เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ไปร่วมงาน Pray & Worship Party by Newsong Bangkok
หลังจากอิ่มหมีพีมันแล้ว ระหว่างนมัสการ เพื่อนเราคนนึงที่ร้องเพลงอยู่บอกว่า ที่เราร้องเพลงว่า ขอถวายเกียรติแด่พระเจ้าในทุกสิ่งที่เราทำน่ะ เราทำอย่างนั้นจริงๆหรือเปล่า หรือแค่ร้องเป็นเพลงเท่านั้น ให้เราได้สำรวจชีวิตของเราด้วยกัน...
ซึ่งก่อนหน้านั้น เพลงหนึ่งที่เราร้อง มีประโยคหนึ่งที่บอกว่า You are the humble King...
ผมตระหนักมากขึ้นว่า มนุษย์อย่างเราๆ ไม่อาจพูดได้ว่า I'm good ดั่งเช่นที่พระเจ้าบอกเราว่า พระองค์นั้นดี
ความดีของเรานั้น ไม่ได้ขึ้นกับ การตะเกียกตะกาย ของเราในการ พยายาม ทำหรือไม่ทำสิ่งใด ให้ไปถึงพระองค์ หรือเป็นเหมือนพระองค์ได้ ต่อให้เราพยายามมากขนาดไหน เราก็ทำไม่ได้ เราไม่สามารถดีพร้อมจนปราศจากข้อตำหนิได้
ไม่ใช่การพยายามเหยียดตัวเองให้สูงขึ้น แต่คือการหยุด และยอมรับการช่วยเหลือด้วยความรัก และพระเมตตาของพระองค์
เพราะแท้จริงแล้ว พระเจ้าได้ทรงน้อมตัวเองลงมาหามนุษย์อย่างเราแล้ว พระองค์ได้ทรงมาเพื่อช่วยเราให้เป็นคนดีแล้ว
ดังนั้น คริสเตียน จึงไม่จำเป็นต้องพยายามทำดี หรือพยายามเป็นคนดี
เราไม่สามารถพยายามเป็นใครที่เราเป็นอยู่แล้วได้
การถวายเกียรติพระเจ้า จึงไม่ใช่การทำอะไร "เยอะๆ" เพื่อเชิดชูพระองค์ แต่เป็นการสะท้อนและส่งผ่าน "ชีวิตของพระองค์" ที่เราได้รับมาจากพระเจ้า เป็นการดำเนินชีวิตประจำวันปกติที่แตกต่างจากโลก
แตกต่าง... ไม่ใช่เพราะเราทำต่าง แต่เพราะตัวเราที่ต่าง
แน่นอน เพราะสิ่งที่เราเป็น ไม่ใช่เป็นของโลกนี้ หลายสิ่งที่เราทำจึงต่างจากโลกนี้โดยปริยาย
แต่ก็นั่นแหล่ะนะ สิ่งที่เราเป็นต่างหากที่สำคัญ
ขอพระเจ้าช่วยให้เรา...
หยุด ตะเกียกตะกายดิ้นรนพยายามเพื่อพระเจ้า
ยอม จำนนต่อความจริงและพระประสงค์ของพระเจ้า
รับ พระคุณและการช่วยเหลือจากพระเจ้า
รู้ ตัวเราเองเป็นใคร และพระเจ้าคือใคร
รัก พระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ กำลัง และความคิด
ให้เราได้มีประสบการณ์ส่วนตัว ในการถวายเกียรติแก่พระเจ้าในทุกสิ่งที่ทำ
และให้เราได้รู้จักความยินดี ที่พระองค์ประทานให้ เนื่องจากเราดำเนินชีวิตถวายเกียรติแด่พระบิดาของเรา
เอเมน เอเมน
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Lesson แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Lesson แสดงบทความทั้งหมด
วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
วันพุธที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2552
อธิษฐานด้วยความเชื่ออย่างเกิดผล
ครั้งหนึ่ง ดร. พอล ยองกี โช ผู้รับใช้ของพระเจ้าที่มีชื่อเสียงในประเทศเกาหลี ได้อธิษฐานกับพระเจ้า ร้องทูลถึงความลำบากยากจนข้นแค้นของชีวิตของท่านต่อพระเจ้า และได้ร้องทูลขอ โต๊ะ เก้าอี้ และจักรยาน จากพระเจ้า ผ่านไปหกเดือนท่านยังคงรักษาความเชื่อ แต่พระเจ้าก็ยังมิได้ทรงตอบคำอธิษฐานของท่าน วันหนึ่ง ท่านรู้สึกท้อแท้ใจและได้อธิษฐานกับพระเจ้า ในค่ำคืนนั้น พระเจ้าทรงมาเยี่ยมเยียนท่าน และสอนท่านให้อธิษฐานขอสิ่งที่ต้องการให้ชัดเจนเจาะจงลงไป เมื่อท่านขอใหม่ ท่านเกิดความมั่นใจว่าได้รับแล้ว ท่านได้แบ่งปันให้สมาชิกคริสตจักรฟังเหมือนว่ามันเกิดขึ้นแล้ว แม้ยังมองไม่เห็น
ดร.ยองกี กล่าวว่า เหมือนกับสตรีตั้งครรภ์ ทารกของนางนั้นมีจริง เพียงแต่ยังไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตา เมื่อถึงครบกำหนดเวลาก็จะคลอดออกมา เราจึงจะเห็นได้ เช่นกันกับการอธิษฐานขอกับพระเจ้า ด้วยความเชื่อที่ชัดเจนเจาะจงในสิ่งที่ขอ และมั่นใจว่าได้รับแล้วนั้น สิ่งที่ขอนั้น พระเจ้าทรงประทานให้แล้ว เมื่อถึงเวลา สิ่งนั้นก็จะปรากฏชัดให้เห็นกับตา เป็นที่ถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าอย่างแน่นอน
