แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระคุณ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระคุณ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

การทดลองของพระเจ้า

เมื่อผมยังเด็ก ผมถูกสอนว่า การทดสอบมาจากพระเจ้า การทดลองมาจากมาร
การทดสอบมีเพื่อให้เราผ่าน เป็นน้ำพระทัยของพระเจ้าให้เราเจอ
ส่วนการทดลองนั้น มีเพื่อให้เราล้มลง เป็นเจตน์จำนงค์ของซาตาน...

ผมเชื่ออย่างนั้นสุดใจ...

ผ่านไปราวสิบกว่าปี เมื่อความคิดเริ่มเติบใหญ่ขึ้น เริ่มอ่านพระคัมภีร์เองเป็น
กรณีคลาสสิคของชีวิตท่านโยบ การเข้าถิ่นทุรกันดารของพระเยซู
รวมถึงคำอธิษฐาน ณ สวนเกซเซมาเน และ ที่เนินเขาโกละโกธาของพระองค์ด้วย
ความจริงที่บันทึกอยู่ในพระคัมภีร์เหล่านี้ เริ่มสร้างความสับสนให้กับผมทีละน้อยๆ
มีหลายคำถามที่ไม่สามารถหาคำตอบได้อย่างกระจ่าง แม้ฟังดูเป็นคำถามพื้นๆ ธรรมดา
ผมเริ่มเห็นว่า สิ่งที่อยู่ในพระคัมภีร์ แม้จะคล้ายๆ กัน แต่มันช่างไม่สอดคล้องกับสิ่งที่เคยถูกสอนมาเสียจริง

ยิ่งเมื่อมาอ่านพระคัมภีร์ในภาษาเดิม และฉบับคิงเจมส์
ยิ่งพบความขัดแย้งในการตีความและความผิดพลาดในการแปล
รวมทั้งยังมีการลดทอนความหมายดั้งเดิมของพระคัมภีร์ไปมาก

ตอนนั้น ผมเริ่มมองว่า ทั้งการทดสอบและการทดลองนั้น
ต่างก็เป็นเหตุการณ์เดียวกันที่ล้วนอยู่ในการดูแลของพระเจ้า
พระเจ้าอยากให้เราผ่านและเรียนรู้จากสถานการณ์นั้นๆ
ขึ้นอยู่กับความเชื่อของเรา ว่าจะเป็นเช่นไร
หากเราเชื่อว่าเป็นสถานการณ์ที่มาจากพระเจ้า เราก็จะมีกำลังและผ่านพ้นไปได้
แต่หากเราเชื่อว่า มาจากมาร เราก็จะล้มลง
เข้าทำนองว่าในสถานการณ์เดียวกัน จะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับเราเลือกเชื่อและเลือกมอง
เหมือนกับว่าเป็นคนละด้านของเหรียญ ซึ่งจะเป็นพรต่อเราหรือไม่ ก็ขึ้นกับสายตาและมุมมองของเราเอง

มาถึงวันนี้ เมื่อเช้านั่งๆอยู่ ก็มีความคิดก็ผุดขึ้นมาในใจว่า พระเจ้านี่อยากให้เรารู้จักตัวเองนะ
ข้อพระคัมภีร์หลายข้อผุดขึ้นมาในหัว (ใจ) อย่างต่อเนื่อง
ให้เห็นว่าพระเจ้านี่เป็นนักลองใจตัวยง (แต่พระองค์ไม่ได้ล่อลวงเราให้หลงนะ)
พูดยังงี้ ไม่ได้บอกว่าผมจะไปทำแบบพระเจ้า ด้วยการเที่ยวไปลองใจคนนู้นคนนี้นะครับ

พระเจ้าลองใจเรา เพื่อให้เรารู้จักตัวเอง เพื่อประโยชน์ของเรา
มากไปกว่านั้น พระเจ้าจัดสถานการณ์ต่างๆได้อย่างพอเหมาะกับเรา
ซึ่งมันไม่มีมนุษย์หน้าไหนทำได้เช่นพระองค์

ผมเชื่อว่า การทดลองของพระเจ้าจึงไม่ใช่เรื่องของการสอบผ่านหรือสอบตก
แต่เป็นเรื่องของการรู้จักตัวเอง ยอมรับตัวเอง และรับการฝึกฝนชีวิต
เพื่อเราจะได้แข็งแรงและมั่นคงขึ้นในพระคุณของพระเจ้า

