามันจะพังทลายลงไป)
พระองค์จะไม่ละทิ้งเรา
ไม่มีใครหรือสิ่งใดเลย สามารถตัดขาดแยกเราออกจากพระเจ้าได้
แม้แต่ตัวเราเอง
จงรู้จักพระเจ้า แล้วความเชื่อของท่านจะเพิ่มพูนขึ้น
แล้วจะเกิดความปีติยินดีแก่จิตวิญญาณของท่าน
บุคคลผู้ใดต้องถูกข่มเหงเพราะเหตุความชอบธรรม ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าอาณาจักรแห่งสวรรค์เป็นของเขา
เมื่อเขาจะติเตียนข่มเหงและนินทาว่าร้ายท่านทั้งหลายเป็นความเท็จเพราะเรา ท่านก็เป็นสุข
จงชื่นชมยินดีอย่างเหลือล้น เพราะว่าบำเหน็จของท่านมีบริบูรณ์ในสวรรค์ เพราะเขาได้ข่มเหงผู้พยากรณ์ทั้งหลายที่อยู่ก่อนท่านเหมือนกัน
มัธธิว 5:10-12
แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาอาณาจักรของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้แก่ท่าน
มัธธิว 6:33
นึกถึงความรู้สึกของทั้ง 2 คน ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง
นึกถึงแรงกดดัน และความยากลำบากที่พวกเขาทั้งคู่อาจต้องเผชิญ
หลายคนเข้าใจว่า พระพรของพระเจ้า
หมายถึง ความราบรื่น ดูดี ร่ำรวย มีลูกหลานผลผลิตล้นหลาม
แต่ในอีกด้านหนึ่งซึ่งเขียนไว้ในพระคัมภีร์
แต่เรามักไม่ค่อยได้พูดถึงกัน
นั่นคือ ทุกสิ่งมีวาระ และเวลาของมัน
ทั้งอุปสรรค ปัญหา สถานการณ์ไม่เป็นใจ ความยากจน การขาดแคลน
และอีกมากมาย
เหล่านี้ล้วนเป็นพระคุณและพระพรของพระเจ้าทั้งสิ้น
ตราบเท่าที่เราเป็นประชากรของพระองค์
พระเจ้าอวยพรเรา เพราะเราเป็นลูกของพระเจ้า
ไม่ใช่ว่า
เพราะเรา "ทำ" อย่างที่พระเจ้าบอกไว้
แต่บุตรที่รู้จักบิดา เห็นบิดาทำอย่างไร
บุตรก็จะทำอย่างนั้น
ผมนึกถึงความยากลำบากที่เผชิญอยู่
นึกถึงบางคำพูดที่มีคนเคยพยายามจะบอกให้ผมเชื่อว่า
เพราะผมทำตัวไม่ดี พระเจ้าจึงไม่อวยพร
(ดังนั้น จงทำตัวให้(ดู)ดีซะ)
ผมนึกถึงรุ่นพี่คนหนึ่งที่รักกันมาก
เขาเคยเป็นผู้นำในคริสตจักรที่ผมเคยอยู่
เขาถูกไล่ออกจากมหาวิทยาลัย
เพราะการทุ่มเทให้กับสิ่งที่ เราถูกสอนให้เชื่อว่านั่นคือการรับใช้
นั่นทำให้เขาไม่เห็นด้วยกับนโยบายบางเรื่อง
พี่คนนี้ไม่ได้รับการโปรโมต และ ถูกลดตำแหน่งในที่สุด
เขาถูกมองว่าเป็นคนหลงหาย เป็นคนมีปัญหาความคิด
ถูกลงวินัยจากคริสตจักร
บทเรียนทุกเรื่องที่ผมเรียนกับพี่เขา
โดยเฉพาะที่เขาเขียนเอง ถูกห้ามไม่ให้เอาไปสอนต่อ
ทั้งที่บางเรื่อง จนทุกวันนี้ ผมยังไม่เห็นใครจะทำได้ดีเท่า
หลายปีผ่านไป
เขาไปอเมริกา หาทางจนได้ทุนเรียนต่อปริญญาเอก
เขาช่วยหลายคนให้ได้รู้จักพระเจ้า
เขาเป็นทีมบุกเบิกของการตั้งคริสตจักรที่นั่น
วันที่เขากลับมาเยี่ยมกรุงเทพ เขาแวะไปที่โบสถ์
เขาอยากเจอน้องๆที่เขาเคยดูแล
วันนั้น ศิษยาภิบาล กล่าวชื่นชมเขาบนเวที บอกว่า
พระเจ้าอวยพรเขามาก
หลังจากนั้น ใครต่อใครต่าง "อวย" เขาในทันที
ทั้งที่ ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา คนเหล่านี้บางคน
มีบางคนที่ยังพูดถึงเขาในทางไม่ดีอยู่เลย
เมื่อเร็วๆนี้ มีอีกคนหนึ่งโชว์ โครงการ ที่กำลังเริ่มต้นขึ้น
(หลังจากใช้เวลาเตรียมความพร้อมอยู่นาน)
มีคนเข้าไป "อวย" เกือบร้อยคน แต่เท่าที่ผมเห็น
มีเพียงพี่คนเมื่อกี้เพียงคนเดียว ที่กล่าวเรื่องจริงเตือนใจว่า
ชีวิตของคนคนนี้จะเปลี่ยนไป...