วิธีการอธิษฐานด้วยความเชื่ออย่างเกิดผล
1. สร้างเป้าหมายให้ชัดเจน
- สร้างเป้าหมายทางจินตนาการให้ชัดเจน เห็นเป็นภาพในจิตใจในทุกรายละเอียด
- พระเจ้าจะไม่ตอบคำอธิษฐานที่เลื่อนลอย
- พระเจ้าทรงกระทำงานของพระองค์ ผ่านความคิด ผ่านความเชื่อของเรา
2. มีใจปรารถนาอย่างแรงกล้า
- สภษ.10:24 ...แต่สิ่งใดที่คนชอบธรรมปรารถนา พระองค์ทรงประสาทให้
- สดด.37:4 4 จงปีติยินดีในพระเจ้า และพระองค์จะประทานตามใจปรารถนาของท่าน
- พระเจ้าไม่ต้องการลักษณะอุ่นๆหรือเรื่อยๆเฉื่อยๆ พระองค์เป็นพระเจ้าที่ชำนาญในทางเร่งร้อน
3. ขอหลักฐาน ขอความมั่นใจ
- ขอพระเจ้าประทานสิ่งยืนยัน ให้เป็นความแน่ใจ เป็นหลักฐานค้ำประกันว่าจะสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้
- ตั้งใจอธิษฐานจนกระทั่งได้รับการยืนยันจากพระเจ้า เกิดความมั่นใจภายในจิตใจว่าพระเจ้าทรงประทานสิ่งนั้นใหแล้ว และมันจะคลอดออกมาเมื่อถึงเวลาที่กำหนด
4. ใช้ถ้อยคำ
- แสดงความเชื่อให้ปรากฏทางถ้อยคำ ในคำพูด ในคำอธิษฐาน
- การอัศจรรย์จะไม่เกิดขึ้น จากความพยายามอันไร้ความรู้ความเข้าใจในพระวจนะคำของพระเจ้า
- เรามีกฎเกณฑ์สำหรับปฏิบัติตนในอาณาจักรฝ่ายวิญญาณ และมีแหล่งทรัพยากรไม่รู้จบในใจเรา
- พระเจ้าสถิตอยู่ในเรา และทรงร่วมมือกับเราในการกระทำสิ่งต่างๆให้สำเร็จ
- พระเจ้ามั่นคงแน่นอนไม่เปลี่ยนแปลง ทรงเคยร่วมมือกับโมเสส โยชูวา และบุคคลต่างๆมาแล้วอย่างไร ก็ยังทรงร่วมมืออยู่อย่างนั้น
- แต่หากตัวบุคคลในยุคสมัยนี้ ยังไม่ยอมเปลี่ยนวิถีความคิด ก็อย่าหวังเลยที่จะเห็นพระเจ้าทรงสำแดงพระองค์เองแก่ผู้นั้น ดั่งเช่นที่พระองค์เคยได้ทรงกระทำมาแล้ว
- สิ่งใดที่เติบโตขึ้นในความคิดและจิตใจของท่าน สิ่งนั้นจะปรากฏเป็นจริงออกมาสู่ชีวิตความเป็นอยู่ของท่าน ดังนั้น ควรสังเกตความคิดและจิตใจของท่านให้ดี อย่าพยายามหาคำตอบจากพระเจ้าผ่านทางบุคคลอื่น เพราะคำตอบของพระเจ้าจะผ่านทางจิตวิญญาณของท่านเอง ไม่ใช่คนอื่น
จงเรียนรู้ที่จะฟูมฟักความเชื่อ เพื่อให้ความเชื่อของเราใช้การได้ ดังนั้นแล้ว สิ่งสารพัดซึ่งท่านอธิษฐานขอด้วยความเชื่อ ท่านจะได้ (มัทธิว 21:22)
(เรียบเรียงจากส่วนหนึ่งของ “มิติที่สี่ นำชีวิตไปสู่ความสำเร็จ” พอล ยองกี โช)
ปล. ช่วงนี้ กำลังกระตุ้นคนในโซนให้ร่วมกันอธิษฐาน ทางผน.อยากได้บทเรียนไปใช้แบ่งปันในกลุ่ม ก็มอบหมายให้ผมเขียน ไหนๆก็เขียนแล้ว ขอเอามาลงไว้ด้วยละกัน
ดร.ยองกี กล่าวว่า เหมือนกับสตรีตั้งครรภ์ ทารกของนางนั้นมีจริง เพียงแต่ยังไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตา เมื่อถึงครบกำหนดเวลาก็จะคลอดออกมา เราจึงจะเห็นได้ เช่นกันกับการอธิษฐานขอกับพระเจ้า ด้วยความเชื่อที่ชัดเจนเจาะจงในสิ่งที่ขอ และมั่นใจว่าได้รับแล้วนั้น สิ่งที่ขอนั้น พระเจ้าทรงประทานให้แล้ว เมื่อถึงเวลา สิ่งนั้นก็จะปรากฏชัดให้เห็นกับตา เป็นที่ถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าอย่างแน่นอน
วิธีการอธิษฐานด้วยความเชื่ออย่างเกิดผล
1. สร้างเป้าหมายให้ชัดเจน
- สร้างเป้าหมายทางจินตนาการให้ชัดเจน เห็นเป็นภาพในจิตใจในทุกรายละเอียด
- พระเจ้าจะไม่ตอบคำอธิษฐานที่เลื่อนลอย
- พระเจ้าทรงกระทำงานของพระองค์ ผ่านความคิด ผ่านความเชื่อของเรา
2. มีใจปรารถนาอย่างแรงกล้า
- สภษ.10:24 ...แต่สิ่งใดที่คนชอบธรรมปรารถนา พระองค์ทรงประสาทให้
- สดด.37:4 4 จงปีติยินดีในพระเจ้า และพระองค์จะประทานตามใจปรารถนาของท่าน
- พระเจ้าไม่ต้องการลักษณะอุ่นๆหรือเรื่อยๆเฉื่อยๆ พระองค์เป็นพระเจ้าที่ชำนาญในทางเร่งร้อน
3. ขอหลักฐาน ขอความมั่นใจ
- ขอพระเจ้าประทานสิ่งยืนยัน ให้เป็นความแน่ใจ เป็นหลักฐานค้ำประกันว่าจะสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้
- ตั้งใจอธิษฐานจนกระทั่งได้รับการยืนยันจากพระเจ้า เกิดความมั่นใจภายในจิตใจว่าพระเจ้าทรงประทานสิ่งนั้นใหแล้ว และมันจะคลอดออกมาเมื่อถึงเวลาที่กำหนด
