หลังจากพระเยซูพำนักอยู่ที่แคว้นกาลิลีช่วงหนึ่ง (นานเท่าไหร่ก็ไม่รู้) พระองค์ก็เสด็จกลับไปยังเยรูซาเล็มอีกครั้ง เพื่อร่วมงานเทศกาลเฉลิมฉลองของชาวยิว
จริงๆแล้ว พระคัมภีร์ไม่ได้ระบุชัดเจนว่า เป็นงานเทศกาลอะไร และไม่มีการอ้างอิงถึงเหตุการณ์นี้อีกเลยด้วย แต่เป็นไปได้ว่า น่าจะเป็น 1 ใน 3 เทศกาลหลักซึ่งโดยปกติ ผู้ชายชาวยิวทุกคนควรจะต้องเดินทางไปเข้าร่วม คือ เทศกาลปัสกา เทศกาลฉลองการเก็บเกี่ยว หรือ เทศกาลอยู่เพิง
ในพระธรรมยอห์น ได้ระบุเอาไว้ชัดเจนว่า หลังจากพระเยซูเริ่มกระทำพระราชกิจ ทรงปรากฎตัวที่เยรูซาเล็มในเทศกาลปัสกา อย่างน้อย 3 ครั้ง (บทที่2, 6, 11) ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น พระเยซูจะใช้เวลาในการทำพระราชกิจระหว่าง 2 ถึง 3 ปี บนโลกนี้
แต่หากว่า งานเทศกาลที่กล่าวถึงตรงนี้ คือ เทศกาลปัสกาครั้งที่ 4 ก็จะกลายเป็นว่า ทรงใช้เวลากระทำพระราชกิจระหว่าง 3 ถึง 4 ปี แทน ดังนั้น คำพูดที่บอกว่า พระเยซูใช้เวลากระทำพระราชกิจบนโลก 3ปีครึ่ง จึงอาจไม่ถูกต้องก็ได้ และโดยส่วนตัว ผมคิดว่า เรื่องระยะเวลาการทำพระราชกิจของพระเยซู ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องให้ความสำคัญมากนักในเชิงการดำเนินชีวิต (โดยเฉพาะ เพื่อเป็นเครื่องมือในการปลุกเร้าให้ผู้เชื่อเร่งรีบรับใช้พระเจ้า ดั่งเช่นที่พระเยซูทรงทำมาแล้ว) นอกเสียจากในเชิงประวัติศาสตร์พระคัมภีร์
ก่อนเข้าไปในเขตกำแพงเมือง ใกล้ๆ ประตูแกะ มีสระน้ำอยู่สระหนึ่ง ในภาษาอาลาเมค เรียกว่า เบธซาธา ซึ่งไวยากรณ์ในภาษาเดิมใช้เป็นปัจจุบันไม่ใช่อดีต แสดงให้เห็นว่า ขณะที่ยอห์นเขียนพระคัมภีร์นี้ ยังมีสระน้ำอยู่ เป็นหลักฐานสนับสนุนอีกจุดหนึ่งว่า พระธรรมนี้เขียนขึ้นในช่วงก่อนที่กรุงเยรูซาเล็มจะถูกทำลาย
สระเบธซาธา มีลักษณะโดดเด่น คือ เป็นสระน้ำคู่ มีทางเดินสูงล้อมอยู่ 5 ด้าน ไม่ใช่ศาลา 5 หลัง อย่างที่หลายคนอาจเข้าใจกัน ที่นี่จะเต็มไปด้วยคนเจ็บป่วยไม่สบายจำนวนมาก ส่วนใหญ่จะเป็นคนตาบอด พิการ หรือ อัมพาต พวกเขาเชื่อว่า บางเวลาจะมีทูตสวรรค์มาทำให้น้ำกระเพื่อม ใครก็ตามที่เป็นคนแรกที่ลงไปในน้ำได้ คนนั้นจะหายดีจากการเจ็บป่วยที่เป็นอยู่
พระเยซูเดินเข้าไปในบริเวณสระน้ำ ทรงเห็นชายคนหนึ่งนอนเจ็บอยู่ (ไม่รู้ว่าป่วยเป็นอะไรเหมือนกัน พระคัมภีร์บอกแค่ว่า ไม่สบาย) เมื่อพระองค์รู้ว่าคนนี้ไม่สบายมานานถึง 38 ปีแล้ว ก็ทรงถามเขาว่า "อยากหายดีหรือเปล่า" แต่ชายคนนั้นกลับตอบพระเยซูว่า เป็นเพราะเขาไม่มีคนช่วยพาไปที่สระเมื่อน้ำกระเพื่อม แม้เขาจะพยายามด้วยตัวเขาเอง แต่คนอื่นก็ไปถึงก่อนหน้าแล้ว
ปกติเราเห็นแต่ภาพที่คนเจ็บมาร้องขอให้พระเยซูรักษา แต่ครั้งนี้พระเยซูกลับถามเสียเอง ชายคนนั้นอาจจะรู้สึกท้อแท้ใจ และคงทำใจแล้วว่าตัวเองคงไม่มีทางหาย อาจจะนอนรอความตายอยู่ก็ได้ เขาพยายามแล้วพยายามอีกที่จะทำในสิ่งที่เขาเชื่อ เพื่อให้ได้ในสิ่งที่เขาต้องการ... ฟังๆแล้ว ก็ไม่ต่างจากคนปกติอย่างพวกเราเท่าไหร่ เพียงแต่เรามีแรง และเรายังไปไม่ถึงจุดที่ "สิ้นหวัง" เราจึงยังทุ่มเทพยายามต่อไป ตามวิถีทางที่เราเชื่อ อาจจะต้องรอถึงเกือบ 40 ปี เราถึงจะหมดแรงและสิ้นหวัง ถึงเวลานั้น พระเจ้าคงมาเยี่ยมเยียนเรา คำถามนี้ อาจเป็นคำถามธรรมดาๆ ที่พระเยซูต้องการกระตุ้นให้เขามีความปรารถนา มีความหวังว่าจะหายดีอีกครั้ง
อย่างน่าอัศจรรย์ พระเยซูทรงรักษาเขาให้หายดีแม้เขาไม่รู้จักว่าพระองค์เป็นใคร พระองค์บอกให้เขาลุกขึ้น เก็บที่นอนแล้วเดินออกไปซะ แม้โดยปกติ การมีความเชื่อในพระเยซูจะเป็นสิ่งจำเป็นในการได้รับการรักษา แต่นี่แสดงให้เห็นว่า ฤทธานุภาพของพระเยซูทรงมีอย่างไม่จำกัด พระองค์ไม่ทรงถูกจำกัดด้วยความเชื่ออันจำกัดของเรา
ตอนแรกชายคนนั้นไม่รู้ว่า คนที่รักษาเขาเป็นใคร แต่เขาได้มีโอกาสเจอพระเยซูอีกครั้งในพระวิหาร และเขาได้รู้จักกับพระเยซูที่นี่ พระองค์บอกเขาว่า เขาหายดีแล้ว ให้หยุดทำบาป มิเช่นนั้นจะเกิดสิ่งที่แย่กว่ากับชีวิต
จริงที่ว่า ค่าจ้างของความบาปคือความตาย ผลที่ได้รับจากการทำบาป แย่ยิ่งกว่าการนอนเจ็บป่วยอยู่เกือบ 40 ปี เพราะเป็นผลนิรันดร์ แต่เราอาจจะไม่ต้องรอจนถึงหลังความตายก็ได้ บางครั้ง เมื่อเรารับการช่วยกู้จากพระเจ้าแล้ว เราก็เผลอลืมตัวไปตามความคุ้นเคยในการทำบาป หลงคิดไปว่าพระเจ้าทรงอภัยเราแล้ว ทรงอวยพรเราแล้ว มันจะไม่เป็นไร แต่พระเจ้าไม่เพียงทรงพระคุณ พระองค์ทรงยุติธรรมด้วย
พระเจ้า ทรงเปี่ยมด้วยความรักและพระคุณ แม้ในยามที่เราสิ้นหวัง หมดเรี่ยวแรง ยอมแพ้และขาดความเชื่อ พระเจ้าทรงช่วยเราได้อย่างอัศจรรย์ด้วยพระทัยกรุณาของพระองค์ แต่ พระคุณของพระเจ้านั้นมุ่งหวังให้เรากลับใจใหม่ หาก "พระคุณ" ใช้ไม่ได้ผล พระเจ้าอาจต้องใช้ "พระเดช" ตามสมควรกับที่เราควรได้รับ เพื่อให้เรากลับใจใหม่ในที่สุด
แต่จะด้วยวิธีการใดก็ตาม เชื่อเถอะว่าจุดเริ่มต้น คือพระองค์ทรงเมตตาสงสารเรา...
ประโยคแรกที่พระเยซูทรงตรัสถามชายคนนั้น วันนี้ อาจทรงกำลังถามเราด้วยก็ได้...
"อยากหายดีหรือเปล่าล่ะ?"
วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2552
วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2552
หมายสำคัญการอัศจรรย์ครั้งที่ 2 (ยน.4:43-54)
หลังจากพระเยซูเสด็จออกจากแคว้นสะมาเรียเข้าไปยังแคว้นกาลิลี ที่ซึ่งครั้งหนึ่งพระองค์สั่งสอนเขา แต่พวกเขาพากันประหลาดใจด้วยรู้ว่าพระองค์เป็นลูกเต้าเหล่าใคร ครั้งนั้นพระองค์ตรัสกับเขาว่า ผู้เผยพระวจนะจะไม่ได้รับเกียรติในบ้านเมืองและวงศ์ตระกูลของตน แล้วพระองค์ก็ไม่ได้ทำการอัศจรรย์ เพราะเขาไม่มีความเชื่อ (มธ.13:53-58) แต่ครั้งนี้ชาวกาลิลีกลับต้อนรับพระองค์ด้วยความยินดี เพราะได้เคยเห็นการอัศจรรย์หลายอย่างที่พระองค์ทำในเทศกาลปัสกา ณ กรุงเยรูซาเล็ม
พระองค์เสด็จไปยังหมู่บ้านคานา ซึ่งพระองค์เคยทำการอัศจรรย์ครั้งแรกที่นี่ ด้วยการเปลี่ยนน้ำสำหรับใช้ล้างเท้าให้เป็นน้ำองุ่นชั้นดี ครั้งนี้พระองค์ได้พบกับข้าราชการของกษัตริย์เฮโรดคนหนึ่ง ซึ่งเดินทางมาจากเมืองคาเปอนาอุม เพื่อเชิญพระเยซูเสด็จไปรักษาลูกชายของเขาที่ป่วยหนักใกล้ตาย
พระองค์บอกข้าราชการคนนี้ว่า คนกาลิลีเหล่านี้ หากไม่ได้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ก็จะไม่มีทางเชื่อได้เลย เหมือนจะเป็นการบอกเขาว่าให้มีความเชื่อ แม้จะยังไม่เห็นการอัศจรรย์ใดๆก็ตาม หรืออาจจะกำลังบอกเขาว่า ถ้าเจ้ามีความเชื่อในนามของเรา เจ้าก็จะเห็นการอัศจรรย์ โรคก็จะหาย ลูกเจ้าจะไม่ตาย เจ้าไม่จำเป็นต้องมาที่นี่ หรือเราไม่จำเป็นต้องไปบ้านเจ้าก็ได้
แต่ข้าราชการคนนั้นอาจจะยังไม่เก็ต และกังวลในอาการของลูกชาย จึงเร่งเร้าพระเยซูอีกครั้ง
พระเยซูจึงบอกว่าลูกเขาจะมีชีวิตอยู่ และให้เขากลับบ้านไป
ข้าราชการคนนั้นก็รับคำของพระเยซูแล้วเดินทางกลับบ้าน ระหว่างทางพบกับคนรับใช้แจ้งข่าวว่าลูกเขาหายดีแล้ว โดยหายดีเวลาเดียวกับที่พระเยซูบอกว่าลูกเขาจะมีชีวิตอยู่
บางทีเขาอาจจะตระหนักในเวลานั้นนั่นเองว่า แท้จริงแล้ว พระเยซูไม่ได้พูดในเชิงพยากรณ์ว่าลูกเขาจะยังมีชีวิตอยู่ แต่พระองค์ตรัสสั่งด้วยสิทธิอำนาจของพระองค์ ให้ลูกชายของเขาหายเจ็บและมีชีวิตอยู่ต่อไป นี่คงเป็นเหตุให้ทั้งตัวข้าราชการและครอบครัวเชื่อวางใจในพระเยซู
การรักษาโรคบุตรชายข้าราชการของกษัตริย์เฮโรดครั้งนี้ เป็นการอัศจรรย์ครั้งที่ 2 ของพระเยซู แต่ไม่ใช่ครั้งที่ 2 ในพระราชกิจของพระเยซูอย่างที่หลายคนเข้าใจ (ครั้งแรกคือ เปลี่ยนน้ำเป็นน้ำองุ่นหมัก ที่หมู่บ้านคานา) เพราะตอนที่พระองค์อยู่ที่เยรูซาเล็ม พระองค์ก็กระทำการอัศจรรย์หลายครั้ง (ยน.2:23)
แท้จริงแล้ว การอัศจรรย์ครั้งนี้เป็นการอัศจรรย์ครั้งที่ 2 ของการเดินทาง บนเส้นทางจากแคว้นยูเดียผ่านแคว้นสะมาเรียไปแคว้นกาลิลีนั่นเอง
พระองค์เสด็จไปยังหมู่บ้านคานา ซึ่งพระองค์เคยทำการอัศจรรย์ครั้งแรกที่นี่ ด้วยการเปลี่ยนน้ำสำหรับใช้ล้างเท้าให้เป็นน้ำองุ่นชั้นดี ครั้งนี้พระองค์ได้พบกับข้าราชการของกษัตริย์เฮโรดคนหนึ่ง ซึ่งเดินทางมาจากเมืองคาเปอนาอุม เพื่อเชิญพระเยซูเสด็จไปรักษาลูกชายของเขาที่ป่วยหนักใกล้ตาย
พระองค์บอกข้าราชการคนนี้ว่า คนกาลิลีเหล่านี้ หากไม่ได้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ก็จะไม่มีทางเชื่อได้เลย เหมือนจะเป็นการบอกเขาว่าให้มีความเชื่อ แม้จะยังไม่เห็นการอัศจรรย์ใดๆก็ตาม หรืออาจจะกำลังบอกเขาว่า ถ้าเจ้ามีความเชื่อในนามของเรา เจ้าก็จะเห็นการอัศจรรย์ โรคก็จะหาย ลูกเจ้าจะไม่ตาย เจ้าไม่จำเป็นต้องมาที่นี่ หรือเราไม่จำเป็นต้องไปบ้านเจ้าก็ได้
แต่ข้าราชการคนนั้นอาจจะยังไม่เก็ต และกังวลในอาการของลูกชาย จึงเร่งเร้าพระเยซูอีกครั้ง
พระเยซูจึงบอกว่าลูกเขาจะมีชีวิตอยู่ และให้เขากลับบ้านไป
ข้าราชการคนนั้นก็รับคำของพระเยซูแล้วเดินทางกลับบ้าน ระหว่างทางพบกับคนรับใช้แจ้งข่าวว่าลูกเขาหายดีแล้ว โดยหายดีเวลาเดียวกับที่พระเยซูบอกว่าลูกเขาจะมีชีวิตอยู่
บางทีเขาอาจจะตระหนักในเวลานั้นนั่นเองว่า แท้จริงแล้ว พระเยซูไม่ได้พูดในเชิงพยากรณ์ว่าลูกเขาจะยังมีชีวิตอยู่ แต่พระองค์ตรัสสั่งด้วยสิทธิอำนาจของพระองค์ ให้ลูกชายของเขาหายเจ็บและมีชีวิตอยู่ต่อไป นี่คงเป็นเหตุให้ทั้งตัวข้าราชการและครอบครัวเชื่อวางใจในพระเยซู
การรักษาโรคบุตรชายข้าราชการของกษัตริย์เฮโรดครั้งนี้ เป็นการอัศจรรย์ครั้งที่ 2 ของพระเยซู แต่ไม่ใช่ครั้งที่ 2 ในพระราชกิจของพระเยซูอย่างที่หลายคนเข้าใจ (ครั้งแรกคือ เปลี่ยนน้ำเป็นน้ำองุ่นหมัก ที่หมู่บ้านคานา) เพราะตอนที่พระองค์อยู่ที่เยรูซาเล็ม พระองค์ก็กระทำการอัศจรรย์หลายครั้ง (ยน.2:23)
แท้จริงแล้ว การอัศจรรย์ครั้งนี้เป็นการอัศจรรย์ครั้งที่ 2 ของการเดินทาง บนเส้นทางจากแคว้นยูเดียผ่านแคว้นสะมาเรียไปแคว้นกาลิลีนั่นเอง
วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2552
2 วันในแคว้นสะมาเรีย (ยน.4:1-42)
พระคัมภีร์เริ่มต้นด้วยว่า เมื่อพระเยซูรู้ว่า พวกฟาริสีได้ิยินว่าพระองค์มีสาวกเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ พระองค์ก็เสด็จออกจากแคว้นยูเดีย เพื่อขึ้นไปยังแคว้นกาลิลีที่อยู่ทางเหนือ (สงสัยพระเยซู คงรำคาญพวกนี้นะ วันๆไม่ทำอะไร เอาแต่ซุบซิบ สนใจเรื่องชาวบ้าน)
ปกติชาวยิวทั่วไป จะข้ามแม่น้ำจอร์แดนมาเดินทางฝั่งตะวันออก เพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าไปในถิ่นของชาวสะมาเรีย ซึ่งเป็นแคว้นที่อยู่ทางตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน และเป็นทางผ่านระหว่างยูเดียกับกาลิลี แต่พระเยซูจงใจเดินตรงไปเข้าไปในแคว้นสะมาเรียเลยครับ
ช่วงเที่ยงๆ พระเยซูนั่งพักเหนื่อยอยู่ริมบ่อน้ำ ปกติชาวบ้านจะมาตักน้ำกันช่วงเย็นๆ แต่เที่ยงวันนี้ มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินมาตักน้ำ (ท่าทางจะไม่อยากเจอหน้าผู้คนเท่าไหร่) พระเยซูเปิดฉากขอน้ำจากหญิงนั้นดื่ม สร้างความงุนงงให้กับสาวเจ้าอย่างมาก เพราะตามธรรมเนียมยิว น้ำจากภาชนะของสะมาเรียน ถือเป็นของมลทิน
