วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2553

เพลงบทใหม่

วันนี้ไม่ได้จะเขียนถึงคริสตจักรแห่งหนึ่งที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในอเมริกา เป็นหนึ่งในไม่กี่แห่งที่มีลูกหลานของศิษยาภิบาลและคณะผู้ปกครองของคริสตจักรแบบเดิมไปอยู่ร่วมกันเยอะมาก โดยมีผู้ก่อตั้ง ชื่อ Dave Gibbon ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของ Rick Warren คนที่แต่งหนังสือ ชีวิตที่เคลื่อนไปด้วยวัตถุประสงค์ นั่นแหล่ะครับ เรายอมรับว่า เราเป็นชุมชนคริสเตียนที่ค่อนข้างแนว อยากรู้ว่าแนวอย่างไรคงต้องไปดูเอง แต่คนบางลัทธิความเชื่อ เขาคงไม่มาดู เพราะเขามองว่าโบสถ์นี้เป็นพวกนิวเอจ ไม่เป็นไรครับ ท่านจะว่าอย่างไรก็ได้ ก็ท่านไม่เคยแม้แต่จะมาเหยียบนี่ครับ

เข้าเรื่องดีกว่า วันนี้จะมาคุยให้ฟังว่า การร้องเพลงบทใหม่ เกี่ยวข้องกับ การมีวิสัยทัศน์ อย่างไร

เพื่อความเข้าใจตรงกัน เราคงต้องมาคุยกัน เรื่อง วิสัยทัศน์ก่อน เพราะถ้าเราเห็นภาพของคำว่า วิสัยทัศน์ ไม่ตรงกัน คงคุยไปไม่ถึงเรื่องเพลงบทใหม่แน่

ก่อนอื่น ขอหยิบยก บางส่วนจาก บทความ “องค์กรปรนัย ตัวชี้วัด และวิสัยทัศน์เฉลี่ยแบบสมานฉันท์” จาก คอลัมน์ คิดสลับขั้ว ของ นายแพทย์ โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ในนิตยาสารเวย์ (Way) ฉบับที่ 30 มาให้อ่านกันครับ

“...วิสัยทัศน์ที่ทำๆ กันตามองค์กรต่างๆ มีอยู่มากมายหลายแบบ แต่พอจะจัดประเภทได้เป็นกลุ่มๆ คือ วิสัยทัศน์แบบนายบ้าว่าตามนาย (นายไปเข้าคอร์สผู้บริหาร เกิดปิ๊งกับแนวคิดอะไรก็เอามาแต่งเป็นวิสัยทัศน์) วิสัยทัศน์แบบขอฮิตด้วยคน (ทุกองค์กรก็เลยอยากเป็นเลิศ และอยากเป็นระดับโลกกันหมด) วิสัยทัศน์แบบคำขวัญวันเด็ก (เน้นสัมผัสนอก-สัมผัสในให้คำคล้องจองเป็นหลัก) วิสัยทัศน์แบบศัพทานุกรม (เน้นการรวมเอาคำใหญ่ๆ ทั้งหลายที่ฟังดูดีมาแต่งเป็นวิสัยทัศน์)
กระบวนการได้มาซึ่งวิสัยทัศน์นั้น ส่วนใหญ่ก็พิกลพิการพอๆกับวิสัยทัศน์ที่ได้ ที่นิยมกันมากก็คือกระบวนการสร้างวิสัยทัศน์เฉลี่ยแบบสมานฉันท์...”