4. ใช้ถ้อยคำ
- แสดงความเชื่อให้ปรากฏทางถ้อยคำ ในคำพูด ในคำอธิษฐาน
- การอัศจรรย์จะไม่เกิดขึ้น จากความพยายามอันไร้ความรู้ความเข้าใจในพระวจนะคำของพระเจ้า
- เรามีกฎเกณฑ์สำหรับปฏิบัติตนในอาณาจักรฝ่ายวิญญาณ และมีแหล่งทรัพยากรไม่รู้จบในใจเรา
- พระเจ้าสถิตอยู่ในเรา และทรงร่วมมือกับเราในการกระทำสิ่งต่างๆให้สำเร็จ
- พระเจ้ามั่นคงแน่นอนไม่เปลี่ยนแปลง ทรงเคยร่วมมือกับโมเสส โยชูวา และบุคคลต่างๆมาแล้วอย่างไร ก็ยังทรงร่วมมืออยู่อย่างนั้น
- แต่หากตัวบุคคลในยุคสมัยนี้ ยังไม่ยอมเปลี่ยนวิถีความคิด ก็อย่าหวังเลยที่จะเห็นพระเจ้าทรงสำแดงพระองค์เองแก่ผู้นั้น ดั่งเช่นที่พระองค์เคยได้ทรงกระทำมาแล้ว
- สิ่งใดที่เติบโตขึ้นในความคิดและจิตใจของท่าน สิ่งนั้นจะปรากฏเป็นจริงออกมาสู่ชีวิตความเป็นอยู่ของท่าน ดังนั้น ควรสังเกตความคิดและจิตใจของท่านให้ดี อย่าพยายามหาคำตอบจากพระเจ้าผ่านทางบุคคลอื่น เพราะคำตอบของพระเจ้าจะผ่านทางจิตวิญญาณของท่านเอง ไม่ใช่คนอื่น
จงเรียนรู้ที่จะฟูมฟักความเชื่อ เพื่อให้ความเชื่อของเราใช้การได้ ดังนั้นแล้ว สิ่งสารพัดซึ่งท่านอธิษฐานขอด้วยความเชื่อ ท่านจะได้ (มัทธิว 21:22)
(เรียบเรียงจากส่วนหนึ่งของ “มิติที่สี่ นำชีวิตไปสู่ความสำเร็จ” พอล ยองกี โช)
ปล. ช่วงนี้ กำลังกระตุ้นคนในโซนให้ร่วมกันอธิษฐาน ทางผน.อยากได้บทเรียนไปใช้แบ่งปันในกลุ่ม ก็มอบหมายให้ผมเขียน ไหนๆก็เขียนแล้ว ขอเอามาลงไว้ด้วยละกัน
วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
Fellowship Series #2: ทัศนคติ
กดว.13:21-33
21 คนเหล่านั้นจึงขึ้นไปสอดแนมแผ่นดิน ตั้งแต่ถิ่นทุรกันดารศิน จนถึงเรโหบ ที่ทางเข้าเมืองฮามัท
22 เขาขึ้นไปถึงเนเกบ ถึงเมืองเฮโบรน และอาหิมาน เชชัย และทัลมัย คือคนอานาคอยู่ที่นั่น (เมืองเฮโบรนนี้เขาสร้างมาก่อนเมืองโศอันในอียิปต์ได้เจ็ดปี)
23 เขาทั้งหลายมาถึงห้วยเอชโคล์ ที่นั่นเขาตัดองุ่นกิ่งหนึ่งมีองุ่นพวงหนึ่ง สองคนใช้ไม้คานหามมาเขาเก็บผลทับทิมและมะเดื่อมาบ้าง
24 เขาเรียกที่นั่นว่าห้วยเอชโคล์ {แปลว่า พวงผล} เพราะพวงผลองุ่นซึ่งคนอิสราเอลได้ตัดมาจากที่นั่น
25 ล่วงมาสี่สิบวันเขาทั้งหลายก็กลับมาจากการไปสอดแนมที่แผ่นดินนั้น
26 เขาทั้งหลายกลับมาถึงโมเสสและอาโรน และมาถึงชุมนุมชนอิสราเอล ในถิ่นทุรกันดารปารานที่คาเดช เขาเล่าเรื่องให้ท่านทั้งสอง และบรรดาคนอิสราเอลฟัง และให้ดูผลไม้แห่งแผ่นดินนั้น
27 เขาทั้งหลายเล่าให้โมเสสฟังว่า "ข้าพเจ้าทั้งหลายได้ไปถึงแผ่นดิน ซึ่งท่านใช้ไปมีน้ำนมและน้ำผึ้งไหลบริบูรณ์ที่นั่นจริง และนี่เป็นผลไม้ของเมืองนั้น
28 แต่คนที่อยู่ในเมืองนั้นมีกำลังมาก และเมืองของเขาก็ใหญ่โตมีกำแพงล้อมรอบ นอกจากนั้นข้าพเจ้าทั้งหลายยังเห็นคนอานาคที่นั่นด้วย
29 คนอามาเลขอยู่ในแผ่นดินเนเกบ คนฮิตไทต์ คนเยบุส และคนอาโมไรต์อยู่บนภูเขา คนคานาอันอาศัยอยู่ที่ริมทะเล และตามฝั่งแม่น้ำจอร์แดน"
30 แต่คาเลบได้ให้คนทั้งปวงเงียบต่อหน้าโมเสสกล่าวว่า "ให้เราขึ้นไปทันทีและยึดเมืองนั้น เพราะพวกเรามีกำลังสามารถที่จะเอาชัยชนะได้"
31 ฝ่ายคนทั้งปวงที่ขึ้นไปสอดแนมด้วยกันกล่าวว่า "เราไม่สามารถสู้คนเหล่านั้นได้ เพราะเขามีกำลังมากกว่าเรา"
32 และเขาได้กล่าวร้ายเรื่องแผ่นดินที่เขาได้ไปสอดแนมมาเล่าให้คนอิสราเอลฟังว่า "แผ่นดินที่เราได้ไปสืบดูตลอดแล้วนั้นเป็นแผ่นดินที่กินคนซึ่งอยู่ในนั้น ชาวเมืองที่เราเห็นเป็นคนรูปร่างใหญ่โต
33 ที่นั่นเราเห็นคนเนฟิล {ดูหมายเหตุในปฐมกาล6:4} (คนอานาคผู้มาจากคนเนฟิล) ในสายตาของเรา เราเหมือนเป็นตั๊กแตนโมในสายตาของเขาก็เหมือนกัน"
ในวรรณคดีไทยเรื่อง ลิลิตพระลอ มีตอนหนึ่งที่ผมชอบ กล่าวว่า "... สองคนยลตามช่อง คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม อีกคนตาแหลมคม มองเห็นดาวอยู่พร่างพราย..."