คุยกันอยู่พักนึง พระเยซูชวนให้หญิงนั้นได้ดื่มน้ำแห่งชีวิต แต่หญิงสะมาเรียนก็ยังสนใจแต่น้ำดื่มที่จะดับความกระหายของเธอได้ แม้เธอจะเอ่ยปากขอน้ำนั้นด้วยความเข้าใจผิดแล้วก็ตาม
เมื่อถูกร้องขอ พระเยซูทรงเปิดบ่อน้ำพุแห่งชีวิตของหญิงนั้นทันที ทรงเปลี่ยนเรื่องพูด แล้วตามมาด้วยถ้อยคำที่ดูจะสบประมาทเธออย่างรุนแรง "ไปเรียกสามีเจ้ามาที่นี่สิ" "ถูกแล้วที่เจ้าว่าเจ้าไม่มีสามี ความจริงก็คือ เจ้ามีสามีมา 5 คนแล้ว และผู้ชายที่เจ้าอยู่ด้วยตอนนี้ ก็ไม่ใช่สามีของเจ้า"
โดยตามธรรมเนียมยิวแล้ว ผู้หญิงจะหย่าได้ 2 ครั้ง อย่างมากก็ไม่เกิน 3 ดังนั้น ถ้าสะมาเรียนใช้ธรรมเนียมเดียวกัน หญิงคนนี้ก็ประพฤตินอกธรรมเนียม เป็นไปได้ว่า เธอไม่ได้แต่งงานกับผู้ชายคนปัจจุบันที่เธออยู่ด้วย
ดูท่าทาง สาวเจ้าจะรู้สึกไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่ แม้จะยอมรับในความ "เหนือ" ของพระเยซู ว่าพระองค์เป็นผู้เผยพระวจนะ แต่นางก็เริ่มโต้ตอบเบี่ยงเบนประเด็นออกจากเรื่องสามีของนาง... นางเถียงเรื่อง สถานที่ในการนมัสการ
พระเยซูเลยโชว์เหนือของแท้ บอกว่า แม้สะมาเรียนจะนมัสการพระเจ้าเที่ยงแท้ แต่รู้จักพระเจ้าที่ตัวเองนมัสการอยู่น้อยเหลือเกิน และนับจากนี้ไป ผู้ที่นมัสการจริงๆ จะต้องรู้จักพระเจ้าที่ตัวเองนมัสการอยู่ พระเจ้าปรารถนาเช่นนั้น พระองค์เป็นพระวิญญาณ ผู้ที่นมัสการพระองค์จึงต้องนมัสการ (หรือดำเนินชีวิต) ในพระวิญญาณ และในความจริง (ซึ่งก็คือตัวพระเยซูเอง) มันไม่ใช่เรื่องของสถานที่ว่าเรานมัสการที่ไหน แต่อยู่ที่ไหนเราก็นมัสการพระเจ้าพระบิดาได้ ตราบที่เราอยู่ในพระเยซู...
แต่หญิงสะมาเรียนยังไม่ยอมแพ้และพยายามจะปิดการสนทนานี้เสีย (คงจะรำคาญพระเยซูเต็มทน) เธอบอกว่า เธอรู้อยู่แล้วว่าเมื่อพระผู้ช่วยเสด็จมา พระองค์จะอธิบายเรื่องเหล่านี้ (เพราะด้วยความที่สะมาเรียนส่วนใหญ่รู้พระคัมภีร์น้อย จึงมักคิดว่าพระคริสต์จะมีลักษณะคล้ายๆ ผู้ที่รู้และเข้าใจสิ่งต่างๆอย่างดี) ท่าทางเธอจะปรามๆ พระเยซูอยู่บ้างว่าอย่ามาทำอวดรู้
พระเยซู (คงยิ้มๆ) จึงสรุปเรื่องทั้งหมดว่า คนที่กำลังพูดกับเธออยู่นี่แหล่ะคือคนนั้น
พอดีกับที่เหล่าสาวกของพระเยซูกลับมา ต่างก็ตะลึงไปตามๆกัน เพราะธรรมเนียมสมัยนั้น อาจารย์สอนศาสนาของยิวยากที่จะพูดคุยกับหญิงสาวในที่สาธารณะ
หญิงสะมาเรียนก็คงตกใจไม่แพ้กัน ทิ้งเหยือกน้ำเธอไว้วิ่งกลับไปที่ตัวเมือง หน้าตาเธอคงตื่นๆ พอสมควร เธอเล่าให้ชาวเมืองฟังว่ามีคนที่บอกสิ่งที่เธอเคยทำไว้ได้ทุกอย่าง "ลองไปดูซิ คนนั้นจะเป็นพระคริสต์ได้ไหม" แม้เธอจะไม่ได้คาดคั้นให้ชาวเมืองยอมรับ แต่ตัวเธอเองก็ไม่อาจปฎิเสธได้
คนในเมืองนั้นหลายคนก็ได้เชื่อวางใจในพระเยซู เนื่องจากคำพยานของหญิงนั้น เมื่อพวกเขาไปพบพระเยซู ก็ได้ขอให้พระองค์พักอยู่กับเขา พระองค์ได้ทรงสอนชาวเมืองอีกหลายสิ่ง ทำให้อีกหลายคนที่ได้กลับใจเชื่อวางใจในพระเยซู
คนในเมืองบอกหญิงสะมาเรียนว่า ความเชื่อของพวกเขาไม่ได้อยู่บนสิ่งที่หญิงนั้นพูดอีกต่อไป แต่เพราะเขาสิ่งที่พวกเขาได้ยินจากพระเยซู และรู้ว่าแท้จริงแล้ว พระองค์คือพระผู้ช่วยให้รอดของโลกนี้ พวกเขารู้แล้วว่า พระเยซูไม่ได้มาเพียงเพื่อสอน แต่มาเพื่อ "ช่วย" และไม่เพียงช่วยคนรู้น้อย ด้อยค่าทางสังคมเช่นพวกเขา แต่ทรงช่วยมนุษย์หมดสิ้นทั้งโลก
เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในระยะเวลาสองวัน หลังจากนั้น พระเยซูก็ทรงเสด็จเดินทางต่อไปยังแคว้นกาลิลี...
ปกติชาวยิวทั่วไป จะข้ามแม่น้ำจอร์แดนมาเดินทางฝั่งตะวันออก เพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าไปในถิ่นของชาวสะมาเรีย ซึ่งเป็นแคว้นที่อยู่ทางตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน และเป็นทางผ่านระหว่างยูเดียกับกาลิลี แต่พระเยซูจงใจเดินตรงไปเข้าไปในแคว้นสะมาเรียเลยครับ
ช่วงเที่ยงๆ พระเยซูนั่งพักเหนื่อยอยู่ริมบ่อน้ำ ปกติชาวบ้านจะมาตักน้ำกันช่วงเย็นๆ แต่เที่ยงวันนี้ มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินมาตักน้ำ (ท่าทางจะไม่อยากเจอหน้าผู้คนเท่าไหร่) พระเยซูเปิดฉากขอน้ำจากหญิงนั้นดื่ม สร้างความงุนงงให้กับสาวเจ้าอย่างมาก เพราะตามธรรมเนียมยิว น้ำจากภาชนะของสะมาเรียน ถือเป็นของมลทิน
คุยกันอยู่พักนึง พระเยซูชวนให้หญิงนั้นได้ดื่มน้ำแห่งชีวิต แต่หญิงสะมาเรียนก็ยังสนใจแต่น้ำดื่มที่จะดับความกระหายของเธอได้ แม้เธอจะเอ่ยปากขอน้ำนั้นด้วยความเข้าใจผิดแล้วก็ตาม
เมื่อถูกร้องขอ พระเยซูทรงเปิดบ่อน้ำพุแห่งชีวิตของหญิงนั้นทันที ทรงเปลี่ยนเรื่องพูด แล้วตามมาด้วยถ้อยคำที่ดูจะสบประมาทเธออย่างรุนแรง "ไปเรียกสามีเจ้ามาที่นี่สิ" "ถูกแล้วที่เจ้าว่าเจ้าไม่มีสามี ความจริงก็คือ เจ้ามีสามีมา 5 คนแล้ว และผู้ชายที่เจ้าอยู่ด้วยตอนนี้ ก็ไม่ใช่สามีของเจ้า"
โดยตามธรรมเนียมยิวแล้ว ผู้หญิงจะหย่าได้ 2 ครั้ง อย่างมากก็ไม่เกิน 3 ดังนั้น ถ้าสะมาเรียนใช้ธรรมเนียมเดียวกัน หญิงคนนี้ก็ประพฤตินอกธรรมเนียม เป็นไปได้ว่า เธอไม่ได้แต่งงานกับผู้ชายคนปัจจุบันที่เธออยู่ด้วย
ดูท่าทาง สาวเจ้าจะรู้สึกไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่ แม้จะยอมรับในความ "เหนือ" ของพระเยซู ว่าพระองค์เป็นผู้เผยพระวจนะ แต่นางก็เริ่มโต้ตอบเบี่ยงเบนประเด็นออกจากเรื่องสามีของนาง... นางเถียงเรื่อง สถานที่ในการนมัสการ
พระเยซูเลยโชว์เหนือของแท้ บอกว่า แม้สะมาเรียนจะนมัสการพระเจ้าเที่ยงแท้ แต่รู้จักพระเจ้าที่ตัวเองนมัสการอยู่น้อยเหลือเกิน และนับจากนี้ไป ผู้ที่นมัสการจริงๆ จะต้องรู้จักพระเจ้าที่ตัวเองนมัสการอยู่ พระเจ้าปรารถนาเช่นนั้น พระองค์เป็นพระวิญญาณ ผู้ที่นมัสการพระองค์จึงต้องนมัสการ (หรือดำเนินชีวิต) ในพระวิญญาณ และในความจริง (ซึ่งก็คือตัวพระเยซูเอง) มันไม่ใช่เรื่องของสถานที่ว่าเรานมัสการที่ไหน แต่อยู่ที่ไหนเราก็นมัสการพระเจ้าพระบิดาได้ ตราบที่เราอยู่ในพระเยซู...