พอดีกว่าครับ สนใจหาอ่านเพิ่มเติมได้ตามแผงหนังสือคุณภาพ หรือ waymagazine.wordpress.com

ผมเคยเข้าใจว่า วิสัยทัศน์ คือ การมองเห็นภาพในอนาคตอย่างชัดเจน เป็นภาพสุดท้ายของเป้าหมายที่เราจะทำให้เกิดขึ้น พูดง่ายๆว่า อยากได้อะไร ก็ต้องเห็นในรายละเอียดว่าต้องทำอะไรบ้าง

แต่เมื่อไม่นานมานี้ ผมเข้าใจใหม่ว่า วิสัยทัศน์ หมายถึง การเห็นศักยภาพภายในที่อาจเป็นได้ และความเป็นไปได้ที่คนหรือสิ่งนั้น จะเกี่ยวข้องกับสิ่งอื่นอย่างไร พูดง่ายๆว่า เป็นการมองเห็นตัวตนที่แท้จริงของคน หรือ วัตถุประสงค์แท้จริงในการทรงสร้างสิ่งต่างๆ
หากเรามีวิสัยทัศน์ต่อสิ่งใด ก็จะสะท้อนออกมาทางความคิดและพฤติกรรมที่มีต่อสิ่งนั้น ส่งผลให้มุมมองและการปฏิบัติของเราต่อคนนั้น สิ่งนั้น หรือ แม้กระทั่งตัวเราเอง ถูกยกระดับขึ้นเหนือการตอบสนองจากภาวะปัจจุบันที่เป็นอยู่ ไปเป็นการตอบสนองตามภาวะที่แท้จริงๆ หรือ ที่อาจเป็นได้ หากมองจาก ณ ปัจจุบัน เช่น ถ้าเราเห็นน้องของเราเป็นผู้ใหญ่ แต่ทำตัวโยเย แทนที่เราจะดุให้เขาเลิกทำตัวโยเย เราก็จะพูดกับเขาดีๆว่า ทำตัวไม่สมกับที่เป็นเลย

การยกระดับทัศนคติและการปฏิบัตินี้ ส่งผลต่อการขยายขอบเขต ความคิด ชีวิต ความเชื่อ ส่งผลให้ โลกทัศน์เราได้รับการปรับเปลี่ยนใหม่ให้ขยายออก เห็นการเชื่อมโยงต่อกันระหว่างคนหรือสิ่งต่างๆมากขึ้น ช่วยให้เราเห็นพระเจ้ามากขึ้น รู้จักพระเจ้ามากขึ้น (อันที่จริง พระองค์ก็สำแดงพระองค์เหมือนเดิมอยู่แล้วนะ)

ช่วยให้เราเห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้ามากขึ้น... อย่ารีบเข้าใจผิดว่า หมายถึงการมีประสบการณ์ที่แสนล้ำลึกหวานชื่นดูดดื่มลึกซึ้งกับพระเจ้ามากขึ้นนะครับ พระเจ้าทรงทำพระราชกิจของพระองค์ (ในชีวิตผู้เชื่อแต่ละคน) เหมือนเดิม แต่ความเชื่อของเราต่างหาก ที่ช่วยให้เราเห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้ามากขึ้น

การมีประสบการณ์ใหม่ๆ ในความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ก็ช่วยให้เราแสดงการขอบพระคุณพระเจ้าด้วยการร้องเพลงบทใหม่ถวายพระองค์ได้ง่ายขึ้น

เพลงบทใหม่ จึงสะท้อนถึงชีวิตที่เติบโตขึ้นในความรักและการรู้จักพระเจ้าโดยตรง และชีวิตแบบนี้ ก็จะเห็นถึงวัตถุประสงค์ในการทรงสร้างสิ่งต่างๆมากขึ้น ก็จะช่วยให้เขามีวิสัยทัศน์ที่คมชัดขึ้น