เวลาที่เราต้องทำอะไรในสิ่งที่เราเชื่อ
แม้มันจะดูขัดแย้งกับความคิดเห็น
ตรรกะ เหตุผล ความสมเหตุสมผล
ประสบการณ์ในอดีต
ขนบธรรมเนียม ประเพณี ค่านิยม
นโยบาย หรือแม้แต่กฎหมายของมนุษย์
นอกจากต้องตรวจสอบกับความจริง ความสมจริง และความจริงใจแล้ว
พึงตระหนักไว้เลยว่า ไม่มากก็น้อยที่เราจะต้องเจอกับแรงเสียดทาน
อาจเป็นทางกาย ทางจิตใจ ทางความคิด ทางจิตวิญญาณ
ทั้งในขณะที่รู้ตัว และไม่รู้สึกตัว
แต่หากเรามั่นใจแล้วว่า
เรากำลังรักพระเจ้า
เรากำลังทำตามความจริงของพระเจ้าที่มีอยู่ในพระคัมภีร์
เรากำลังทำตามเสียงที่อยู่ภายใน
เรากำลังใช้ชีวิตสอดคล้องกับพระเจ้าที่เรารู้จัก
ทีสำคัญ เราไตร่ตรองแล้วว่า
เราจะกล้าบอกพระเจ้าในวันสุดท้ายว่า ทำดีกว่านี้ไม่ได้แล้ว
แม้จะมีความกลัวและหวาดหวั่น (ซึ่งเป็นเรื่องปกติของขั้นตอนในการเติบโต)
แต่
จงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด
เพราะพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับเรา
จงรู้จักพระเจ้า
พระองค์เป็นพระเจ้าผู้ทรงเริ่มต้นสิ่งดีไว้ในชีวิตเราแล้ว
พระองค์จะเป็นผู้ทำให้เราเติบโต (ด้วยวิธีการของพระองค์ อย่างเฉพาะตัวสำหรับเรา)
พระองค์จะเป็นผู้นำพาเราไปถึงความสำเร็จ
(แต่หากมนุษย์อย่างเราเริ่มเอง ก็ไม่ต้องแปลกใจว่ามันจะพังทลายลงไป)
พระองค์จะไม่ละทิ้งเรา
ไม่มีใครหรือสิ่งใดเลย สามารถตัดขาดแยกเราออกจากพระเจ้าได้
แม้แต่ตัวเราเอง
จงรู้จักพระเจ้า แล้วความเชื่อของท่านจะเพิ่มพูนขึ้น
แล้วจะเกิดความปีติยินดีแก่จิตวิญญาณของท่าน
บุคคลผู้ใดต้องถูกข่มเหงเพราะเหตุความชอบธรรม ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าอาณาจักรแห่งสวรรค์เป็นของเขา
เมื่อเขาจะติเตียนข่มเหงและนินทาว่าร้ายท่านทั้งหลายเป็นความเท็จเพราะเรา ท่านก็เป็นสุข
จงชื่นชมยินดีอย่างเหลือล้น เพราะว่าบำเหน็จของท่านมีบริบูรณ์ในสวรรค์ เพราะเขาได้ข่มเหงผู้พยากรณ์ทั้งหลายที่อยู่ก่อนท่านเหมือนกัน
มัธธิว 5:10-12
แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาอาณาจักรของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้แก่ท่าน
มัธธิว 6:33
วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2552
อยากหายดีหรือเปล่า (ยน.5:1-15)
หลังจากพระเยซูพำนักอยู่ที่แคว้นกาลิลีช่วงหนึ่ง (นานเท่าไหร่ก็ไม่รู้) พระองค์ก็เสด็จกลับไปยังเยรูซาเล็มอีกครั้ง เพื่อร่วมงานเทศกาลเฉลิมฉลองของชาวยิว