บ่อยๆครั้ง ในสถานการณ์เดียวกัน
บางคนเห็นแต่อุปสรรรค บ้างเห็นแต่ปัญหา บ้างเห็นวิกฤต...
ขณะที่บางคนเห็นทางออกในปัญหา บ้างเห็นโอกาสในวิกฤต และบ้างเห็นความเป็นไปได้ในความจำกัด
(แต่สองกลุ่มนี้ ยังงัยก็ดีกว่าคนที่ไม่เห็นอะไรเลย)
หากถามว่าฝาขวดน้ำออร่าสีอะไร ใครๆก็คงตอบว่าสีเขียว แต่หากมีใครบางคนบอกว่าเขาเห็นเป็นสีอื่นล่ะ เป็นไปได้ไหม เพราะอะไร...
.
.
.
ครับ เป็นไปได้ หากเขาตาบอดสี สายตาของเขากำหนดสิ่งที่เขาเห็น
หากให้คน 4 คน ที่ไม่รู้จักช้าง จับงวงช้าง งาช้าง ท้องช้าง หางช้าง แล้วถามว่า ช้างเป็นอย่างไร ทั้ง 4 คน คงตอบว่าช้างเป็นอย่างไร แตกต่างกัน
ทัศนคติ (attitude) คือ ความคิดของเราที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ภาษาชาวบ้าน เรียกว่า มุมมอง (views) หรือ คือ การเห็นจากจุดที่เรายืนอยู่นั่นเอง
ในพระคัมภีร์ มีการกล่าวถึงเรื่อง ทัศนคติไว้เช่นกัน โดย เรียกว่า ท่าที
หากดูจากพระธรรมมัทธิว เราพบว่า ในคำเทศนาบนผู้เขา ซึ่งเป็นการเทศนาครั้งแรกของพระเยซูต่อมวลชน ก็มีการพูดถึงเรื่องท่าทีหรือมุมมองของพระเยซู ต่อเรื่องต่างๆในการดำเนินชีวิต
หากดูจากมุมมองของพระเยซู เช่น ในเรื่องการล่วงประเวณี (มธ.5:27-28)
27 "ท่านทั้งหลายได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้ว่า อย่าล่วงประเวณีผัวเมียเขา
28 ฝ่ายเราบอกท่านทั้งหลายว่า ผู้ใดมองผู้หญิงเพื่อให้เกิดใจกำหนัดในหญิงนั้น ผู้นั้นได้ล่วงประเวณีในใจกับหญิงนั้นแล้ว
อาจกล่าวได้ว่า ท่าที คือ พฤติกรรมที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของเรา (inner action) พระเจ้าจึงถือว่าทำผิดแล้ว แม้ยังเป็นเพียงความคิดท่าที เพราะมนุษย์มองดูพฤติกรรมภายนอก แต่พระเจ้าทอดพระเนตรดูภายใน
1ซามูเอล 16:7 แต่พระเจ้าตรัสกับซามูเอลว่า "อย่ามองดูที่รูปร่างภายนอกหรือที่ความสูงแห่งร่างกายของเขา ด้วยเราไม่ยอมรับเขาเพราะพระเจ้าทอดพระเนตรไม่เหมือนกับที่มนุษย์ดู มนุษย์ดูที่รูปร่างภายนอกแต่พระเจ้าทอดพระเนตรจิตใจ"
จึงไม่น่าแปลกใจที่พระคัมภีร์บอกใน มธ.5:8 ว่า "บุคคลผู้ใดมีใจบริสุทธิ์ ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าเขาจะได้เห็นพระเจ้า" ผู้นั้นต้องบริสุทธิ์ถึงในความคิดอย่างแท้จริง
คนเราจึงมองเห็นสิ่งเดียวกันแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับสีของเลนส์แห่งสายตาของเรา หรือทัศนคติที่เราสวมอยู่ หลายครั้งจึงเกิดเหตุการณ์ที่มีคนอ่านสิ่งเดียวกัน ฟังสิ่งเดียวกัน แต่เข้าใจไม่ตรงกัน
ทัศนคติ ท่าที มุมมอง ทำให้เราเห็นสิ่งที่จริง (Fact)ได้ แต่อาจไม่ช่วยให้เราเห็นความจริง (Truth)ได้ ดังเช่นตัวอย่างของการคลำช้างของคน 4 คนข้างต้น
การมีทัศนคติที่ดี เป็นสิ่งที่ดีช่วยให้คนเราประสบความสำเร็จได้ หากดูว่าสิ่งใดมีผลต่อความสำเร็จด้วยการแทนตัวอักษรในภาษาอังกฤษด้วยตัวเลขตามลำดับ แล้วนำมาบวกกัน ATTITUDE (1+20+20+9+20+21+4+5) จะได้ 100% ซึ่งมากกว่า SMART หรือ WORK HARD เสียอีก แต่มี สิ่งหนึ่ง ที่ให้ผลลัพธ์ มากกว่า ทัศนคติ นั่นคือ ความรักของพระเจ้า (love of God = 101%)
พระเยซูคริสต์มิได้บอกว่า พระองค์เป็น "สิ่งที่จริง" หรือเป็นเรื่องจริงในมุมมองของพระองค์ แต่พระองค์บอกว่า พระองค์ทรงเป็น "ความจริง" หรือเป็นสิ่งจริงแท้แน่นอนที่ใครๆก็เห็นได้ (แล้วแต่จะเห็นมุมไหน)