ดังนั้น ปัญหาของการไม่มีเพลงบทใหม่ จึงไม่ใช่ว่าเกิดจากคนไม่มีประสบการณ์กับพระเจ้า (หรือข้อแก้ตัวที่ฟังไม่ขึ้นว่า ไม่รู้จะร้องอะไรบ้าง ร้องเพลงไม่เก่งบ้าง) แต่เกิดจากคนไม่รู้ตัวว่า ตัวเองมีประสบการณ์กับพระเจ้า ซึ่งมักเกิดจากการใช้กรอบความคิดของโลกหรือตัวเราเองในการใช้ชีวิต แทนที่จะใช้จิตใจของพระเจ้า (และผมบอกท่านได้เลยว่า บางคนที่บอกว่า ตัวฉันเองอ่านพระคัมภีร์ คิดตามพระคัมภีร์ เป็นผู้นำให้คำปรึกษาคนตามหลักการในพระคัมภีร์ คนเหล่านี้บางคนก็เพียงใช้ข้อความในพระคัมภีร์เพื่อกลบเกลื่อนความคิดแบบโลกของเขาเท่านั้น)

วิธีแก้ไขที่ง่ายที่สุด (แต่ไม่ทราบว่าจะถ่อมใจทำได้หรือเปล่า) คือ “การถ่อมใจ” เปิดใจอ่านพระคัมภีร์ เพื่อให้พระคัมภีร์อ่านเรา (ไม่ต้องมาพยายามเค้นว่าอ่านพระคัมภีร์แล้วได้อะไร) อธิษฐานตามพระคัมภีร์ซึ่งบันทึกไว้เป็นประสบการณ์โดยอ้อมเพื่อหนุนใจและท้าทายเรา ขอพระเจ้าให้เรามีประสบการณ์โดยตรงบ้าง เป็นเรื่องพื้นฐานของคริสเตียนทุกคนในการรู้จักพระเจ้า

ส่วนประเด็นเรื่อง พระคัมภีร์ฉบับไหนดีที่ถูกต้อง ไม่บิดเบือน ยังไม่ต้องกังวล เพราะพระเจ้าทรงเที่ยงแท้ และพระคัมภีร์เป็นพระคำของพระเจ้าผู้เที่ยงแท้จริง ย่อมเชื่อถือได้อย่างแน่นอน แต่หากเราคุยกับพระเจ้าโดยอ้างอิงคำพูดของพระองค์จากพระคัมภีร์ (หรือคำสอนของคริสตจักร ผู้ปกครอง ใครก็ตาม) แล้วพบความขัดแย้ง เราก็จะรู้ได้เองว่า ถ้อยคำนั้น ถูกบิดเบือน

เรื่องพระคัมภีร์ เราคงต้องใช้เวลาเพื่อจะรู้ได้เอง แต่ถ้าเป็นคำสอนของคน โดยเฉพาะคนที่บอกว่าตัวเองมีวิสัยทัศน์ ลองย่องไปฟังว่าเขาร้องเพลงบทใหม่กันบ้างหรือเปล่า แค่นี้ก็รู้แล้วว่ารู้จักพระเจ้าจริง หรือ แค่พูดอิงนิยาย

วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2552

พระเจ้าอวยพร! (whom God has blessed!)

เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา นั่งฟังเรื่องของโยเซฟ กับ มารี ที่นิวซอง
นึกถึงความรู้สึกของทั้ง 2 คน ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง
นึกถึงแรงกดดัน และความยากลำบากที่พวกเขาทั้งคู่อาจต้องเผชิญ

หลายคนเข้าใจว่า พระพรของพระเจ้า
หมายถึง ความราบรื่น ดูดี ร่ำรวย มีลูกหลานผลผลิตล้นหลาม
แต่ในอีกด้านหนึ่งซึ่งเขียนไว้ในพระคัมภีร์
แต่เรามักไม่ค่อยได้พูดถึงกัน
นั่นคือ ทุกสิ่งมีวาระ และเวลาของมัน
ทั้งอุปสรรค ปัญหา สถานการณ์ไม่เป็นใจ ความยากจน การขาดแคลน
และอีกมากมาย
เหล่านี้ล้วนเป็นพระคุณและพระพรของพระเจ้าทั้งสิ้น
ตราบเท่าที่เราเป็นประชากรของพระองค์