แต่หญิงสะมาเรียนยังไม่ยอมแพ้และพยายามจะปิดการสนทนานี้เสีย (คงจะรำคาญพระเยซูเต็มทน) เธอบอกว่า เธอรู้อยู่แล้วว่าเมื่อพระผู้ช่วยเสด็จมา พระองค์จะอธิบายเรื่องเหล่านี้ (เพราะด้วยความที่สะมาเรียนส่วนใหญ่รู้พระคัมภีร์น้อย จึงมักคิดว่าพระคริสต์จะมีลักษณะคล้ายๆ ผู้ที่รู้และเข้าใจสิ่งต่างๆอย่างดี) ท่าทางเธอจะปรามๆ พระเยซูอยู่บ้างว่าอย่ามาทำอวดรู้
พระเยซู (คงยิ้มๆ) จึงสรุปเรื่องทั้งหมดว่า คนที่กำลังพูดกับเธออยู่นี่แหล่ะคือคนนั้น
พอดีกับที่เหล่าสาวกของพระเยซูกลับมา ต่างก็ตะลึงไปตามๆกัน เพราะธรรมเนียมสมัยนั้น อาจารย์สอนศาสนาของยิวยากที่จะพูดคุยกับหญิงสาวในที่สาธารณะ
หญิงสะมาเรียนก็คงตกใจไม่แพ้กัน ทิ้งเหยือกน้ำเธอไว้วิ่งกลับไปที่ตัวเมือง หน้าตาเธอคงตื่นๆ พอสมควร เธอเล่าให้ชาวเมืองฟังว่ามีคนที่บอกสิ่งที่เธอเคยทำไว้ได้ทุกอย่าง "ลองไปดูซิ คนนั้นจะเป็นพระคริสต์ได้ไหม" แม้เธอจะไม่ได้คาดคั้นให้ชาวเมืองยอมรับ แต่ตัวเธอเองก็ไม่อาจปฎิเสธได้
คนในเมืองนั้นหลายคนก็ได้เชื่อวางใจในพระเยซู เนื่องจากคำพยานของหญิงนั้น เมื่อพวกเขาไปพบพระเยซู ก็ได้ขอให้พระองค์พักอยู่กับเขา พระองค์ได้ทรงสอนชาวเมืองอีกหลายสิ่ง ทำให้อีกหลายคนที่ได้กลับใจเชื่อวางใจในพระเยซู
คนในเมืองบอกหญิงสะมาเรียนว่า ความเชื่อของพวกเขาไม่ได้อยู่บนสิ่งที่หญิงนั้นพูดอีกต่อไป แต่เพราะเขาสิ่งที่พวกเขาได้ยินจากพระเยซู และรู้ว่าแท้จริงแล้ว พระองค์คือพระผู้ช่วยให้รอดของโลกนี้ พวกเขารู้แล้วว่า พระเยซูไม่ได้มาเพียงเพื่อสอน แต่มาเพื่อ "ช่วย" และไม่เพียงช่วยคนรู้น้อย ด้อยค่าทางสังคมเช่นพวกเขา แต่ทรงช่วยมนุษย์หมดสิ้นทั้งโลก
เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในระยะเวลาสองวัน หลังจากนั้น พระเยซูก็ทรงเสด็จเดินทางต่อไปยังแคว้นกาลิลี...
วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2552
อิสราเอลแท้
มองย้อนกลับไปช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา เห็นพระเจ้าทรงทำงานในชีวิตของผมผ่านน้องคนหนึ่งอย่างมากจริงๆ
จากเพียงเสียดสี เริ่มเป็นขัดเกลา เริ่มเป็นกระเทาะ ล่าสุดเริ่มพัฒนาไปสู่การเจาะลึก
มีหลายอย่างในชีวิต ที่ต้องกล้ำกลืนยอมรับว่าเราไม่ชัดเจนจริงๆ เราไม่รู้จริงๆ หรือแม้กระทั่ง เราเชื่อมาผิดๆ
หลายต่อหลายอย่างที่ชีวิตถูกโปรแกรมไว้ด้วยวิธีความคิดมนุษย์ แล้วเคลือบฟิล์มอย่างดีด้วยคำว่า พระคัมภีร์
แม้กระทั่ง ความรู้สึกและจิตสำนึก ก็ยังกลายเป็นผลผลิตของความคิด นับว่าอันตรายจริงๆ ไม่น่าแปลกใจ เวลาที่ผ่านมาถึงรู้สึกเสมอๆ ว่าตัวเองแค่ไปได้ใกล้ๆความจริง แต่ไม่เคยไปถึงเสียที
มันต่างกันมาก ระหว่างการยอมรับว่า เราเป็นคนบาป และการที่เราคิดว่า เรา(ควร)ยอมรับว่า เราเป็นคนบาป
ความคิดเป็นผลผลิตของสมอง เกิดจากกระบวนการคิดของมนุษย์
ไม่ได้บอกว่า คริสเีตียนไม่ต้องใช้ความคิด แต่แค่จะบอกว่า ต้องใช้ให้สมดุลย์
ข้อสรุปของผม ก็คือ ผมกลับมาเริ่มต้นอ่านพระคัมภีร์อีกครั้ง ค่อยๆอ่าน ไม่เน้นอ่านเร็วหรืออ่านเยอะ ตั้งใจว่าจะอ่านรอบเดียวแต่ขอเน้นๆ ไปช้าๆ แต่ให้ชัวร์
ประเดิมด้วย พระธรรมยอห์น ก็ให้เจอเรื่องใหม่ๆ หลายอย่าง ตั้งแต่บทที่ 1 เช่น
ข้อ 5 ความสว่างส่องเข้ามาในความมืด และความมืดหาได้ชนะความสว่างไม่... ถ้าให้ดีน่าจะแปลว่า และความมืดหาได้รู้จักความสว่างไม่ ซึ่งน่าจะสอดคล้องกับข้อ 10-11 มากกว่า ผมเข้าใจว่า ความสว่างกับความมืดก็อยู่ด้วยกันแหล่ะ แต่ความมืดไม่รู้จัก ไม่เข้าใจความสว่างเท่านั้นเอง
หรือเรื่องที่พระเยซูรับบัพติศมา อ่านมาตั้งนานเพิ่งจะเข้าใจว่า ยอห์นก็ไม่รู้ว่าใครคือพระเมสสิฮาห์ รู้แต่ว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์จะมาเจิมคนนั้น พอยอห์นเห็นพระวิญญาณลงมาประทับพระเยซู ถึงรู้ว่าคนนี้แหล่ะตัวจริง
โดนใจสุด คงเป็นเรื่องของ นาธานาเอล (ชื่อเขาแปลว่า พระเจ้าประทานให้ หรือ ของขวัญจากพระเจ้า) ตอนฟิลิปไปชวน เขาพูดโพล่งขึ้นมาว่าจะมีสิ่งดีออกมาจากนาซาเร็ธหรือ แต่พระเจ้ากลับเรียกเขาว่า อิสราเอลแท้ ผมเข้าใจว่าเพราะเขาพูดตรงไปตรงมา ในใจเขาไม่มีอบาย ไม่ลับลมคมใน เขาไม่ได้เป็นอิสราเอลแท้ เพราะเชื้อสาย แต่เพราะความเชื่อของเขา
ไม่ง่ายเท่าไหร่เลย ที่จะเป็นคนอย่างนั้น เป็นคนที่มีจิตใจซื่อตรงกับพระเจ้า แต่ก็จะเริ่มต้นนะครับ
จากเพียงเสียดสี เริ่มเป็นขัดเกลา เริ่มเป็นกระเทาะ ล่าสุดเริ่มพัฒนาไปสู่การเจาะลึก
มีหลายอย่างในชีวิต ที่ต้องกล้ำกลืนยอมรับว่าเราไม่ชัดเจนจริงๆ เราไม่รู้จริงๆ หรือแม้กระทั่ง เราเชื่อมาผิดๆ
หลายต่อหลายอย่างที่ชีวิตถูกโปรแกรมไว้ด้วยวิธีความคิดมนุษย์ แล้วเคลือบฟิล์มอย่างดีด้วยคำว่า พระคัมภีร์
แม้กระทั่ง ความรู้สึกและจิตสำนึก ก็ยังกลายเป็นผลผลิตของความคิด นับว่าอันตรายจริงๆ ไม่น่าแปลกใจ เวลาที่ผ่านมาถึงรู้สึกเสมอๆ ว่าตัวเองแค่ไปได้ใกล้ๆความจริง แต่ไม่เคยไปถึงเสียที
มันต่างกันมาก ระหว่างการยอมรับว่า เราเป็นคนบาป และการที่เราคิดว่า เรา(ควร)ยอมรับว่า เราเป็นคนบาป
ความคิดเป็นผลผลิตของสมอง เกิดจากกระบวนการคิดของมนุษย์
ไม่ได้บอกว่า คริสเีตียนไม่ต้องใช้ความคิด แต่แค่จะบอกว่า ต้องใช้ให้สมดุลย์
ข้อสรุปของผม ก็คือ ผมกลับมาเริ่มต้นอ่านพระคัมภีร์อีกครั้ง ค่อยๆอ่าน ไม่เน้นอ่านเร็วหรืออ่านเยอะ ตั้งใจว่าจะอ่านรอบเดียวแต่ขอเน้นๆ ไปช้าๆ แต่ให้ชัวร์