นอกจากเรื่องการทดลองของพระเจ้า ยังมีอีกหลายต่อหลายเรื่องที่ผมเคยถูกสอนมา
ไม่ใช่ว่าทั้งหมดนั้นผิด แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมดนั้นถูก
เพียงแต่ส่วนใหญ่จะถูกแปรรูปและปนเปื้อนความคิดวิธีการของมนุษย์ลงไปแล้ว
และถูกนำเสนอมาในรูปแบบ อาหารบริสุทธิ์ ซึ่งมันทำให้ผมไม่ได้ระวังตัว
ยิ่งนานวันที่กินเข้าไป ก็สะสมพิษเอาไว้โดยที่ผมไม่รู้ตัว
กลายเป็นกรอบหนาๆ ที่ส่งผลต่อหลักความเชื่อและการมองโลกในชีวิตของผมอย่างมากอยู่หลายปี

บ่อยครั้งทีเดียว ที่มันทำให้ผมไปจดจ่ออยู่กับเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ
ยกตัวอย่าง เช่น คำถามประเภท ทำงานที่ไหนคือน้ำพระทัยพระเจ้า
ใครคือคู่น้ำพระทัย ทำอย่างไรจึงจะถวายเกียรติพระเจ้า อะไรที่ล้วนผิวเผินทำนองนี้
เราคิดเยอะไป (แบบคนไม่มีพระเจ้าคิด) เยอะจนเหนื่อย
ทั้งที่เรื่องน้ำพระทัยพระเจ้านั้นเรียบง่ายจนน่าตกใจ คือ คุณเชื่ออย่างไร คุณทำอย่างนั้น
(ขอย้ำว่าเชื่อ มิใช่ งมงาย และคุณต้องยินดีรับผลของความเชื่อของคุณด้วยนะ)
รวมถึงเรื่องอื่นๆ ที่คำตอบของพระเจ้าล้วนเรียบง่ายแต่ทว่าลึกซึ้ง...

ความผิดพลาดล้มเหลว มันเป็นเรื่องปกติของชีวิต
พระเจ้าทรงครอบครองและควบคุมอยู่ ไม่ใช่ตัวเรา
แผนการณ์และความคิดอาจจะเป็นของเรา แต่คำตอบก็มาจากพระเจ้า จริงไหม

ไม่ต้องกลัวว่าจะผิดพลาด จงกล้าหาญที่จะยอมรับความล้มเหลว
เพราะพระเจ้าทรงใช้ทุกอย่างร่วมกันเพื่อเป็นผลดีแก่เรา
พระเจ้าผู้ทรงเฝ้าระวังชีวิตของเราอยู่ไม่เคยหลับ พระองค์พร้อมช่วยเราเสมอ
พระเจ้าทรงอยู่ใกล้แค่คืบ พระเจ้าทรงใส่ใจเรา เส้นผมเราทุกเส้นก็ทรงนับไว้แล้ว
พระองค์เป็นพระเจ้าของคนเป็นมิใช่คนตาย พระเจ้าทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นผู้ช่วยเรา
พระเจ้าไม่ได้มาเพื่อช่วยคนที่แข็งแรงดี แต่พระองค์มาแสวงหาคนที่บาดเจ็บฟกช้ำ เพื่อช่วยให้เขาหายดี...
ถ้าจะให้ผมเขียนต่อ ก็คงเขียนได้อีกหลายหน้า

ลองเปิดกะโหลกหนาๆ ออกซักนิด อาจจะเห็นชีวิตที่พระเยซูทรงให้เราแล้วอย่างบริบูรณ์ชัดเจนมากขึ้น

ไม่ต้องคิดเผื่อใคร ซุงทั้งท่อนในตาตัวเราเองนี่แหล่ะ เอาออกก่อนเลย

บทความนี้ ไม่ได้จะเขียนว่าใคร ออกจะเขียนเตือนใจตัวเองด้วยซ้ำ
และอยากจะแบ่งปันว่าตอนนี้ผมเชื่ออย่างนี้นะ หากจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นบ้าง ผมก็ดีใจด้วย
แต่หากทำใครให้รู้สึกระคายเคือง ก็ขออภัยล่วงหน้านะครับ

ขอพระเจ้าอวยพรทุกหัวใจที่รักและแสวงหาพระองค์
ให้มีเสรีภาพแท้ (ซึ่งได้รับมาแล้ว) ในการใช้ชีวิต (นิรันดร์) ร่วมกับพระเยซูคริสต์ครับ

วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

to honour You...