พระเจ้าอวยพรเรา เพราะเราเป็นลูกของพระเจ้า
ไม่ใช่ว่า
เพราะเรา "ทำ" อย่างที่พระเจ้าบอกไว้
แต่บุตรที่รู้จักบิดา เห็นบิดาทำอย่างไร
บุตรก็จะทำอย่างนั้น

ผมนึกถึงความยากลำบากที่เผชิญอยู่
นึกถึงบางคำพูดที่มีคนเคยพยายามจะบอกให้ผมเชื่อว่า
เพราะผมทำตัวไม่ดี พระเจ้าจึงไม่อวยพร
(ดังนั้น จงทำตัวให้(ดู)ดีซะ)

ผมนึกถึงรุ่นพี่คนหนึ่งที่รักกันมาก
เขาเคยเป็นผู้นำในคริสตจักรที่ผมเคยอยู่
เขาถูกไล่ออกจากมหาวิทยาลัย
เพราะการทุ่มเทให้กับสิ่งที่ เราถูกสอนให้เชื่อว่านั่นคือการรับใช้
นั่นทำให้เขาไม่เห็นด้วยกับนโยบายบางเรื่อง
พี่คนนี้ไม่ได้รับการโปรโมต และ ถูกลดตำแหน่งในที่สุด
เขาถูกมองว่าเป็นคนหลงหาย เป็นคนมีปัญหาความคิด
ถูกลงวินัยจากคริสตจักร
บทเรียนทุกเรื่องที่ผมเรียนกับพี่เขา
โดยเฉพาะที่เขาเขียนเอง ถูกห้ามไม่ให้เอาไปสอนต่อ
ทั้งที่บางเรื่อง จนทุกวันนี้ ผมยังไม่เห็นใครจะทำได้ดีเท่า

หลายปีผ่านไป
เขาไปอเมริกา หาทางจนได้ทุนเรียนต่อปริญญาเอก
เขาช่วยหลายคนให้ได้รู้จักพระเจ้า
เขาเป็นทีมบุกเบิกของการตั้งคริสตจักรที่นั่น

วันที่เขากลับมาเยี่ยมกรุงเทพ เขาแวะไปที่โบสถ์
เขาอยากเจอน้องๆที่เขาเคยดูแล
วันนั้น ศิษยาภิบาล กล่าวชื่นชมเขาบนเวที บอกว่า
พระเจ้าอวยพรเขามาก
หลังจากนั้น ใครต่อใครต่าง "อวย" เขาในทันที
ทั้งที่ ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา คนเหล่านี้บางคน
มีบางคนที่ยังพูดถึงเขาในทางไม่ดีอยู่เลย

เมื่อเร็วๆนี้ มีอีกคนหนึ่งโชว์ โครงการ ที่กำลังเริ่มต้นขึ้น
(หลังจากใช้เวลาเตรียมความพร้อมอยู่นาน)
มีคนเข้าไป "อวย" เกือบร้อยคน แต่เท่าที่ผมเห็น
มีเพียงพี่คนเมื่อกี้เพียงคนเดียว ที่กล่าวเรื่องจริงเตือนใจว่า
ชีวิตของคนคนนี้จะเปลี่ยนไป...

เวลาที่เราต้องทำอะไรในสิ่งที่เราเชื่อ
แม้มันจะดูขัดแย้งกับความคิดเห็น
ตรรกะ เหตุผล ความสมเหตุสมผล
ประสบการณ์ในอดีต
ขนบธรรมเนียม ประเพณี ค่านิยม
นโยบาย หรือแม้แต่กฎหมายของมนุษย์

นอกจากต้องตรวจสอบกับความจริง ความสมจริง และความจริงใจแล้ว
พึงตระหนักไว้เลยว่า ไม่มากก็น้อยที่เราจะต้องเจอกับแรงเสียดทาน
อาจเป็นทางกาย ทางจิตใจ ทางความคิด ทางจิตวิญญาณ
ทั้งในขณะที่รู้ตัว และไม่รู้สึกตัว