ดังนั้น วันนี้ ในฐานะของ พระคริสต์องค์น้อย ผู้เชื่อจึงควรกลับมาพิจารณาตัวเองว่า เราเห็นตัวเองรวมถึงคนและสิ่งต่างๆรอบตัวของเรา ตามความจริงแท้ในสิ่งที่เรา(หรือเขา)เป็น หรือว่าเราเห็นเพียงสิ่งที่จริงในชีวิตของเรา หรือบางคนไม่เห็นอะไรเลย (พวกนี้ น่ากลัวว่าจะเห็นแต่สิ่งที่คิดว่าจริง (illusion))
หากว่าเราเองมีทัศนคติต่อ พระคัมภีร์ ว่าเป็นหนังสือเล่มหนึ่ง เราก็จะเพียงแค่อ่านหนังสือที่ดีอีกเล่มหนึ่ง แต่หากเรามีท่าทีว่า พระคัมภีร์ คือ คำพูดศักสิทธิ์ของพระเจ้า เราจะเห็นฤทธิ์เดชของพระวจนะคำของพระเจ้า
หากวันนี้ เราตั้งใจจะเป็นอีกคนหนึ่งที่เห็นสิ่งต่างๆในโลกนี้ ตามความจริงแท้ของมัน จงให้พระคัมภีร์เข้ามาสร้าง เข้ามาเปลี่ยนมุมมองของท่าน จงเริ่มต้นเสียแต่วันนี้ ด้วยการยอมให้พระคัมภีร์อ่านเรา
** ใช้แบ่งปันในกลุ่ม พ.11 ก.พ.2009**
21 คนเหล่านั้นจึงขึ้นไปสอดแนมแผ่นดิน ตั้งแต่ถิ่นทุรกันดารศิน จนถึงเรโหบ ที่ทางเข้าเมืองฮามัท
22 เขาขึ้นไปถึงเนเกบ ถึงเมืองเฮโบรน และอาหิมาน เชชัย และทัลมัย คือคนอานาคอยู่ที่นั่น (เมืองเฮโบรนนี้เขาสร้างมาก่อนเมืองโศอันในอียิปต์ได้เจ็ดปี)
23 เขาทั้งหลายมาถึงห้วยเอชโคล์ ที่นั่นเขาตัดองุ่นกิ่งหนึ่งมีองุ่นพวงหนึ่ง สองคนใช้ไม้คานหามมาเขาเก็บผลทับทิมและมะเดื่อมาบ้าง
24 เขาเรียกที่นั่นว่าห้วยเอชโคล์ {แปลว่า พวงผล} เพราะพวงผลองุ่นซึ่งคนอิสราเอลได้ตัดมาจากที่นั่น
25 ล่วงมาสี่สิบวันเขาทั้งหลายก็กลับมาจากการไปสอดแนมที่แผ่นดินนั้น
26 เขาทั้งหลายกลับมาถึงโมเสสและอาโรน และมาถึงชุมนุมชนอิสราเอล ในถิ่นทุรกันดารปารานที่คาเดช เขาเล่าเรื่องให้ท่านทั้งสอง และบรรดาคนอิสราเอลฟัง และให้ดูผลไม้แห่งแผ่นดินนั้น
27 เขาทั้งหลายเล่าให้โมเสสฟังว่า "ข้าพเจ้าทั้งหลายได้ไปถึงแผ่นดิน ซึ่งท่านใช้ไปมีน้ำนมและน้ำผึ้งไหลบริบูรณ์ที่นั่นจริง และนี่เป็นผลไม้ของเมืองนั้น
28 แต่คนที่อยู่ในเมืองนั้นมีกำลังมาก และเมืองของเขาก็ใหญ่โตมีกำแพงล้อมรอบ นอกจากนั้นข้าพเจ้าทั้งหลายยังเห็นคนอานาคที่นั่นด้วย
29 คนอามาเลขอยู่ในแผ่นดินเนเกบ คนฮิตไทต์ คนเยบุส และคนอาโมไรต์อยู่บนภูเขา คนคานาอันอาศัยอยู่ที่ริมทะเล และตามฝั่งแม่น้ำจอร์แดน"
30 แต่คาเลบได้ให้คนทั้งปวงเงียบต่อหน้าโมเสสกล่าวว่า "ให้เราขึ้นไปทันทีและยึดเมืองนั้น เพราะพวกเรามีกำลังสามารถที่จะเอาชัยชนะได้"
31 ฝ่ายคนทั้งปวงที่ขึ้นไปสอดแนมด้วยกันกล่าวว่า "เราไม่สามารถสู้คนเหล่านั้นได้ เพราะเขามีกำลังมากกว่าเรา"
32 และเขาได้กล่าวร้ายเรื่องแผ่นดินที่เขาได้ไปสอดแนมมาเล่าให้คนอิสราเอลฟังว่า "แผ่นดินที่เราได้ไปสืบดูตลอดแล้วนั้นเป็นแผ่นดินที่กินคนซึ่งอยู่ในนั้น ชาวเมืองที่เราเห็นเป็นคนรูปร่างใหญ่โต
33 ที่นั่นเราเห็นคนเนฟิล {ดูหมายเหตุในปฐมกาล6:4} (คนอานาคผู้มาจากคนเนฟิล) ในสายตาของเรา เราเหมือนเป็นตั๊กแตนโมในสายตาของเขาก็เหมือนกัน"
ในวรรณคดีไทยเรื่อง ลิลิตพระลอ มีตอนหนึ่งที่ผมชอบ กล่าวว่า "... สองคนยลตามช่อง คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม อีกคนตาแหลมคม มองเห็นดาวอยู่พร่างพราย..."
บ่อยๆครั้ง ในสถานการณ์เดียวกัน
บางคนเห็นแต่อุปสรรรค บ้างเห็นแต่ปัญหา บ้างเห็นวิกฤต...