ประเดิมด้วย พระธรรมยอห์น ก็ให้เจอเรื่องใหม่ๆ หลายอย่าง ตั้งแต่บทที่ 1 เช่น
ข้อ 5 ความสว่างส่องเข้ามาในความมืด และความมืดหาได้ชนะความสว่างไม่... ถ้าให้ดีน่าจะแปลว่า และความมืดหาได้รู้จักความสว่างไม่ ซึ่งน่าจะสอดคล้องกับข้อ 10-11 มากกว่า ผมเข้าใจว่า ความสว่างกับความมืดก็อยู่ด้วยกันแหล่ะ แต่ความมืดไม่รู้จัก ไม่เข้าใจความสว่างเท่านั้นเอง
หรือเรื่องที่พระเยซูรับบัพติศมา อ่านมาตั้งนานเพิ่งจะเข้าใจว่า ยอห์นก็ไม่รู้ว่าใครคือพระเมสสิฮาห์ รู้แต่ว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์จะมาเจิมคนนั้น พอยอห์นเห็นพระวิญญาณลงมาประทับพระเยซู ถึงรู้ว่าคนนี้แหล่ะตัวจริง
โดนใจสุด คงเป็นเรื่องของ นาธานาเอล (ชื่อเขาแปลว่า พระเจ้าประทานให้ หรือ ของขวัญจากพระเจ้า) ตอนฟิลิปไปชวน เขาพูดโพล่งขึ้นมาว่าจะมีสิ่งดีออกมาจากนาซาเร็ธหรือ แต่พระเจ้ากลับเรียกเขาว่า อิสราเอลแท้ ผมเข้าใจว่าเพราะเขาพูดตรงไปตรงมา ในใจเขาไม่มีอบาย ไม่ลับลมคมใน เขาไม่ได้เป็นอิสราเอลแท้ เพราะเชื้อสาย แต่เพราะความเชื่อของเขา
ไม่ง่ายเท่าไหร่เลย ที่จะเป็นคนอย่างนั้น เป็นคนที่มีจิตใจซื่อตรงกับพระเจ้า แต่ก็จะเริ่มต้นนะครับ
วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
to honour You...
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ไปร่วมงาน Pray & Worship Party by Newsong Bangkok
หลังจากอิ่มหมีพีมันแล้ว ระหว่างนมัสการ เพื่อนเราคนนึงที่ร้องเพลงอยู่บอกว่า ที่เราร้องเพลงว่า ขอถวายเกียรติแด่พระเจ้าในทุกสิ่งที่เราทำน่ะ เราทำอย่างนั้นจริงๆหรือเปล่า หรือแค่ร้องเป็นเพลงเท่านั้น ให้เราได้สำรวจชีวิตของเราด้วยกัน...
ซึ่งก่อนหน้านั้น เพลงหนึ่งที่เราร้อง มีประโยคหนึ่งที่บอกว่า You are the humble King...
ผมตระหนักมากขึ้นว่า มนุษย์อย่างเราๆ ไม่อาจพูดได้ว่า I'm good ดั่งเช่นที่พระเจ้าบอกเราว่า พระองค์นั้นดี
ความดีของเรานั้น ไม่ได้ขึ้นกับ การตะเกียกตะกาย ของเราในการ พยายาม ทำหรือไม่ทำสิ่งใด ให้ไปถึงพระองค์ หรือเป็นเหมือนพระองค์ได้ ต่อให้เราพยายามมากขนาดไหน เราก็ทำไม่ได้ เราไม่สามารถดีพร้อมจนปราศจากข้อตำหนิได้
ไม่ใช่การพยายามเหยียดตัวเองให้สูงขึ้น แต่คือการหยุด และยอมรับการช่วยเหลือด้วยความรัก และพระเมตตาของพระองค์
เพราะแท้จริงแล้ว พระเจ้าได้ทรงน้อมตัวเองลงมาหามนุษย์อย่างเราแล้ว พระองค์ได้ทรงมาเพื่อช่วยเราให้เป็นคนดีแล้ว
ดังนั้น คริสเตียน จึงไม่จำเป็นต้องพยายามทำดี หรือพยายามเป็นคนดี
เราไม่สามารถพยายามเป็นใครที่เราเป็นอยู่แล้วได้
การถวายเกียรติพระเจ้า จึงไม่ใช่การทำอะไร "เยอะๆ" เพื่อเชิดชูพระองค์ แต่เป็นการสะท้อนและส่งผ่าน "ชีวิตของพระองค์" ที่เราได้รับมาจากพระเจ้า เป็นการดำเนินชีวิตประจำวันปกติที่แตกต่างจากโลก
แตกต่าง... ไม่ใช่เพราะเราทำต่าง แต่เพราะตัวเราที่ต่าง
แน่นอน เพราะสิ่งที่เราเป็น ไม่ใช่เป็นของโลกนี้ หลายสิ่งที่เราทำจึงต่างจากโลกนี้โดยปริยาย
แต่ก็นั่นแหล่ะนะ สิ่งที่เราเป็นต่างหากที่สำคัญ
ขอพระเจ้าช่วยให้เรา...
หยุด ตะเกียกตะกายดิ้นรนพยายามเพื่อพระเจ้า
ยอม จำนนต่อความจริงและพระประสงค์ของพระเจ้า
รับ พระคุณและการช่วยเหลือจากพระเจ้า
รู้ ตัวเราเองเป็นใคร และพระเจ้าคือใคร
รัก พระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ กำลัง และความคิด
ให้เราได้มีประสบการณ์ส่วนตัว ในการถวายเกียรติแก่พระเจ้าในทุกสิ่งที่ทำ
และให้เราได้รู้จักความยินดี ที่พระองค์ประทานให้ เนื่องจากเราดำเนินชีวิตถวายเกียรติแด่พระบิดาของเรา
เอเมน เอเมน
หลังจากอิ่มหมีพีมันแล้ว ระหว่างนมัสการ เพื่อนเราคนนึงที่ร้องเพลงอยู่บอกว่า ที่เราร้องเพลงว่า ขอถวายเกียรติแด่พระเจ้าในทุกสิ่งที่เราทำน่ะ เราทำอย่างนั้นจริงๆหรือเปล่า หรือแค่ร้องเป็นเพลงเท่านั้น ให้เราได้สำรวจชีวิตของเราด้วยกัน...
ซึ่งก่อนหน้านั้น เพลงหนึ่งที่เราร้อง มีประโยคหนึ่งที่บอกว่า You are the humble King...
ผมตระหนักมากขึ้นว่า มนุษย์อย่างเราๆ ไม่อาจพูดได้ว่า I'm good ดั่งเช่นที่พระเจ้าบอกเราว่า พระองค์นั้นดี
ความดีของเรานั้น ไม่ได้ขึ้นกับ การตะเกียกตะกาย ของเราในการ พยายาม ทำหรือไม่ทำสิ่งใด ให้ไปถึงพระองค์ หรือเป็นเหมือนพระองค์ได้ ต่อให้เราพยายามมากขนาดไหน เราก็ทำไม่ได้ เราไม่สามารถดีพร้อมจนปราศจากข้อตำหนิได้
ไม่ใช่การพยายามเหยียดตัวเองให้สูงขึ้น แต่คือการหยุด และยอมรับการช่วยเหลือด้วยความรัก และพระเมตตาของพระองค์
เพราะแท้จริงแล้ว พระเจ้าได้ทรงน้อมตัวเองลงมาหามนุษย์อย่างเราแล้ว พระองค์ได้ทรงมาเพื่อช่วยเราให้เป็นคนดีแล้ว
ดังนั้น คริสเตียน จึงไม่จำเป็นต้องพยายามทำดี หรือพยายามเป็นคนดี
เราไม่สามารถพยายามเป็นใครที่เราเป็นอยู่แล้วได้
การถวายเกียรติพระเจ้า จึงไม่ใช่การทำอะไร "เยอะๆ" เพื่อเชิดชูพระองค์ แต่เป็นการสะท้อนและส่งผ่าน "ชีวิตของพระองค์" ที่เราได้รับมาจากพระเจ้า เป็นการดำเนินชีวิตประจำวันปกติที่แตกต่างจากโลก
แตกต่าง... ไม่ใช่เพราะเราทำต่าง แต่เพราะตัวเราที่ต่าง
แน่นอน เพราะสิ่งที่เราเป็น ไม่ใช่เป็นของโลกนี้ หลายสิ่งที่เราทำจึงต่างจากโลกนี้โดยปริยาย
แต่ก็นั่นแหล่ะนะ สิ่งที่เราเป็นต่างหากที่สำคัญ
ขอพระเจ้าช่วยให้เรา...