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ไปร่วมงาน Pray & Worship Party by Newsong Bangkok
หลังจากอิ่มหมีพีมันแล้ว ระหว่างนมัสการ เพื่อนเราคนนึงที่ร้องเพลงอยู่บอกว่า ที่เราร้องเพลงว่า ขอถวายเกียรติแด่พระเจ้าในทุกสิ่งที่เราทำน่ะ เราทำอย่างนั้นจริงๆหรือเปล่า หรือแค่ร้องเป็นเพลงเท่านั้น ให้เราได้สำรวจชีวิตของเราด้วยกัน...

ซึ่งก่อนหน้านั้น เพลงหนึ่งที่เราร้อง มีประโยคหนึ่งที่บอกว่า You are the humble King...

ผมตระหนักมากขึ้นว่า มนุษย์อย่างเราๆ ไม่อาจพูดได้ว่า I'm good ดั่งเช่นที่พระเจ้าบอกเราว่า พระองค์นั้นดี
ความดีของเรานั้น ไม่ได้ขึ้นกับ การตะเกียกตะกาย ของเราในการ พยายาม ทำหรือไม่ทำสิ่งใด ให้ไปถึงพระองค์ หรือเป็นเหมือนพระองค์ได้ ต่อให้เราพยายามมากขนาดไหน เราก็ทำไม่ได้ เราไม่สามารถดีพร้อมจนปราศจากข้อตำหนิได้

ไม่ใช่การพยายามเหยียดตัวเองให้สูงขึ้น แต่คือการหยุด และยอมรับการช่วยเหลือด้วยความรัก และพระเมตตาของพระองค์
เพราะแท้จริงแล้ว พระเจ้าได้ทรงน้อมตัวเองลงมาหามนุษย์อย่างเราแล้ว พระองค์ได้ทรงมาเพื่อช่วยเราให้เป็นคนดีแล้ว

ดังนั้น คริสเตียน จึงไม่จำเป็นต้องพยายามทำดี หรือพยายามเป็นคนดี
เราไม่สามารถพยายามเป็นใครที่เราเป็นอยู่แล้วได้

การถวายเกียรติพระเจ้า จึงไม่ใช่การทำอะไร "เยอะๆ" เพื่อเชิดชูพระองค์ แต่เป็นการสะท้อนและส่งผ่าน "ชีวิตของพระองค์" ที่เราได้รับมาจากพระเจ้า เป็นการดำเนินชีวิตประจำวันปกติที่แตกต่างจากโลก

แตกต่าง... ไม่ใช่เพราะเราทำต่าง แต่เพราะตัวเราที่ต่าง
แน่นอน เพราะสิ่งที่เราเป็น ไม่ใช่เป็นของโลกนี้ หลายสิ่งที่เราทำจึงต่างจากโลกนี้โดยปริยาย
แต่ก็นั่นแหล่ะนะ สิ่งที่เราเป็นต่างหากที่สำคัญ

ขอพระเจ้าช่วยให้เรา...
หยุด ตะเกียกตะกายดิ้นรนพยายามเพื่อพระเจ้า
ยอม จำนนต่อความจริงและพระประสงค์ของพระเจ้า
รับ พระคุณและการช่วยเหลือจากพระเจ้า
รู้ ตัวเราเองเป็นใคร และพระเจ้าคือใคร
รัก พระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ กำลัง และความคิด

ให้เราได้มีประสบการณ์ส่วนตัว ในการถวายเกียรติแก่พระเจ้าในทุกสิ่งที่ทำ
และให้เราได้รู้จักความยินดี ที่พระองค์ประทานให้ เนื่องจากเราดำเนินชีวิตถวายเกียรติแด่พระบิดาของเรา

เอเมน เอเมน

วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ศิลามุมเอก

ศิลามุมเอก เป็นก้อนหินที่แข็งมาก แข็งจนเกินกว่าช่างก่อจะเอามาสกัดให้เป็นรูปร่างตามต้องการ เพื่อใช้ในการก่อสร้างได้
เพราะความแข็งเกินไปในสายตาของช่างก่อสร้างนี้แหล่ะ หินก้อนนี้จึงถูกทิ้งขว้าง