จริงๆแล้ว พระคัมภีร์ไม่ได้ระบุชัดเจนว่า เป็นงานเทศกาลอะไร และไม่มีการอ้างอิงถึงเหตุการณ์นี้อีกเลยด้วย แต่เป็นไปได้ว่า น่าจะเป็น 1 ใน 3 เทศกาลหลักซึ่งโดยปกติ ผู้ชายชาวยิวทุกคนควรจะต้องเดินทางไปเข้าร่วม คือ เทศกาลปัสกา เทศกาลฉลองการเก็บเกี่ยว หรือ เทศกาลอยู่เพิง
ในพระธรรมยอห์น ได้ระบุเอาไว้ชัดเจนว่า หลังจากพระเยซูเริ่มกระทำพระราชกิจ ทรงปรากฎตัวที่เยรูซาเล็มในเทศกาลปัสกา อย่างน้อย 3 ครั้ง (บทที่2, 6, 11) ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น พระเยซูจะใช้เวลาในการทำพระราชกิจระหว่าง 2 ถึง 3 ปี บนโลกนี้
แต่หากว่า งานเทศกาลที่กล่าวถึงตรงนี้ คือ เทศกาลปัสกาครั้งที่ 4 ก็จะกลายเป็นว่า ทรงใช้เวลากระทำพระราชกิจระหว่าง 3 ถึง 4 ปี แทน ดังนั้น คำพูดที่บอกว่า พระเยซูใช้เวลากระทำพระราชกิจบนโลก 3ปีครึ่ง จึงอาจไม่ถูกต้องก็ได้ และโดยส่วนตัว ผมคิดว่า เรื่องระยะเวลาการทำพระราชกิจของพระเยซู ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องให้ความสำคัญมากนักในเชิงการดำเนินชีวิต (โดยเฉพาะ เพื่อเป็นเครื่องมือในการปลุกเร้าให้ผู้เชื่อเร่งรีบรับใช้พระเจ้า ดั่งเช่นที่พระเยซูทรงทำมาแล้ว) นอกเสียจากในเชิงประวัติศาสตร์พระคัมภีร์
ก่อนเข้าไปในเขตกำแพงเมือง ใกล้ๆ ประตูแกะ มีสระน้ำอยู่สระหนึ่ง ในภาษาอาลาเมค เรียกว่า เบธซาธา ซึ่งไวยากรณ์ในภาษาเดิมใช้เป็นปัจจุบันไม่ใช่อดีต แสดงให้เห็นว่า ขณะที่ยอห์นเขียนพระคัมภีร์นี้ ยังมีสระน้ำอยู่ เป็นหลักฐานสนับสนุนอีกจุดหนึ่งว่า พระธรรมนี้เขียนขึ้นในช่วงก่อนที่กรุงเยรูซาเล็มจะถูกทำลาย
สระเบธซาธา มีลักษณะโดดเด่น คือ เป็นสระน้ำคู่ มีทางเดินสูงล้อมอยู่ 5 ด้าน ไม่ใช่ศาลา 5 หลัง อย่างที่หลายคนอาจเข้าใจกัน ที่นี่จะเต็มไปด้วยคนเจ็บป่วยไม่สบายจำนวนมาก ส่วนใหญ่จะเป็นคนตาบอด พิการ หรือ อัมพาต พวกเขาเชื่อว่า บางเวลาจะมีทูตสวรรค์มาทำให้น้ำกระเพื่อม ใครก็ตามที่เป็นคนแรกที่ลงไปในน้ำได้ คนนั้นจะหายดีจากการเจ็บป่วยที่เป็นอยู่
พระเยซูเดินเข้าไปในบริเวณสระน้ำ ทรงเห็นชายคนหนึ่งนอนเจ็บอยู่ (ไม่รู้ว่าป่วยเป็นอะไรเหมือนกัน พระคัมภีร์บอกแค่ว่า ไม่สบาย) เมื่อพระองค์รู้ว่าคนนี้ไม่สบายมานานถึง 38 ปีแล้ว ก็ทรงถามเขาว่า "อยากหายดีหรือเปล่า" แต่ชายคนนั้นกลับตอบพระเยซูว่า เป็นเพราะเขาไม่มีคนช่วยพาไปที่สระเมื่อน้ำกระเพื่อม แม้เขาจะพยายามด้วยตัวเขาเอง แต่คนอื่นก็ไปถึงก่อนหน้าแล้ว