หยุด ตะเกียกตะกายดิ้นรนพยายามเพื่อพระเจ้า
ยอม จำนนต่อความจริงและพระประสงค์ของพระเจ้า
รับ พระคุณและการช่วยเหลือจากพระเจ้า
รู้ ตัวเราเองเป็นใคร และพระเจ้าคือใคร
รัก พระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ กำลัง และความคิด
ให้เราได้มีประสบการณ์ส่วนตัว ในการถวายเกียรติแก่พระเจ้าในทุกสิ่งที่ทำ
และให้เราได้รู้จักความยินดี ที่พระองค์ประทานให้ เนื่องจากเราดำเนินชีวิตถวายเกียรติแด่พระบิดาของเรา
เอเมน เอเมน
วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
ศิลามุมเอก
ศิลามุมเอก เป็นก้อนหินที่แข็งมาก แข็งจนเกินกว่าช่างก่อจะเอามาสกัดให้เป็นรูปร่างตามต้องการ เพื่อใช้ในการก่อสร้างได้
เพราะความแข็งเกินไปในสายตาของช่างก่อสร้างนี้แหล่ะ หินก้อนนี้จึงถูกทิ้งขว้าง
มองอีกมุมหนึ่ง หินแต่ละก้อนมีลักษณะที่แตกต่างกัน ไม่ใช่ทุกก้อนจะสามารถนำมาสกัดเพื่อใช้ก่อผนังได้ทั้งหมด
เปรียบเหมือนคนที่แตกต่างกัน
สำหรับคนบางคน คงยากไปที่จะหยิบเขามาก่อเป็นกำแพงของคริสตจักร
อาจเนื่องด้วยว่า เขาแข็งแรงเกินกว่าจะทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของกำแพง
อาจเพราะพระเจ้ามีพระประสงค์อันดี สร้างให้เขาแข็งแรง ให้เขาทนทาน เพื่อเขาจะทำหน้าที่เป็นผู้คำ้ยันกำแพงพระวิหาร
หากไม่มีศิลามุมเอก วิหารก็ไม่แข็งแรง และง่ายต่อการพังทลาย
ช่างก่อที่ไม่ยอมรับความจริง ยังดึงดันจะใช้ศิลาแบบนี้มาก่อผนังให้ได้
ยังคงพยายาม "สกัด" ทุกวิถีทาง เพื่อให้ได้ก้อนหินรูปร่างดั่งใจ
แม้จะทุ่มเทแรงทั้งตัวล้มทับเพื่อให้ศิลานั้นแตก ก็คงมีแต่ตัวเขาเองที่เจ็บตัว อาจถึงขั้นกระดูกหักได้ทีเดียว
กระนั้นก็ยังคงดีกว่า เพราะหาก ศิลาแบบนี้ตกทับผู้ใด คงไม่ใช่แค่เจ็บตัวเท่านั้น
พระคัมภีร์บอกว่า ถึงขั้นแหลกละเอียดกันเลยทีเดียว
แต่พระเยซูก็บอกเราไว้ด้วยแหล่ะนะ เมื่อวิหารที่สร้างด้วยมือมนุษย์พังลง พระองค์จะก่อขึ้นใหม่ภายใน 3 วัน...
ก่อขึ้นด้วยพระคุณของพระองค์ ณ ไม้กางเขนนั้น
เอ... วันนี้ ชีวิตของเราเป็นวิหารแบบไหนกัน สร้างด้วยน้ำมือมนุษย์ หรือถูกก่อขึ้นด้วยพระคุณของพระเจ้า
เพราะความแข็งเกินไปในสายตาของช่างก่อสร้างนี้แหล่ะ หินก้อนนี้จึงถูกทิ้งขว้าง
มองอีกมุมหนึ่ง หินแต่ละก้อนมีลักษณะที่แตกต่างกัน ไม่ใช่ทุกก้อนจะสามารถนำมาสกัดเพื่อใช้ก่อผนังได้ทั้งหมด
เปรียบเหมือนคนที่แตกต่างกัน
สำหรับคนบางคน คงยากไปที่จะหยิบเขามาก่อเป็นกำแพงของคริสตจักร
อาจเนื่องด้วยว่า เขาแข็งแรงเกินกว่าจะทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของกำแพง
อาจเพราะพระเจ้ามีพระประสงค์อันดี สร้างให้เขาแข็งแรง ให้เขาทนทาน เพื่อเขาจะทำหน้าที่เป็นผู้คำ้ยันกำแพงพระวิหาร
หากไม่มีศิลามุมเอก วิหารก็ไม่แข็งแรง และง่ายต่อการพังทลาย
ช่างก่อที่ไม่ยอมรับความจริง ยังดึงดันจะใช้ศิลาแบบนี้มาก่อผนังให้ได้
ยังคงพยายาม "สกัด" ทุกวิถีทาง เพื่อให้ได้ก้อนหินรูปร่างดั่งใจ
แม้จะทุ่มเทแรงทั้งตัวล้มทับเพื่อให้ศิลานั้นแตก ก็คงมีแต่ตัวเขาเองที่เจ็บตัว อาจถึงขั้นกระดูกหักได้ทีเดียว
กระนั้นก็ยังคงดีกว่า เพราะหาก ศิลาแบบนี้ตกทับผู้ใด คงไม่ใช่แค่เจ็บตัวเท่านั้น
พระคัมภีร์บอกว่า ถึงขั้นแหลกละเอียดกันเลยทีเดียว
แต่พระเยซูก็บอกเราไว้ด้วยแหล่ะนะ เมื่อวิหารที่สร้างด้วยมือมนุษย์พังลง พระองค์จะก่อขึ้นใหม่ภายใน 3 วัน...
ก่อขึ้นด้วยพระคุณของพระองค์ ณ ไม้กางเขนนั้น
เอ... วันนี้ ชีวิตของเราเป็นวิหารแบบไหนกัน สร้างด้วยน้ำมือมนุษย์ หรือถูกก่อขึ้นด้วยพระคุณของพระเจ้า
วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
พระคุณพระเจ้า
ช่วงนี้อ่านพระธรรมลูกาอยู่ อ่านแล้วได้เห็นมุมมองใหม่ๆอะไรบางอย่าง เกี่ยวกับ "พระคุณของพระเจ้า" เลยนำมาแบ่งปันกัน
ลก.15
(1-7) แกะ ไม่เพียงเป็นสัตว์เลี้ยงพื้นฐานตามบริบทยิวสมัยนั้น (เหมือนการเลี้ยงควายในบ้านเรา) แกะเป็นสัตว์เศรษฐกิจ เป็นทรัพย์สินลงทุน และเป็นสิ่งหนึ่งในการแสดง ฐานะ ทางสังคม
(8-10) เงิน เป็นเครื่องยังชีพจำเป็นกับชีวิตประจำวัน แกะหายยังอยู่ได้ แต่เงินหายนี่อยู่ลำบาก พื้นฐานเรื่องทางกายภาพจะได้รับการกระเทือนไปหมด คล้ายๆกับ เวลาไม่มีเงิน แล้วเจอเหรียญสิบซักเหรียญบนพื้น ความรู้สึกจะคล้ายๆอย่างนั้น
(11-32) แต่กับหัวอกพ่อแม่ ลูกเป็นดั่งแก้วตาดวงใจ ยิ่งกว่าทรัพย์สินเงินทองมากนัก การได้ลูกกลับมาอยู่ด้วยกัน หลังจากที่ไม่ได้ยินข่าวคราว หรืออาจจะต้องเตรียมใจว่าลูกอาจตายไปแล้ว ความเปรมปรีดิ์จะมากล้นพ้นกว่าการได้แกะ ได้เงิน กลับคืนมาซักเท่าใด
สมบัติหาย เงินหาย ลูกหาย หากได้กลับมา มนุษย์ยังยินดี แต่หากมนุษย์ได้กลับสู่อ้อมอกของพระบิดาในสวรรค์ ชาวสวรรค์คงร่วมปรีดากับพระเจ้าอย่างล้นหลามทีเดียว
-----------------------------------------
ลก.16
(1-13) เมื่อมีคนร้องเรียนความผิด นายก็ไต่สวน แต่ระหว่างไต่สวนก็ไม่ให้ทำหน้าที่แล้ว คนต้นเรือน ก็ยังใช้ความฉลาดแบบโลก ใช้สมบัติของโลก เพื่อสำแดงพระคุณกับคนในโลก เพื่อให้เขายังสามารถดำเนินชีวิตอยู่ในโลกนี้ได้ แต่พระเยซูไปไกลกว่านั้น คือ ให้เราใช้สมบัติของโลก (อย่าไปใช้คำว่า สมบัติอธรรมนะครับ คงไม่ใช่่แค่งงและสับสนกับความหมาย แต่ยังจะอายเขาด้วย) ในการสำแดงพระคุณนำคนเข้าอาณาจักรสวรรค์