มองอีกมุมหนึ่ง หินแต่ละก้อนมีลักษณะที่แตกต่างกัน ไม่ใช่ทุกก้อนจะสามารถนำมาสกัดเพื่อใช้ก่อผนังได้ทั้งหมด
เปรียบเหมือนคนที่แตกต่างกัน
สำหรับคนบางคน คงยากไปที่จะหยิบเขามาก่อเป็นกำแพงของคริสตจักร

อาจเนื่องด้วยว่า เขาแข็งแรงเกินกว่าจะทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของกำแพง
อาจเพราะพระเจ้ามีพระประสงค์อันดี สร้างให้เขาแข็งแรง ให้เขาทนทาน เพื่อเขาจะทำหน้าที่เป็นผู้คำ้ยันกำแพงพระวิหาร
หากไม่มีศิลามุมเอก วิหารก็ไม่แข็งแรง และง่ายต่อการพังทลาย

ช่างก่อที่ไม่ยอมรับความจริง ยังดึงดันจะใช้ศิลาแบบนี้มาก่อผนังให้ได้
ยังคงพยายาม "สกัด" ทุกวิถีทาง เพื่อให้ได้ก้อนหินรูปร่างดั่งใจ
แม้จะทุ่มเทแรงทั้งตัวล้มทับเพื่อให้ศิลานั้นแตก ก็คงมีแต่ตัวเขาเองที่เจ็บตัว อาจถึงขั้นกระดูกหักได้ทีเดียว

กระนั้นก็ยังคงดีกว่า เพราะหาก ศิลาแบบนี้ตกทับผู้ใด คงไม่ใช่แค่เจ็บตัวเท่านั้น
พระคัมภีร์บอกว่า ถึงขั้นแหลกละเอียดกันเลยทีเดียว

แต่พระเยซูก็บอกเราไว้ด้วยแหล่ะนะ เมื่อวิหารที่สร้างด้วยมือมนุษย์พังลง พระองค์จะก่อขึ้นใหม่ภายใน 3 วัน...
ก่อขึ้นด้วยพระคุณของพระองค์ ณ ไม้กางเขนนั้น

เอ... วันนี้ ชีวิตของเราเป็นวิหารแบบไหนกัน สร้างด้วยน้ำมือมนุษย์ หรือถูกก่อขึ้นด้วยพระคุณของพระเจ้า

วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

พระคุณพระเจ้า

ช่วงนี้อ่านพระธรรมลูกาอยู่ อ่านแล้วได้เห็นมุมมองใหม่ๆอะไรบางอย่าง เกี่ยวกับ "พระคุณของพระเจ้า" เลยนำมาแบ่งปันกัน

ลก.15
(1-7) แกะ ไม่เพียงเป็นสัตว์เลี้ยงพื้นฐานตามบริบทยิวสมัยนั้น (เหมือนการเลี้ยงควายในบ้านเรา) แกะเป็นสัตว์เศรษฐกิจ เป็นทรัพย์สินลงทุน และเป็นสิ่งหนึ่งในการแสดง ฐานะ ทางสังคม

(8-10) เงิน เป็นเครื่องยังชีพจำเป็นกับชีวิตประจำวัน แกะหายยังอยู่ได้ แต่เงินหายนี่อยู่ลำบาก พื้นฐานเรื่องทางกายภาพจะได้รับการกระเทือนไปหมด คล้ายๆกับ เวลาไม่มีเงิน แล้วเจอเหรียญสิบซักเหรียญบนพื้น ความรู้สึกจะคล้ายๆอย่างนั้น

(11-32) แต่กับหัวอกพ่อแม่ ลูกเป็นดั่งแก้วตาดวงใจ ยิ่งกว่าทรัพย์สินเงินทองมากนัก การได้ลูกกลับมาอยู่ด้วยกัน หลังจากที่ไม่ได้ยินข่าวคราว หรืออาจจะต้องเตรียมใจว่าลูกอาจตายไปแล้ว ความเปรมปรีดิ์จะมากล้นพ้นกว่าการได้แกะ ได้เงิน กลับคืนมาซักเท่าใด

สมบัติหาย เงินหาย ลูกหาย หากได้กลับมา มนุษย์ยังยินดี แต่หากมนุษย์ได้กลับสู่อ้อมอกของพระบิดาในสวรรค์ ชาวสวรรค์คงร่วมปรีดากับพระเจ้าอย่างล้นหลามทีเดียว
-----------------------------------------