ปกติเราเห็นแต่ภาพที่คนเจ็บมาร้องขอให้พระเยซูรักษา แต่ครั้งนี้พระเยซูกลับถามเสียเอง ชายคนนั้นอาจจะรู้สึกท้อแท้ใจ และคงทำใจแล้วว่าตัวเองคงไม่มีทางหาย อาจจะนอนรอความตายอยู่ก็ได้ เขาพยายามแล้วพยายามอีกที่จะทำในสิ่งที่เขาเชื่อ เพื่อให้ได้ในสิ่งที่เขาต้องการ... ฟังๆแล้ว ก็ไม่ต่างจากคนปกติอย่างพวกเราเท่าไหร่ เพียงแต่เรามีแรง และเรายังไปไม่ถึงจุดที่ "สิ้นหวัง" เราจึงยังทุ่มเทพยายามต่อไป ตามวิถีทางที่เราเชื่อ อาจจะต้องรอถึงเกือบ 40 ปี เราถึงจะหมดแรงและสิ้นหวัง ถึงเวลานั้น พระเจ้าคงมาเยี่ยมเยียนเรา คำถามนี้ อาจเป็นคำถามธรรมดาๆ ที่พระเยซูต้องการกระตุ้นให้เขามีความปรารถนา มีความหวังว่าจะหายดีอีกครั้ง
อย่างน่าอัศจรรย์ พระเยซูทรงรักษาเขาให้หายดีแม้เขาไม่รู้จักว่าพระองค์เป็นใคร พระองค์บอกให้เขาลุกขึ้น เก็บที่นอนแล้วเดินออกไปซะ แม้โดยปกติ การมีความเชื่อในพระเยซูจะเป็นสิ่งจำเป็นในการได้รับการรักษา แต่นี่แสดงให้เห็นว่า ฤทธานุภาพของพระเยซูทรงมีอย่างไม่จำกัด พระองค์ไม่ทรงถูกจำกัดด้วยความเชื่ออันจำกัดของเรา
ตอนแรกชายคนนั้นไม่รู้ว่า คนที่รักษาเขาเป็นใคร แต่เขาได้มีโอกาสเจอพระเยซูอีกครั้งในพระวิหาร และเขาได้รู้จักกับพระเยซูที่นี่ พระองค์บอกเขาว่า เขาหายดีแล้ว ให้หยุดทำบาป มิเช่นนั้นจะเกิดสิ่งที่แย่กว่ากับชีวิต
จริงที่ว่า ค่าจ้างของความบาปคือความตาย ผลที่ได้รับจากการทำบาป แย่ยิ่งกว่าการนอนเจ็บป่วยอยู่เกือบ 40 ปี เพราะเป็นผลนิรันดร์ แต่เราอาจจะไม่ต้องรอจนถึงหลังความตายก็ได้ บางครั้ง เมื่อเรารับการช่วยกู้จากพระเจ้าแล้ว เราก็เผลอลืมตัวไปตามความคุ้นเคยในการทำบาป หลงคิดไปว่าพระเจ้าทรงอภัยเราแล้ว ทรงอวยพรเราแล้ว มันจะไม่เป็นไร แต่พระเจ้าไม่เพียงทรงพระคุณ พระองค์ทรงยุติธรรมด้วย
พระเจ้า ทรงเปี่ยมด้วยความรักและพระคุณ แม้ในยามที่เราสิ้นหวัง หมดเรี่ยวแรง ยอมแพ้และขาดความเชื่อ พระเจ้าทรงช่วยเราได้อย่างอัศจรรย์ด้วยพระทัยกรุณาของพระองค์ แต่ พระคุณของพระเจ้านั้นมุ่งหวังให้เรากลับใจใหม่ หาก "พระคุณ" ใช้ไม่ได้ผล พระเจ้าอาจต้องใช้ "พระเดช" ตามสมควรกับที่เราควรได้รับ เพื่อให้เรากลับใจใหม่ในที่สุด
แต่จะด้วยวิธีการใดก็ตาม เชื่อเถอะว่าจุดเริ่มต้น คือพระองค์ทรงเมตตาสงสารเรา...