ขณะที่บางคนเห็นทางออกในปัญหา บ้างเห็นโอกาสในวิกฤต และบ้างเห็นความเป็นไปได้ในความจำกัด
(แต่สองกลุ่มนี้ ยังงัยก็ดีกว่าคนที่ไม่เห็นอะไรเลย)
หากถามว่าฝาขวดน้ำออร่าสีอะไร ใครๆก็คงตอบว่าสีเขียว แต่หากมีใครบางคนบอกว่าเขาเห็นเป็นสีอื่นล่ะ เป็นไปได้ไหม เพราะอะไร...
.
.
.
ครับ เป็นไปได้ หากเขาตาบอดสี สายตาของเขากำหนดสิ่งที่เขาเห็น
หากให้คน 4 คน ที่ไม่รู้จักช้าง จับงวงช้าง งาช้าง ท้องช้าง หางช้าง แล้วถามว่า ช้างเป็นอย่างไร ทั้ง 4 คน คงตอบว่าช้างเป็นอย่างไร แตกต่างกัน
ทัศนคติ (attitude) คือ ความคิดของเราที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ภาษาชาวบ้าน เรียกว่า มุมมอง (views) หรือ คือ การเห็นจากจุดที่เรายืนอยู่นั่นเอง
ในพระคัมภีร์ มีการกล่าวถึงเรื่อง ทัศนคติไว้เช่นกัน โดย เรียกว่า ท่าที
หากดูจากพระธรรมมัทธิว เราพบว่า ในคำเทศนาบนผู้เขา ซึ่งเป็นการเทศนาครั้งแรกของพระเยซูต่อมวลชน ก็มีการพูดถึงเรื่องท่าทีหรือมุมมองของพระเยซู ต่อเรื่องต่างๆในการดำเนินชีวิต
หากดูจากมุมมองของพระเยซู เช่น ในเรื่องการล่วงประเวณี (มธ.5:27-28)
27 "ท่านทั้งหลายได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้ว่า อย่าล่วงประเวณีผัวเมียเขา
28 ฝ่ายเราบอกท่านทั้งหลายว่า ผู้ใดมองผู้หญิงเพื่อให้เกิดใจกำหนัดในหญิงนั้น ผู้นั้นได้ล่วงประเวณีในใจกับหญิงนั้นแล้ว
อาจกล่าวได้ว่า ท่าที คือ พฤติกรรมที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของเรา (inner action) พระเจ้าจึงถือว่าทำผิดแล้ว แม้ยังเป็นเพียงความคิดท่าที เพราะมนุษย์มองดูพฤติกรรมภายนอก แต่พระเจ้าทอดพระเนตรดูภายใน
1ซามูเอล 16:7 แต่พระเจ้าตรัสกับซามูเอลว่า "อย่ามองดูที่รูปร่างภายนอกหรือที่ความสูงแห่งร่างกายของเขา ด้วยเราไม่ยอมรับเขาเพราะพระเจ้าทอดพระเนตรไม่เหมือนกับที่มนุษย์ดู มนุษย์ดูที่รูปร่างภายนอกแต่พระเจ้าทอดพระเนตรจิตใจ"
จึงไม่น่าแปลกใจที่พระคัมภีร์บอกใน มธ.5:8 ว่า "บุคคลผู้ใดมีใจบริสุทธิ์ ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าเขาจะได้เห็นพระเจ้า" ผู้นั้นต้องบริสุทธิ์ถึงในความคิดอย่างแท้จริง
คนเราจึงมองเห็นสิ่งเดียวกันแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับสีของเลนส์แห่งสายตาของเรา หรือทัศนคติที่เราสวมอยู่ หลายครั้งจึงเกิดเหตุการณ์ที่มีคนอ่านสิ่งเดียวกัน ฟังสิ่งเดียวกัน แต่เข้าใจไม่ตรงกัน
ทัศนคติ ท่าที มุมมอง ทำให้เราเห็นสิ่งที่จริง (Fact)ได้ แต่อาจไม่ช่วยให้เราเห็นความจริง (Truth)ได้ ดังเช่นตัวอย่างของการคลำช้างของคน 4 คนข้างต้น
การมีทัศนคติที่ดี เป็นสิ่งที่ดีช่วยให้คนเราประสบความสำเร็จได้ หากดูว่าสิ่งใดมีผลต่อความสำเร็จด้วยการแทนตัวอักษรในภาษาอังกฤษด้วยตัวเลขตามลำดับ แล้วนำมาบวกกัน ATTITUDE (1+20+20+9+20+21+4+5) จะได้ 100% ซึ่งมากกว่า SMART หรือ WORK HARD เสียอีก แต่มี สิ่งหนึ่ง ที่ให้ผลลัพธ์ มากกว่า ทัศนคติ นั่นคือ ความรักของพระเจ้า (love of God = 101%)
พระเยซูคริสต์มิได้บอกว่า พระองค์เป็น "สิ่งที่จริง" หรือเป็นเรื่องจริงในมุมมองของพระองค์ แต่พระองค์บอกว่า พระองค์ทรงเป็น "ความจริง" หรือเป็นสิ่งจริงแท้แน่นอนที่ใครๆก็เห็นได้ (แล้วแต่จะเห็นมุมไหน)
ดังนั้น วันนี้ ในฐานะของ พระคริสต์องค์น้อย ผู้เชื่อจึงควรกลับมาพิจารณาตัวเองว่า เราเห็นตัวเองรวมถึงคนและสิ่งต่างๆรอบตัวของเรา ตามความจริงแท้ในสิ่งที่เรา(หรือเขา)เป็น หรือว่าเราเห็นเพียงสิ่งที่จริงในชีวิตของเรา หรือบางคนไม่เห็นอะไรเลย (พวกนี้ น่ากลัวว่าจะเห็นแต่สิ่งที่คิดว่าจริง (illusion))
หากว่าเราเองมีทัศนคติต่อ พระคัมภีร์ ว่าเป็นหนังสือเล่มหนึ่ง เราก็จะเพียงแค่อ่านหนังสือที่ดีอีกเล่มหนึ่ง แต่หากเรามีท่าทีว่า พระคัมภีร์ คือ คำพูดศักสิทธิ์ของพระเจ้า เราจะเห็นฤทธิ์เดชของพระวจนะคำของพระเจ้า