ลก.16
(1-13) เมื่อมีคนร้องเรียนความผิด นายก็ไต่สวน แต่ระหว่างไต่สวนก็ไม่ให้ทำหน้าที่แล้ว คนต้นเรือน ก็ยังใช้ความฉลาดแบบโลก ใช้สมบัติของโลก เพื่อสำแดงพระคุณกับคนในโลก เพื่อให้เขายังสามารถดำเนินชีวิตอยู่ในโลกนี้ได้ แต่พระเยซูไปไกลกว่านั้น คือ ให้เราใช้สมบัติของโลก (อย่าไปใช้คำว่า สมบัติอธรรมนะครับ คงไม่ใช่่แค่งงและสับสนกับความหมาย แต่ยังจะอายเขาด้วย) ในการสำแดงพระคุณนำคนเข้าอาณาจักรสวรรค์

(19-31) พระเจ้าเองก็ปรารถนาให้เราสำแดงพระคุณต่อกัน ดั่งกรณีเศรษฐีและลาซารัส พระองค์ตรัสและสำแดงผ่านผู้เผยพระวจนะมาตลอด แต่เศรษฐีไม่เห็นความจำเป็น ครั้นเมื่อตายไป พระเจ้าก็ยังคงมีเมตตาเขาอยู่ แต่เขาเองก็ต้องรับผล ตามระบบความยุติธรรมของพระเจ้า ถึงเวลานั้น แม้พระเจ้ายังปรารถนาให้พระคุณกับเขาเหมือนเดิม แต่เขาเองกลับรับไม่ได้เสียแล้ว แม้เขาเองก็ปรารถนาจะรับพระคุณนั้นด้วยเช่นกัน
-----------------------------------------

ลก.17
(1-6) ถ้าใครทำผิดต่อเรา และเขากลับใจแล้ว มีพระคุณต่อเขา ให้อภัยเขาดีกว่า แม้จะผิดซ้ำผิดซาก แต่หากเขาบอกว่า "ฉันกลับใจแล้ว" ก็ต้องให้อภัยเขา พระเยซูเตือนแล้ว "จงระวังให้ดี" พระองค์คงรู้ว่า มันคงยากที่เราจะเชื่อ และง่ายที่จะตัดสิน ง่ายที่จะเผลอลืมให้พระคุณกับคนอื่นเปล่าๆง่ายๆ เหมือนที่เราได้รับมา

(7-10) แต่ถึงกระนั้น ก็ต้องแยกให้ชัดว่า อะไรคือ "พระคุณ" อะไรคือ "หน้าที่" จะมาอ้างว่า เป็นการประพฤติที่กอปรด้วยพระคุณไม่ได้ หากสิ่งนั้นสมควรประพฤติเนื่องจากเป็นหน้าที่ตามบทบาทของเรา

(11-19) หัวใจของการขอบคุณ จึงไม่ได้เกิดจาก "ความรู้" ว่าต้องทำอะไรเป็นการขอบคุณ แต่เกิดจาก "ความซาบซึ้ง" ในพระคุณ ซึ่งจะแสดงออกเป็นการกระทำที่บางครั้ง อาจดูแปลกตา ประหลาดใจผู้คนอยู่บ้าง
-----------------------------------------

สุดท้าย กับ ศักเคียส ใน ลก.19 ซึ่งน่าจะเป็นคนที่ดังมากในหมู่พี่น้องโบสถ์ความหวัง(เดิม) เพราะทุกคนที่ถูกสอนเรื่อง การกลับใจใหม่ มักไม่พ้นต้องพูดถึงคนๆนี้

(5) ผมถูกสอนว่า พระเยซูทรงรู้จักศักเคียสก่อน จึงเรียกชื่อเขาถูก แต่เป็นไปได้ไหม เนื่องจากศักเคียสเป็นคนดัง(2) และพฤติกรรมของเขาก็เด่นตา (ปีนขึ้นต้นมะเดื่อ) คนรอบข้างที่เห็นก็พูดถึงเขา พระเยซู อาจจะได้ยินชื่อเขาจากฝูงชนก็ได้
แต่สิ่งสำคัญ คือ พระองค์ทรงเห็นว่า ศักเคียส อยากเห็น อยากรู้จักพระองค์ พระองค์จึงทรงสำแดง "พระกรุณา" กับเขา ในการเข้าไปพักที่บ้านของเขา