ประโยคแรกที่พระเยซูทรงตรัสถามชายคนนั้น วันนี้ อาจทรงกำลังถามเราด้วยก็ได้...
"อยากหายดีหรือเปล่าล่ะ?"
จริงๆแล้ว พระคัมภีร์ไม่ได้ระบุชัดเจนว่า เป็นงานเทศกาลอะไร และไม่มีการอ้างอิงถึงเหตุการณ์นี้อีกเลยด้วย แต่เป็นไปได้ว่า น่าจะเป็น 1 ใน 3 เทศกาลหลักซึ่งโดยปกติ ผู้ชายชาวยิวทุกคนควรจะต้องเดินทางไปเข้าร่วม คือ เทศกาลปัสกา เทศกาลฉลองการเก็บเกี่ยว หรือ เทศกาลอยู่เพิง
ในพระธรรมยอห์น ได้ระบุเอาไว้ชัดเจนว่า หลังจากพระเยซูเริ่มกระทำพระราชกิจ ทรงปรากฎตัวที่เยรูซาเล็มในเทศกาลปัสกา อย่างน้อย 3 ครั้ง (บทที่2, 6, 11) ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น พระเยซูจะใช้เวลาในการทำพระราชกิจระหว่าง 2 ถึง 3 ปี บนโลกนี้
แต่หากว่า งานเทศกาลที่กล่าวถึงตรงนี้ คือ เทศกาลปัสกาครั้งที่ 4 ก็จะกลายเป็นว่า ทรงใช้เวลากระทำพระราชกิจระหว่าง 3 ถึง 4 ปี แทน ดังนั้น คำพูดที่บอกว่า พระเยซูใช้เวลากระทำพระราชกิจบนโลก 3ปีครึ่ง จึงอาจไม่ถูกต้องก็ได้ และโดยส่วนตัว ผมคิดว่า เรื่องระยะเวลาการทำพระราชกิจของพระเยซู ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องให้ความสำคัญมากนักในเชิงการดำเนินชีวิต (โดยเฉพาะ เพื่อเป็นเครื่องมือในการปลุกเร้าให้ผู้เชื่อเร่งรีบรับใช้พระเจ้า ดั่งเช่นที่พระเยซูทรงทำมาแล้ว) นอกเสียจากในเชิงประวัติศาสตร์พระคัมภีร์
ก่อนเข้าไปในเขตกำแพงเมือง ใกล้ๆ ประตูแกะ มีสระน้ำอยู่สระหนึ่ง ในภาษาอาลาเมค เรียกว่า เบธซาธา ซึ่งไวยากรณ์ในภาษาเดิมใช้เป็นปัจจุบันไม่ใช่อดีต แสดงให้เห็นว่า ขณะที่ยอห์นเขียนพระคัมภีร์นี้ ยังมีสระน้ำอยู่ เป็นหลักฐานสนับสนุนอีกจุดหนึ่งว่า พระธรรมนี้เขียนขึ้นในช่วงก่อนที่กรุงเยรูซาเล็มจะถูกทำลาย
สระเบธซาธา มีลักษณะโดดเด่น คือ เป็นสระน้ำคู่ มีทางเดินสูงล้อมอยู่ 5 ด้าน ไม่ใช่ศาลา 5 หลัง อย่างที่หลายคนอาจเข้าใจกัน ที่นี่จะเต็มไปด้วยคนเจ็บป่วยไม่สบายจำนวนมาก ส่วนใหญ่จะเป็นคนตาบอด พิการ หรือ อัมพาต พวกเขาเชื่อว่า บางเวลาจะมีทูตสวรรค์มาทำให้น้ำกระเพื่อม ใครก็ตามที่เป็นคนแรกที่ลงไปในน้ำได้ คนนั้นจะหายดีจากการเจ็บป่วยที่เป็นอยู่
พระเยซูเดินเข้าไปในบริเวณสระน้ำ ทรงเห็นชายคนหนึ่งนอนเจ็บอยู่ (ไม่รู้ว่าป่วยเป็นอะไรเหมือนกัน พระคัมภีร์บอกแค่ว่า ไม่สบาย) เมื่อพระองค์รู้ว่าคนนี้ไม่สบายมานานถึง 38 ปีแล้ว ก็ทรงถามเขาว่า "อยากหายดีหรือเปล่า" แต่ชายคนนั้นกลับตอบพระเยซูว่า เป็นเพราะเขาไม่มีคนช่วยพาไปที่สระเมื่อน้ำกระเพื่อม แม้เขาจะพยายามด้วยตัวเขาเอง แต่คนอื่นก็ไปถึงก่อนหน้าแล้ว