(19-31) พระเจ้าเองก็ปรารถนาให้เราสำแดงพระคุณต่อกัน ดั่งกรณีเศรษฐีและลาซารัส พระองค์ตรัสและสำแดงผ่านผู้เผยพระวจนะมาตลอด แต่เศรษฐีไม่เห็นความจำเป็น ครั้นเมื่อตายไป พระเจ้าก็ยังคงมีเมตตาเขาอยู่ แต่เขาเองก็ต้องรับผล ตามระบบความยุติธรรมของพระเจ้า ถึงเวลานั้น แม้พระเจ้ายังปรารถนาให้พระคุณกับเขาเหมือนเดิม แต่เขาเองกลับรับไม่ได้เสียแล้ว แม้เขาเองก็ปรารถนาจะรับพระคุณนั้นด้วยเช่นกัน
-----------------------------------------
ลก.17
(1-6) ถ้าใครทำผิดต่อเรา และเขากลับใจแล้ว มีพระคุณต่อเขา ให้อภัยเขาดีกว่า แม้จะผิดซ้ำผิดซาก แต่หากเขาบอกว่า "ฉันกลับใจแล้ว" ก็ต้องให้อภัยเขา พระเยซูเตือนแล้ว "จงระวังให้ดี" พระองค์คงรู้ว่า มันคงยากที่เราจะเชื่อ และง่ายที่จะตัดสิน ง่ายที่จะเผลอลืมให้พระคุณกับคนอื่นเปล่าๆง่ายๆ เหมือนที่เราได้รับมา
(7-10) แต่ถึงกระนั้น ก็ต้องแยกให้ชัดว่า อะไรคือ "พระคุณ" อะไรคือ "หน้าที่" จะมาอ้างว่า เป็นการประพฤติที่กอปรด้วยพระคุณไม่ได้ หากสิ่งนั้นสมควรประพฤติเนื่องจากเป็นหน้าที่ตามบทบาทของเรา
(11-19) หัวใจของการขอบคุณ จึงไม่ได้เกิดจาก "ความรู้" ว่าต้องทำอะไรเป็นการขอบคุณ แต่เกิดจาก "ความซาบซึ้ง" ในพระคุณ ซึ่งจะแสดงออกเป็นการกระทำที่บางครั้ง อาจดูแปลกตา ประหลาดใจผู้คนอยู่บ้าง
-----------------------------------------
สุดท้าย กับ ศักเคียส ใน ลก.19 ซึ่งน่าจะเป็นคนที่ดังมากในหมู่พี่น้องโบสถ์ความหวัง(เดิม) เพราะทุกคนที่ถูกสอนเรื่อง การกลับใจใหม่ มักไม่พ้นต้องพูดถึงคนๆนี้
(5) ผมถูกสอนว่า พระเยซูทรงรู้จักศักเคียสก่อน จึงเรียกชื่อเขาถูก แต่เป็นไปได้ไหม เนื่องจากศักเคียสเป็นคนดัง(2) และพฤติกรรมของเขาก็เด่นตา (ปีนขึ้นต้นมะเดื่อ) คนรอบข้างที่เห็นก็พูดถึงเขา พระเยซู อาจจะได้ยินชื่อเขาจากฝูงชนก็ได้
แต่สิ่งสำคัญ คือ พระองค์ทรงเห็นว่า ศักเคียส อยากเห็น อยากรู้จักพระองค์ พระองค์จึงทรงสำแดง "พระกรุณา" กับเขา ในการเข้าไปพักที่บ้านของเขา
(8) ผมถูกสอนว่า ศักเคียส ได้แสดงออกให้เห็นว่า เขากลับใจจริงๆ พระเยซูจึงพูดว่า(9) "วันนี้ความรอดมาถึงครอบครัวนี้แล้ว" แต่หากถอยกลับขึ้นไปอ่านข้างบน(7) เป็นไปได้ไหมว่า เสียงบ่นของคนทั้งหลายนั้นดังมากจนเข้าหูของศักเคียส เขาคงเกิดความละอายใจ สำนึกได้ และเกิดความตระหนักถึงความไม่สมควร ที่พระเยซูจะมาประทับกับเขา ให้เสื่อมเสียพระเกียรติ
ผมถูกสอนว่า ศักเคียสกลับใจอยู่ก่อนแล้ว จึงแสวงหา(3-4) และยินดี(6) อีกทั้ง ประกาศความตั้งใจอย่างชัดเจน(8) ในการดำเนินชีวิต ให้เราเอาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตว่ากลับใจใหม่จริง แต่วันนี้ ผมกลับคิดอีกแบบหนึ่ง ผมคิดว่า ศักเคียส ไม่ได้กลับใจอยู่ก่อนแล้ว(2) การบอกอาชีพและฐานะของเขาในพระคัมภีร์ ชี้ให้เห็นโดยนัยว่า (ครับ ผมตีความเอง) ศักเคียสเป็นคนบาปแน่ ซึ่งยืนยันได้จากสายตาของคนทั้งหลาย(7) ความยินดีของศักเคียส(6) เป็นความยินดีตามวิสัยของคนทั่วไป ที่ได้หน้าเมื่อคนดังมาพักกับตน หรืออาจเป็นไปได้ที่เขาจะได้คุยกับคนดัง ผมคิดว่า แรกเริ่ม ศักเคียสไม่ได้มองว่า พระเยซูเป็นใคร มากไปกว่าคนมีชื่อเสียงที่ประชาชนพูดถึงมากคนหนึ่งเท่านั้น
การกลับใจใหม่ของศักเคียส จึงน่าจะเกิดขึ้นหลังจากที่เขาได้ยินคนทั้งหลายบ่นว่า พระเยซูมาพักกับคนบาป แล้วเขาได้แสดงออกถึงท่าทีในการกลับใจใหม่นั้นด้วยคำพูดว่าเขาจะทำอะไร(8) เพื่อให้สมกับพระเกียรติของพระเจ้า ซึ่งพระเยซูเองก็ได้ชมเชยเขา และยืนยันว่าเขากลับใจแท้ ได้รับความรอดแล้ว(9-10)
ประเด็น คือ พระเยซูทรงสำแดงพระคุณ กับผู้ที่ไม่สมควรได้รับ ส่งผลให้ บุคคลนั้น เกิดความละอาย สำนึกได้ แล้วนำไปสู่การกลับใจใหม่จากจิตใจและความคิดของเขาเอง จน "คิดได้" ว่าตนสมควรทำสิ่งใดเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้าผู้ทรงมีพระคุณกับเรา
นอกจากนี้ ผมยังถูกสอนด้วยว่า แม้มีเส้นทางเข้าเยรูซาเล็มได้หลายทาง แต่พระเยซูทรงรู้ล่วงหน้าว่าจะมาพบศักเคียส (ด้วยว่าพระองค์เป็นพระเจ้าผู้ทรงสัพพัญญู) จึงเลือกเส้นทางผ่านเมืองเยรีโค... แค่สงสัยเฉยๆว่า ความคิดนี้ เป็นการช่วยเสริมความเป็นพระเจ้าให้กับพระเยซู มากกว่าที่พระคัมภีร์บรรยายไว้หรือไม่ แม้จะเป็นไปได้ แต่ไม่มีพระคัมภีร์กล่าวไว้ชัดๆ เป็นการเติมช่องว่างของเหตุการณ์ให้เต็มด้วยอคติแห่งความคิดที่หวังดีของเราหรือเปล่า แล้วถ้าอย่างนั้น... จะมีเรื่องอื่นๆอีกไหมที่เป็นแบบนี้ ซึ่งทำด้วยความหวังดีแต่ขาดความเข้าใจที่จริงแท้
ขอพระเจ้าทรงโปรดสำแดงพระคุณให้ตัวผมเองและเราทุกคนได้เห็นพระเยซูคริสต์อย่างถูกต้อง ผู้เป็นความจริงของพระเจ้าซึ่งโปรดสำแดงไว้แล้วในพระคัมภีร์ มากขึ้นทุกวันต่อวันด้วยเถิด เอเมน
ลก.15
(1-7) แกะ ไม่เพียงเป็นสัตว์เลี้ยงพื้นฐานตามบริบทยิวสมัยนั้น (เหมือนการเลี้ยงควายในบ้านเรา) แกะเป็นสัตว์เศรษฐกิจ เป็นทรัพย์สินลงทุน และเป็นสิ่งหนึ่งในการแสดง ฐานะ ทางสังคม
(8-10) เงิน เป็นเครื่องยังชีพจำเป็นกับชีวิตประจำวัน แกะหายยังอยู่ได้ แต่เงินหายนี่อยู่ลำบาก พื้นฐานเรื่องทางกายภาพจะได้รับการกระเทือนไปหมด คล้ายๆกับ เวลาไม่มีเงิน แล้วเจอเหรียญสิบซักเหรียญบนพื้น ความรู้สึกจะคล้ายๆอย่างนั้น
(11-32) แต่กับหัวอกพ่อแม่ ลูกเป็นดั่งแก้วตาดวงใจ ยิ่งกว่าทรัพย์สินเงินทองมากนัก การได้ลูกกลับมาอยู่ด้วยกัน หลังจากที่ไม่ได้ยินข่าวคราว หรืออาจจะต้องเตรียมใจว่าลูกอาจตายไปแล้ว ความเปรมปรีดิ์จะมากล้นพ้นกว่าการได้แกะ ได้เงิน กลับคืนมาซักเท่าใด