(8) ผมถูกสอนว่า ศักเคียส ได้แสดงออกให้เห็นว่า เขากลับใจจริงๆ พระเยซูจึงพูดว่า(9) "วันนี้ความรอดมาถึงครอบครัวนี้แล้ว" แต่หากถอยกลับขึ้นไปอ่านข้างบน(7) เป็นไปได้ไหมว่า เสียงบ่นของคนทั้งหลายนั้นดังมากจนเข้าหูของศักเคียส เขาคงเกิดความละอายใจ สำนึกได้ และเกิดความตระหนักถึงความไม่สมควร ที่พระเยซูจะมาประทับกับเขา ให้เสื่อมเสียพระเกียรติ

ผมถูกสอนว่า ศักเคียสกลับใจอยู่ก่อนแล้ว จึงแสวงหา(3-4) และยินดี(6) อีกทั้ง ประกาศความตั้งใจอย่างชัดเจน(8) ในการดำเนินชีวิต ให้เราเอาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตว่ากลับใจใหม่จริง แต่วันนี้ ผมกลับคิดอีกแบบหนึ่ง ผมคิดว่า ศักเคียส ไม่ได้กลับใจอยู่ก่อนแล้ว(2) การบอกอาชีพและฐานะของเขาในพระคัมภีร์ ชี้ให้เห็นโดยนัยว่า (ครับ ผมตีความเอง) ศักเคียสเป็นคนบาปแน่ ซึ่งยืนยันได้จากสายตาของคนทั้งหลาย(7) ความยินดีของศักเคียส(6) เป็นความยินดีตามวิสัยของคนทั่วไป ที่ได้หน้าเมื่อคนดังมาพักกับตน หรืออาจเป็นไปได้ที่เขาจะได้คุยกับคนดัง ผมคิดว่า แรกเริ่ม ศักเคียสไม่ได้มองว่า พระเยซูเป็นใคร มากไปกว่าคนมีชื่อเสียงที่ประชาชนพูดถึงมากคนหนึ่งเท่านั้น

การกลับใจใหม่ของศักเคียส จึงน่าจะเกิดขึ้นหลังจากที่เขาได้ยินคนทั้งหลายบ่นว่า พระเยซูมาพักกับคนบาป แล้วเขาได้แสดงออกถึงท่าทีในการกลับใจใหม่นั้นด้วยคำพูดว่าเขาจะทำอะไร(8) เพื่อให้สมกับพระเกียรติของพระเจ้า ซึ่งพระเยซูเองก็ได้ชมเชยเขา และยืนยันว่าเขากลับใจแท้ ได้รับความรอดแล้ว(9-10)

ประเด็น คือ พระเยซูทรงสำแดงพระคุณ กับผู้ที่ไม่สมควรได้รับ ส่งผลให้ บุคคลนั้น เกิดความละอาย สำนึกได้ แล้วนำไปสู่การกลับใจใหม่จากจิตใจและความคิดของเขาเอง จน "คิดได้" ว่าตนสมควรทำสิ่งใดเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้าผู้ทรงมีพระคุณกับเรา

นอกจากนี้ ผมยังถูกสอนด้วยว่า แม้มีเส้นทางเข้าเยรูซาเล็มได้หลายทาง แต่พระเยซูทรงรู้ล่วงหน้าว่าจะมาพบศักเคียส (ด้วยว่าพระองค์เป็นพระเจ้าผู้ทรงสัพพัญญู) จึงเลือกเส้นทางผ่านเมืองเยรีโค... แค่สงสัยเฉยๆว่า ความคิดนี้ เป็นการช่วยเสริมความเป็นพระเจ้าให้กับพระเยซู มากกว่าที่พระคัมภีร์บรรยายไว้หรือไม่ แม้จะเป็นไปได้ แต่ไม่มีพระคัมภีร์กล่าวไว้ชัดๆ เป็นการเติมช่องว่างของเหตุการณ์ให้เต็มด้วยอคติแห่งความคิดที่หวังดีของเราหรือเปล่า แล้วถ้าอย่างนั้น... จะมีเรื่องอื่นๆอีกไหมที่เป็นแบบนี้ ซึ่งทำด้วยความหวังดีแต่ขาดความเข้าใจที่จริงแท้

ขอพระเจ้าทรงโปรดสำแดงพระคุณให้ตัวผมเองและเราทุกคนได้เห็นพระเยซูคริสต์อย่างถูกต้อง ผู้เป็นความจริงของพระเจ้าซึ่งโปรดสำแดงไว้แล้วในพระคัมภีร์ มากขึ้นทุกวันต่อวันด้วยเถิด เอเมน