แต่หากเรามั่นใจแล้วว่า
เรากำลังรักพระเจ้า
เรากำลังทำตามความจริงของพระเจ้าที่มีอยู่ในพระคัมภีร์
เรากำลังทำตามเสียงที่อยู่ภายใน
เรากำลังใช้ชีวิตสอดคล้องกับพระเจ้าที่เรารู้จัก
ทีสำคัญ เราไตร่ตรองแล้วว่า
เราจะกล้าบอกพระเจ้าในวันสุดท้ายว่า ทำดีกว่านี้ไม่ได้แล้ว

แม้จะมีความกลัวและหวาดหวั่น (ซึ่งเป็นเรื่องปกติของขั้นตอนในการเติบโต)
แต่
จงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด
เพราะพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับเรา

จงรู้จักพระเจ้า
พระองค์เป็นพระเจ้าผู้ทรงเริ่มต้นสิ่งดีไว้ในชีวิตเราแล้ว
พระองค์จะเป็นผู้ทำให้เราเติบโต (ด้วยวิธีการของพระองค์ อย่างเฉพาะตัวสำหรับเรา)
พระองค์จะเป็นผู้นำพาเราไปถึงความสำเร็จ
(แต่หากมนุษย์อย่างเราเริ่มเอง ก็ไม่ต้องแปลกใจว่ามันจะพังทลายลงไป)

พระองค์จะไม่ละทิ้งเรา
ไม่มีใครหรือสิ่งใดเลย สามารถตัดขาดแยกเราออกจากพระเจ้าได้
แม้แต่ตัวเราเอง

จงรู้จักพระเจ้า แล้วความเชื่อของท่านจะเพิ่มพูนขึ้น
แล้วจะเกิดความปีติยินดีแก่จิตวิญญาณของท่าน


บุคคลผู้ใดต้องถูกข่มเหงเพราะเหตุความชอบธรรม ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าอาณาจักรแห่งสวรรค์เป็นของเขา
เมื่อเขาจะติเตียนข่มเหงและนินทาว่าร้ายท่านทั้งหลายเป็นความเท็จเพราะเรา ท่านก็เป็นสุข
จงชื่นชมยินดีอย่างเหลือล้น เพราะว่าบำเหน็จของท่านมีบริบูรณ์ในสวรรค์ เพราะเขาได้ข่มเหงผู้พยากรณ์ทั้งหลายที่อยู่ก่อนท่านเหมือนกัน
มัธธิว 5:10-12

แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาอาณาจักรของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้แก่ท่าน
มัธธิว 6:33

วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2552

อยากหายดีหรือเปล่า (ยน.5:1-15)

หลังจากพระเยซูพำนักอยู่ที่แคว้นกาลิลีช่วงหนึ่ง (นานเท่าไหร่ก็ไม่รู้) พระองค์ก็เสด็จกลับไปยังเยรูซาเล็มอีกครั้ง เพื่อร่วมงานเทศกาลเฉลิมฉลองของชาวยิว

จริงๆแล้ว พระคัมภีร์ไม่ได้ระบุชัดเจนว่า เป็นงานเทศกาลอะไร และไม่มีการอ้างอิงถึงเหตุการณ์นี้อีกเลยด้วย แต่เป็นไปได้ว่า น่าจะเป็น 1 ใน 3 เทศกาลหลักซึ่งโดยปกติ ผู้ชายชาวยิวทุกคนควรจะต้องเดินทางไปเข้าร่วม คือ เทศกาลปัสกา เทศกาลฉลองการเก็บเกี่ยว หรือ เทศกาลอยู่เพิง