หากวันนี้ เราตั้งใจจะเป็นอีกคนหนึ่งที่เห็นสิ่งต่างๆในโลกนี้ ตามความจริงแท้ของมัน จงให้พระคัมภีร์เข้ามาสร้าง เข้ามาเปลี่ยนมุมมองของท่าน จงเริ่มต้นเสียแต่วันนี้ ด้วยการยอมให้พระคัมภีร์อ่านเรา
** ใช้แบ่งปันในกลุ่ม พ.11 ก.พ.2009**
วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
Fellowship Series #1: การวางแผน
"...ด้วยว่าซึ่งเราทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อ และมิใช่โดยตัวเราทั้งหลายกระทำเอง แต่พระเจ้าทรงประทานให้ ความรอดนั้นจะเนื่องด้วยการกระทำก็หามิได้ เพื่อมิให้คนหนึ่งคนใดอวดได้..." เอเฟซัส 2:8-9
เราคงเคยได้ยินเรื่องการวางแผนมามากมาย ชีวิตเรามีการวางแผนอยู่เสมอ ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ แผนและการวางแผนจึงเป็นเรื่องใกล้ตัวสำหรับคนทุกคนอย่างมาก
แผนที่ดี มีองค์ประกอบพื้นฐาน 3 อย่าง ได้แก่
1. การมีเป้าหมายชัดเจน
2. การตระหนักถึงจุดที่ยืนอยู่
3. การมองเห็นความเป็นไปได้ของเส้นทาง
การมีเป้าหมายที่ชัดเจน หรือการมีวิสัยทัศน์ คือ การเห็นภาพในความคิดในทุกรายละเอียดของสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เป้าหมายเรายิ่งชัดเรายิ่งรู้ว่า มีอะไรที่เราจะต้องลงมือทำบ้าง
พระเจ้าเองก็มีเป้าหมายที่ชัดเจน และที่สำคัญ เป้าหมายของพระเจ้าไม่ใช่มโนภาพในความคิดของพระองค์ แต่เป็นเรื่องจริงที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เป้าหมายของพระเจ้า คือ ให้มนุษย์ทั้งปวงรอดจากผลของความบาป ได้กลับมารู้จักและมีสัมพันธ์สนิทกับพระเจ้าอีกครั้ง
การตระหนักถึงจุดที่ยืนอยู่ สำคัญมาก การประเมินตัวเองอย่างตรงไปตรงมา ทำให้เรารู้ขีดจำกัดและความสามารถของเราอย่างครบถ้วน ทำให้เรารู้ว่า เราทำอะไรได้บ้าง และทำได้แค่ไหน ซึ่งจะมีผลต่อการกำหนดวิธีการเพื่อให้ได้มาซึ่งเป้าหมายนั้นๆ
เป็นที่แน่นอนอย่างไม่ต้องสงสัยว่ามนุษย์ทุกคนเป็นคนบาปและเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า เราถูกแยกออกจากพระเจ้าและไม่สามารถกลับไปหาพระองค์ได้ด้วยตัวของเราเอง
ความเป็นไปได้ของเส้นทาง/วิธีการ เป็นการพิจารณาที่ต้องอาศัยการฝึกฝน เพราะเรากำลังคิดถึงเรื่องในอนาคตด้วยข้อมูลในปัจจุบัน ดังนั้นจึงต้องระลึกไว้เสมอว่า แผนสามารถเปลี่ยนได้หากสมมติฐานของปัจจัยกำหนดเปลี่ยน แต่ไม่ได้หมายความว่า เราควรจะเปลี่ยนแผนบ่อยและทันที หากมีปัจจัยเปลี่ยน ต้องอย่าลืมว่า วิธีการ เป็นเพียงเครื่องมือเพื่อให้เป้าหมายบรรลุสำเร็จตามต้องการ
พระเจ้าทรงมีวิธีการที่หลากหลายเพื่อนำมนุษย์กลับมาหาพระเจ้า จนสุดท้าย ด้วยเพราะความดื้อดึงของมนุษย์ที่พระองค์ทรงรู้จักจิตใจของเขา พระองค์จึงทรงเตรียมชีวิตของพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์ให้เป็นค่าไถ่ เพื่อที่เราทั้งหลายจะรอดได้ ผ่านทางความเชื่อเท่านั้น วิธีการที่ง่ายที่สุด นั่นคือการใช้ความเชื่อ กระนั้น บางคนก็ยังมองว่ามันง่ายไป
หากวันนี้ แม้ทุกเช้าในการไปทำงาน ซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ เรายังมีการวางแผนการเดินทาง แล้วกับเส้นทางชีวิตของเราซึ่งไม่ได้มีเพียงแค่ชีวิตที่อยู่บนโลกนี้ แต่รวมถึงชีวิตหลังความตายอีกนานตราบนิรันดร์ เราเองจะไม่ใส่ใจวางแผนชีวิตนิรันดร์ของเราหรือ
ขอบคุณพระเจ้า ที่วันนี้ พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุดแห่งสากลจักรวาล ได้ทรงเปิดเผยแผนการที่ไม่อาจมีมนุษย์คนไหนสามารถทำได้ นั่นคือ แผนการความรอดนิรันดร์ พระองค์ทำในส่วนของพระองค์ในการช่วยกู้เราเรียบร้อยแล้ว คือ การวายพระชนม์และฟื้นในวันที่สาม ที่เหลือจึงเป็นส่วนของเรา ที่จะเลือกเชื่อและรับไว้
หากแผนนี้ถูกวางโดยพระเจ้าพระผู้สร้าง พระองค์ย่อมรู้ข้อมูลของทุกคนและทุกสิ่งเป็นอย่างดี เพราะพระองค์อยู่เหนือกาลเวลา พระองค์เป็นทั้งเบื้องต้นและเบื้องปลาย ดังนั้น เราเองจึงควรรับโอกาสนี้ที่พระเจ้าประทานให้ผ่านทางความเชื่อ ร่วมอยู่ในแผนแห่งความรักขององค์พระผู้เป็นเจ้า กลับมาร่วมรับมรดกของพระเจ้า จากสิทธิในฐานะการเป็นบุตรของพระเจ้าอีกครั้งหนึ่ง