ปกติเราเห็นแต่ภาพที่คนเจ็บมาร้องขอให้พระเยซูรักษา แต่ครั้งนี้พระเยซูกลับถามเสียเอง ชายคนนั้นอาจจะรู้สึกท้อแท้ใจ และคงทำใจแล้วว่าตัวเองคงไม่มีทางหาย อาจจะนอนรอความตายอยู่ก็ได้ เขาพยายามแล้วพยายามอีกที่จะทำในสิ่งที่เขาเชื่อ เพื่อให้ได้ในสิ่งที่เขาต้องการ... ฟังๆแล้ว ก็ไม่ต่างจากคนปกติอย่างพวกเราเท่าไหร่ เพียงแต่เรามีแรง และเรายังไปไม่ถึงจุดที่ "สิ้นหวัง" เราจึงยังทุ่มเทพยายามต่อไป ตามวิถีทางที่เราเชื่อ อาจจะต้องรอถึงเกือบ 40 ปี เราถึงจะหมดแรงและสิ้นหวัง ถึงเวลานั้น พระเจ้าคงมาเยี่ยมเยียนเรา คำถามนี้ อาจเป็นคำถามธรรมดาๆ ที่พระเยซูต้องการกระตุ้นให้เขามีความปรารถนา มีความหวังว่าจะหายดีอีกครั้ง
อย่างน่าอัศจรรย์ พระเยซูทรงรักษาเขาให้หายดีแม้เขาไม่รู้จักว่าพระองค์เป็นใคร พระองค์บอกให้เขาลุกขึ้น เก็บที่นอนแล้วเดินออกไปซะ แม้โดยปกติ การมีความเชื่อในพระเยซูจะเป็นสิ่งจำเป็นในการได้รับการรักษา แต่นี่แสดงให้เห็นว่า ฤทธานุภาพของพระเยซูทรงมีอย่างไม่จำกัด พระองค์ไม่ทรงถูกจำกัดด้วยความเชื่ออันจำกัดของเรา
ตอนแรกชายคนนั้นไม่รู้ว่า คนที่รักษาเขาเป็นใคร แต่เขาได้มีโอกาสเจอพระเยซูอีกครั้งในพระวิหาร และเขาได้รู้จักกับพระเยซูที่นี่ พระองค์บอกเขาว่า เขาหายดีแล้ว ให้หยุดทำบาป มิเช่นนั้นจะเกิดสิ่งที่แย่กว่ากับชีวิต
จริงที่ว่า ค่าจ้างของความบาปคือความตาย ผลที่ได้รับจากการทำบาป แย่ยิ่งกว่าการนอนเจ็บป่วยอยู่เกือบ 40 ปี เพราะเป็นผลนิรันดร์ แต่เราอาจจะไม่ต้องรอจนถึงหลังความตายก็ได้ บางครั้ง เมื่อเรารับการช่วยกู้จากพระเจ้าแล้ว เราก็เผลอลืมตัวไปตามความคุ้นเคยในการทำบาป หลงคิดไปว่าพระเจ้าทรงอภัยเราแล้ว ทรงอวยพรเราแล้ว มันจะไม่เป็นไร แต่พระเจ้าไม่เพียงทรงพระคุณ พระองค์ทรงยุติธรรมด้วย
พระเจ้า ทรงเปี่ยมด้วยความรักและพระคุณ แม้ในยามที่เราสิ้นหวัง หมดเรี่ยวแรง ยอมแพ้และขาดความเชื่อ พระเจ้าทรงช่วยเราได้อย่างอัศจรรย์ด้วยพระทัยกรุณาของพระองค์ แต่ พระคุณของพระเจ้านั้นมุ่งหวังให้เรากลับใจใหม่ หาก "พระคุณ" ใช้ไม่ได้ผล พระเจ้าอาจต้องใช้ "พระเดช" ตามสมควรกับที่เราควรได้รับ เพื่อให้เรากลับใจใหม่ในที่สุด
แต่จะด้วยวิธีการใดก็ตาม เชื่อเถอะว่าจุดเริ่มต้น คือพระองค์ทรงเมตตาสงสารเรา...
ประโยคแรกที่พระเยซูทรงตรัสถามชายคนนั้น วันนี้ อาจทรงกำลังถามเราด้วยก็ได้...
"อยากหายดีหรือเปล่าล่ะ?"
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)