ในพระธรรมยอห์น ได้ระบุเอาไว้ชัดเจนว่า หลังจากพระเยซูเริ่มกระทำพระราชกิจ ทรงปรากฎตัวที่เยรูซาเล็มในเทศกาลปัสกา อย่างน้อย 3 ครั้ง (บทที่2, 6, 11) ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น พระเยซูจะใช้เวลาในการทำพระราชกิจระหว่าง 2 ถึง 3 ปี บนโลกนี้
แต่หากว่า งานเทศกาลที่กล่าวถึงตรงนี้ คือ เทศกาลปัสกาครั้งที่ 4 ก็จะกลายเป็นว่า ทรงใช้เวลากระทำพระราชกิจระหว่าง 3 ถึง 4 ปี แทน ดังนั้น คำพูดที่บอกว่า พระเยซูใช้เวลากระทำพระราชกิจบนโลก 3ปีครึ่ง จึงอาจไม่ถูกต้องก็ได้ และโดยส่วนตัว ผมคิดว่า เรื่องระยะเวลาการทำพระราชกิจของพระเยซู ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องให้ความสำคัญมากนักในเชิงการดำเนินชีวิต (โดยเฉพาะ เพื่อเป็นเครื่องมือในการปลุกเร้าให้ผู้เชื่อเร่งรีบรับใช้พระเจ้า ดั่งเช่นที่พระเยซูทรงทำมาแล้ว) นอกเสียจากในเชิงประวัติศาสตร์พระคัมภีร์

ก่อนเข้าไปในเขตกำแพงเมือง ใกล้ๆ ประตูแกะ มีสระน้ำอยู่สระหนึ่ง ในภาษาอาลาเมค เรียกว่า เบธซาธา ซึ่งไวยากรณ์ในภาษาเดิมใช้เป็นปัจจุบันไม่ใช่อดีต แสดงให้เห็นว่า ขณะที่ยอห์นเขียนพระคัมภีร์นี้ ยังมีสระน้ำอยู่ เป็นหลักฐานสนับสนุนอีกจุดหนึ่งว่า พระธรรมนี้เขียนขึ้นในช่วงก่อนที่กรุงเยรูซาเล็มจะถูกทำลาย

สระเบธซาธา มีลักษณะโดดเด่น คือ เป็นสระน้ำคู่ มีทางเดินสูงล้อมอยู่ 5 ด้าน ไม่ใช่ศาลา 5 หลัง อย่างที่หลายคนอาจเข้าใจกัน ที่นี่จะเต็มไปด้วยคนเจ็บป่วยไม่สบายจำนวนมาก ส่วนใหญ่จะเป็นคนตาบอด พิการ หรือ อัมพาต พวกเขาเชื่อว่า บางเวลาจะมีทูตสวรรค์มาทำให้น้ำกระเพื่อม ใครก็ตามที่เป็นคนแรกที่ลงไปในน้ำได้ คนนั้นจะหายดีจากการเจ็บป่วยที่เป็นอยู่

พระเยซูเดินเข้าไปในบริเวณสระน้ำ ทรงเห็นชายคนหนึ่งนอนเจ็บอยู่ (ไม่รู้ว่าป่วยเป็นอะไรเหมือนกัน พระคัมภีร์บอกแค่ว่า ไม่สบาย) เมื่อพระองค์รู้ว่าคนนี้ไม่สบายมานานถึง 38 ปีแล้ว ก็ทรงถามเขาว่า "อยากหายดีหรือเปล่า" แต่ชายคนนั้นกลับตอบพระเยซูว่า เป็นเพราะเขาไม่มีคนช่วยพาไปที่สระเมื่อน้ำกระเพื่อม แม้เขาจะพยายามด้วยตัวเขาเอง แต่คนอื่นก็ไปถึงก่อนหน้าแล้ว