สมบัติหาย เงินหาย ลูกหาย หากได้กลับมา มนุษย์ยังยินดี แต่หากมนุษย์ได้กลับสู่อ้อมอกของพระบิดาในสวรรค์ ชาวสวรรค์คงร่วมปรีดากับพระเจ้าอย่างล้นหลามทีเดียว
-----------------------------------------
ลก.16
(1-13) เมื่อมีคนร้องเรียนความผิด นายก็ไต่สวน แต่ระหว่างไต่สวนก็ไม่ให้ทำหน้าที่แล้ว คนต้นเรือน ก็ยังใช้ความฉลาดแบบโลก ใช้สมบัติของโลก เพื่อสำแดงพระคุณกับคนในโลก เพื่อให้เขายังสามารถดำเนินชีวิตอยู่ในโลกนี้ได้ แต่พระเยซูไปไกลกว่านั้น คือ ให้เราใช้สมบัติของโลก (อย่าไปใช้คำว่า สมบัติอธรรมนะครับ คงไม่ใช่่แค่งงและสับสนกับความหมาย แต่ยังจะอายเขาด้วย) ในการสำแดงพระคุณนำคนเข้าอาณาจักรสวรรค์
(19-31) พระเจ้าเองก็ปรารถนาให้เราสำแดงพระคุณต่อกัน ดั่งกรณีเศรษฐีและลาซารัส พระองค์ตรัสและสำแดงผ่านผู้เผยพระวจนะมาตลอด แต่เศรษฐีไม่เห็นความจำเป็น ครั้นเมื่อตายไป พระเจ้าก็ยังคงมีเมตตาเขาอยู่ แต่เขาเองก็ต้องรับผล ตามระบบความยุติธรรมของพระเจ้า ถึงเวลานั้น แม้พระเจ้ายังปรารถนาให้พระคุณกับเขาเหมือนเดิม แต่เขาเองกลับรับไม่ได้เสียแล้ว แม้เขาเองก็ปรารถนาจะรับพระคุณนั้นด้วยเช่นกัน
-----------------------------------------
ลก.17
(1-6) ถ้าใครทำผิดต่อเรา และเขากลับใจแล้ว มีพระคุณต่อเขา ให้อภัยเขาดีกว่า แม้จะผิดซ้ำผิดซาก แต่หากเขาบอกว่า "ฉันกลับใจแล้ว" ก็ต้องให้อภัยเขา พระเยซูเตือนแล้ว "จงระวังให้ดี" พระองค์คงรู้ว่า มันคงยากที่เราจะเชื่อ และง่ายที่จะตัดสิน ง่ายที่จะเผลอลืมให้พระคุณกับคนอื่นเปล่าๆง่ายๆ เหมือนที่เราได้รับมา
(7-10) แต่ถึงกระนั้น ก็ต้องแยกให้ชัดว่า อะไรคือ "พระคุณ" อะไรคือ "หน้าที่" จะมาอ้างว่า เป็นการประพฤติที่กอปรด้วยพระคุณไม่ได้ หากสิ่งนั้นสมควรประพฤติเนื่องจากเป็นหน้าที่ตามบทบาทของเรา
(11-19) หัวใจของการขอบคุณ จึงไม่ได้เกิดจาก "ความรู้" ว่าต้องทำอะไรเป็นการขอบคุณ แต่เกิดจาก "ความซาบซึ้ง" ในพระคุณ ซึ่งจะแสดงออกเป็นการกระทำที่บางครั้ง อาจดูแปลกตา ประหลาดใจผู้คนอยู่บ้าง
-----------------------------------------
สุดท้าย กับ ศักเคียส ใน ลก.19 ซึ่งน่าจะเป็นคนที่ดังมากในหมู่พี่น้องโบสถ์ความหวัง(เดิม) เพราะทุกคนที่ถูกสอนเรื่อง การกลับใจใหม่ มักไม่พ้นต้องพูดถึงคนๆนี้
(5) ผมถูกสอนว่า พระเยซูทรงรู้จักศักเคียสก่อน จึงเรียกชื่อเขาถูก แต่เป็นไปได้ไหม เนื่องจากศักเคียสเป็นคนดัง(2) และพฤติกรรมของเขาก็เด่นตา (ปีนขึ้นต้นมะเดื่อ) คนรอบข้างที่เห็นก็พูดถึงเขา พระเยซู อาจจะได้ยินชื่อเขาจากฝูงชนก็ได้
แต่สิ่งสำคัญ คือ พระองค์ทรงเห็นว่า ศักเคียส อยากเห็น อยากรู้จักพระองค์ พระองค์จึงทรงสำแดง "พระกรุณา" กับเขา ในการเข้าไปพักที่บ้านของเขา
(8) ผมถูกสอนว่า ศักเคียส ได้แสดงออกให้เห็นว่า เขากลับใจจริงๆ พระเยซูจึงพูดว่า(9) "วันนี้ความรอดมาถึงครอบครัวนี้แล้ว" แต่หากถอยกลับขึ้นไปอ่านข้างบน(7) เป็นไปได้ไหมว่า เสียงบ่นของคนทั้งหลายนั้นดังมากจนเข้าหูของศักเคียส เขาคงเกิดความละอายใจ สำนึกได้ และเกิดความตระหนักถึงความไม่สมควร ที่พระเยซูจะมาประทับกับเขา ให้เสื่อมเสียพระเกียรติ
ผมถูกสอนว่า ศักเคียสกลับใจอยู่ก่อนแล้ว จึงแสวงหา(3-4) และยินดี(6) อีกทั้ง ประกาศความตั้งใจอย่างชัดเจน(8) ในการดำเนินชีวิต ให้เราเอาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตว่ากลับใจใหม่จริง แต่วันนี้ ผมกลับคิดอีกแบบหนึ่ง ผมคิดว่า ศักเคียส ไม่ได้กลับใจอยู่ก่อนแล้ว(2) การบอกอาชีพและฐานะของเขาในพระคัมภีร์ ชี้ให้เห็นโดยนัยว่า (ครับ ผมตีความเอง) ศักเคียสเป็นคนบาปแน่ ซึ่งยืนยันได้จากสายตาของคนทั้งหลาย(7) ความยินดีของศักเคียส(6) เป็นความยินดีตามวิสัยของคนทั่วไป ที่ได้หน้าเมื่อคนดังมาพักกับตน หรืออาจเป็นไปได้ที่เขาจะได้คุยกับคนดัง ผมคิดว่า แรกเริ่ม ศักเคียสไม่ได้มองว่า พระเยซูเป็นใคร มากไปกว่าคนมีชื่อเสียงที่ประชาชนพูดถึงมากคนหนึ่งเท่านั้น
การกลับใจใหม่ของศักเคียส จึงน่าจะเกิดขึ้นหลังจากที่เขาได้ยินคนทั้งหลายบ่นว่า พระเยซูมาพักกับคนบาป แล้วเขาได้แสดงออกถึงท่าทีในการกลับใจใหม่นั้นด้วยคำพูดว่าเขาจะทำอะไร(8) เพื่อให้สมกับพระเกียรติของพระเจ้า ซึ่งพระเยซูเองก็ได้ชมเชยเขา และยืนยันว่าเขากลับใจแท้ ได้รับความรอดแล้ว(9-10)
ประเด็น คือ พระเยซูทรงสำแดงพระคุณ กับผู้ที่ไม่สมควรได้รับ ส่งผลให้ บุคคลนั้น เกิดความละอาย สำนึกได้ แล้วนำไปสู่การกลับใจใหม่จากจิตใจและความคิดของเขาเอง จน "คิดได้" ว่าตนสมควรทำสิ่งใดเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้าผู้ทรงมีพระคุณกับเรา
นอกจากนี้ ผมยังถูกสอนด้วยว่า แม้มีเส้นทางเข้าเยรูซาเล็มได้หลายทาง แต่พระเยซูทรงรู้ล่วงหน้าว่าจะมาพบศักเคียส (ด้วยว่าพระองค์เป็นพระเจ้าผู้ทรงสัพพัญญู) จึงเลือกเส้นทางผ่านเมืองเยรีโค... แค่สงสัยเฉยๆว่า ความคิดนี้ เป็นการช่วยเสริมความเป็นพระเจ้าให้กับพระเยซู มากกว่าที่พระคัมภีร์บรรยายไว้หรือไม่ แม้จะเป็นไปได้ แต่ไม่มีพระคัมภีร์กล่าวไว้ชัดๆ เป็นการเติมช่องว่างของเหตุการณ์ให้เต็มด้วยอคติแห่งความคิดที่หวังดีของเราหรือเปล่า แล้วถ้าอย่างนั้น... จะมีเรื่องอื่นๆอีกไหมที่เป็นแบบนี้ ซึ่งทำด้วยความหวังดีแต่ขาดความเข้าใจที่จริงแท้
ขอพระเจ้าทรงโปรดสำแดงพระคุณให้ตัวผมเองและเราทุกคนได้เห็นพระเยซูคริสต์อย่างถูกต้อง ผู้เป็นความจริงของพระเจ้าซึ่งโปรดสำแดงไว้แล้วในพระคัมภีร์ มากขึ้นทุกวันต่อวันด้วยเถิด เอเมน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)