แน่นอนที่สุด แผนนี้ไม่มีพลาด ไม่มีเปลี่ยน ไม่มีล้ม สำเร็จแน่นอน เอเมน
** ใช้แบ่งปันในกลุ่ม พุธที่ 4 ก.พ. 2009 **
เราคงเคยได้ยินเรื่องการวางแผนมามากมาย ชีวิตเรามีการวางแผนอยู่เสมอ ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ แผนและการวางแผนจึงเป็นเรื่องใกล้ตัวสำหรับคนทุกคนอย่างมาก
แผนที่ดี มีองค์ประกอบพื้นฐาน 3 อย่าง ได้แก่
1. การมีเป้าหมายชัดเจน
2. การตระหนักถึงจุดที่ยืนอยู่
3. การมองเห็นความเป็นไปได้ของเส้นทาง
การมีเป้าหมายที่ชัดเจน หรือการมีวิสัยทัศน์ คือ การเห็นภาพในความคิดในทุกรายละเอียดของสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เป้าหมายเรายิ่งชัดเรายิ่งรู้ว่า มีอะไรที่เราจะต้องลงมือทำบ้าง
พระเจ้าเองก็มีเป้าหมายที่ชัดเจน และที่สำคัญ เป้าหมายของพระเจ้าไม่ใช่มโนภาพในความคิดของพระองค์ แต่เป็นเรื่องจริงที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เป้าหมายของพระเจ้า คือ ให้มนุษย์ทั้งปวงรอดจากผลของความบาป ได้กลับมารู้จักและมีสัมพันธ์สนิทกับพระเจ้าอีกครั้ง
การตระหนักถึงจุดที่ยืนอยู่ สำคัญมาก การประเมินตัวเองอย่างตรงไปตรงมา ทำให้เรารู้ขีดจำกัดและความสามารถของเราอย่างครบถ้วน ทำให้เรารู้ว่า เราทำอะไรได้บ้าง และทำได้แค่ไหน ซึ่งจะมีผลต่อการกำหนดวิธีการเพื่อให้ได้มาซึ่งเป้าหมายนั้นๆ
เป็นที่แน่นอนอย่างไม่ต้องสงสัยว่ามนุษย์ทุกคนเป็นคนบาปและเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า เราถูกแยกออกจากพระเจ้าและไม่สามารถกลับไปหาพระองค์ได้ด้วยตัวของเราเอง
ความเป็นไปได้ของเส้นทาง/วิธีการ เป็นการพิจารณาที่ต้องอาศัยการฝึกฝน เพราะเรากำลังคิดถึงเรื่องในอนาคตด้วยข้อมูลในปัจจุบัน ดังนั้นจึงต้องระลึกไว้เสมอว่า แผนสามารถเปลี่ยนได้หากสมมติฐานของปัจจัยกำหนดเปลี่ยน แต่ไม่ได้หมายความว่า เราควรจะเปลี่ยนแผนบ่อยและทันที หากมีปัจจัยเปลี่ยน ต้องอย่าลืมว่า วิธีการ เป็นเพียงเครื่องมือเพื่อให้เป้าหมายบรรลุสำเร็จตามต้องการ
พระเจ้าทรงมีวิธีการที่หลากหลายเพื่อนำมนุษย์กลับมาหาพระเจ้า จนสุดท้าย ด้วยเพราะความดื้อดึงของมนุษย์ที่พระองค์ทรงรู้จักจิตใจของเขา พระองค์จึงทรงเตรียมชีวิตของพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์ให้เป็นค่าไถ่ เพื่อที่เราทั้งหลายจะรอดได้ ผ่านทางความเชื่อเท่านั้น วิธีการที่ง่ายที่สุด นั่นคือการใช้ความเชื่อ กระนั้น บางคนก็ยังมองว่ามันง่ายไป
หากวันนี้ แม้ทุกเช้าในการไปทำงาน ซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ เรายังมีการวางแผนการเดินทาง แล้วกับเส้นทางชีวิตของเราซึ่งไม่ได้มีเพียงแค่ชีวิตที่อยู่บนโลกนี้ แต่รวมถึงชีวิตหลังความตายอีกนานตราบนิรันดร์ เราเองจะไม่ใส่ใจวางแผนชีวิตนิรันดร์ของเราหรือ
ขอบคุณพระเจ้า ที่วันนี้ พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุดแห่งสากลจักรวาล ได้ทรงเปิดเผยแผนการที่ไม่อาจมีมนุษย์คนไหนสามารถทำได้ นั่นคือ แผนการความรอดนิรันดร์ พระองค์ทำในส่วนของพระองค์ในการช่วยกู้เราเรียบร้อยแล้ว คือ การวายพระชนม์และฟื้นในวันที่สาม ที่เหลือจึงเป็นส่วนของเรา ที่จะเลือกเชื่อและรับไว้
หากแผนนี้ถูกวางโดยพระเจ้าพระผู้สร้าง พระองค์ย่อมรู้ข้อมูลของทุกคนและทุกสิ่งเป็นอย่างดี เพราะพระองค์อยู่เหนือกาลเวลา พระองค์เป็นทั้งเบื้องต้นและเบื้องปลาย ดังนั้น เราเองจึงควรรับโอกาสนี้ที่พระเจ้าประทานให้ผ่านทางความเชื่อ ร่วมอยู่ในแผนแห่งความรักขององค์พระผู้เป็นเจ้า กลับมาร่วมรับมรดกของพระเจ้า จากสิทธิในฐานะการเป็นบุตรของพระเจ้าอีกครั้งหนึ่ง
แน่นอนที่สุด แผนนี้ไม่มีพลาด ไม่มีเปลี่ยน ไม่มีล้ม สำเร็จแน่นอน เอเมน
** ใช้แบ่งปันในกลุ่ม พุธที่ 4 ก.พ. 2009 **
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)