ปกติเราเห็นแต่ภาพที่คนเจ็บมาร้องขอให้พระเยซูรักษา แต่ครั้งนี้พระเยซูกลับถามเสียเอง ชายคนนั้นอาจจะรู้สึกท้อแท้ใจ และคงทำใจแล้วว่าตัวเองคงไม่มีทางหาย อาจจะนอนรอความตายอยู่ก็ได้ เขาพยายามแล้วพยายามอีกที่จะทำในสิ่งที่เขาเชื่อ เพื่อให้ได้ในสิ่งที่เขาต้องการ... ฟังๆแล้ว ก็ไม่ต่างจากคนปกติอย่างพวกเราเท่าไหร่ เพียงแต่เรามีแรง และเรายังไปไม่ถึงจุดที่ "สิ้นหวัง" เราจึงยังทุ่มเทพยายามต่อไป ตามวิถีทางที่เราเชื่อ อาจจะต้องรอถึงเกือบ 40 ปี เราถึงจะหมดแรงและสิ้นหวัง ถึงเวลานั้น พระเจ้าคงมาเยี่ยมเยียนเรา คำถามนี้ อาจเป็นคำถามธรรมดาๆ ที่พระเยซูต้องการกระตุ้นให้เขามีความปรารถนา มีความหวังว่าจะหายดีอีกครั้ง

อย่างน่าอัศจรรย์ พระเยซูทรงรักษาเขาให้หายดีแม้เขาไม่รู้จักว่าพระองค์เป็นใคร พระองค์บอกให้เขาลุกขึ้น เก็บที่นอนแล้วเดินออกไปซะ แม้โดยปกติ การมีความเชื่อในพระเยซูจะเป็นสิ่งจำเป็นในการได้รับการรักษา แต่นี่แสดงให้เห็นว่า ฤทธานุภาพของพระเยซูทรงมีอย่างไม่จำกัด พระองค์ไม่ทรงถูกจำกัดด้วยความเชื่ออันจำกัดของเรา

ตอนแรกชายคนนั้นไม่รู้ว่า คนที่รักษาเขาเป็นใคร แต่เขาได้มีโอกาสเจอพระเยซูอีกครั้งในพระวิหาร และเขาได้รู้จักกับพระเยซูที่นี่ พระองค์บอกเขาว่า เขาหายดีแล้ว ให้หยุดทำบาป มิเช่นนั้นจะเกิดสิ่งที่แย่กว่ากับชีวิต

จริงที่ว่า ค่าจ้างของความบาปคือความตาย ผลที่ได้รับจากการทำบาป แย่ยิ่งกว่าการนอนเจ็บป่วยอยู่เกือบ 40 ปี เพราะเป็นผลนิรันดร์ แต่เราอาจจะไม่ต้องรอจนถึงหลังความตายก็ได้ บางครั้ง เมื่อเรารับการช่วยกู้จากพระเจ้าแล้ว เราก็เผลอลืมตัวไปตามความคุ้นเคยในการทำบาป หลงคิดไปว่าพระเจ้าทรงอภัยเราแล้ว ทรงอวยพรเราแล้ว มันจะไม่เป็นไร แต่พระเจ้าไม่เพียงทรงพระคุณ พระองค์ทรงยุติธรรมด้วย

พระเจ้า ทรงเปี่ยมด้วยความรักและพระคุณ แม้ในยามที่เราสิ้นหวัง หมดเรี่ยวแรง ยอมแพ้และขาดความเชื่อ พระเจ้าทรงช่วยเราได้อย่างอัศจรรย์ด้วยพระทัยกรุณาของพระองค์ แต่ พระคุณของพระเจ้านั้นมุ่งหวังให้เรากลับใจใหม่ หาก "พระคุณ" ใช้ไม่ได้ผล พระเจ้าอาจต้องใช้ "พระเดช" ตามสมควรกับที่เราควรได้รับ เพื่อให้เรากลับใจใหม่ในที่สุด

แต่จะด้วยวิธีการใดก็ตาม เชื่อเถอะว่าจุดเริ่มต้น คือพระองค์ทรงเมตตาสงสารเรา...
ประโยคแรกที่พระเยซูทรงตรัสถามชายคนนั้น วันนี้ อาจทรงกำลังถามเราด้วยก็ได้...

"อยากหายดีหรือเปล่าล่ะ?"

วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2552

หมายสำคัญการอัศจรรย์ครั้งที่ 2 (ยน.4:43-54)

หลังจากพระเยซูเสด็จออกจากแคว้นสะมาเรียเข้าไปยังแคว้นกาลิลี ที่ซึ่งครั้งหนึ่งพระองค์สั่งสอนเขา แต่พวกเขาพากันประหลาดใจด้วยรู้ว่าพระองค์เป็นลูกเต้าเหล่าใคร ครั้งนั้นพระองค์ตรัสกับเขาว่า ผู้เผยพระวจนะจะไม่ได้รับเกียรติในบ้านเมืองและวงศ์ตระกูลของตน แล้วพระองค์ก็ไม่ได้ทำการอัศจรรย์ เพราะเขาไม่มีความเชื่อ (มธ.13:53-58) แต่ครั้งนี้ชาวกาลิลีกลับต้อนรับพระองค์ด้วยความยินดี เพราะได้เคยเห็นการอัศจรรย์หลายอย่างที่พระองค์ทำในเทศกาลปัสกา ณ กรุงเยรูซาเล็ม

พระองค์เสด็จไปยังหมู่บ้านคานา ซึ่งพระองค์เคยทำการอัศจรรย์ครั้งแรกที่นี่ ด้วยการเปลี่ยนน้ำสำหรับใช้ล้างเท้าให้เป็นน้ำองุ่นชั้นดี ครั้งนี้พระองค์ได้พบกับข้าราชการของกษัตริย์เฮโรดคนหนึ่ง ซึ่งเดินทางมาจากเมืองคาเปอนาอุม เพื่อเชิญพระเยซูเสด็จไปรักษาลูกชายของเขาที่ป่วยหนักใกล้ตาย

พระองค์บอกข้าราชการคนนี้ว่า คนกาลิลีเหล่านี้ หากไม่ได้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ก็จะไม่มีทางเชื่อได้เลย เหมือนจะเป็นการบอกเขาว่าให้มีความเชื่อ แม้จะยังไม่เห็นการอัศจรรย์ใดๆก็ตาม หรืออาจจะกำลังบอกเขาว่า ถ้าเจ้ามีความเชื่อในนามของเรา เจ้าก็จะเห็นการอัศจรรย์ โรคก็จะหาย ลูกเจ้าจะไม่ตาย เจ้าไม่จำเป็นต้องมาที่นี่ หรือเราไม่จำเป็นต้องไปบ้านเจ้าก็ได้
แต่ข้าราชการคนนั้นอาจจะยังไม่เก็ต และกังวลในอาการของลูกชาย จึงเร่งเร้าพระเยซูอีกครั้ง

พระเยซูจึงบอกว่าลูกเขาจะมีชีวิตอยู่ และให้เขากลับบ้านไป
ข้าราชการคนนั้นก็รับคำของพระเยซูแล้วเดินทางกลับบ้าน ระหว่างทางพบกับคนรับใช้แจ้งข่าวว่าลูกเขาหายดีแล้ว โดยหายดีเวลาเดียวกับที่พระเยซูบอกว่าลูกเขาจะมีชีวิตอยู่

บางทีเขาอาจจะตระหนักในเวลานั้นนั่นเองว่า แท้จริงแล้ว พระเยซูไม่ได้พูดในเชิงพยากรณ์ว่าลูกเขาจะยังมีชีวิตอยู่ แต่พระองค์ตรัสสั่งด้วยสิทธิอำนาจของพระองค์ ให้ลูกชายของเขาหายเจ็บและมีชีวิตอยู่ต่อไป นี่คงเป็นเหตุให้ทั้งตัวข้าราชการและครอบครัวเชื่อวางใจในพระเยซู

การรักษาโรคบุตรชายข้าราชการของกษัตริย์เฮโรดครั้งนี้ เป็นการอัศจรรย์ครั้งที่ 2 ของพระเยซู แต่ไม่ใช่ครั้งที่ 2 ในพระราชกิจของพระเยซูอย่างที่หลายคนเข้าใจ (ครั้งแรกคือ เปลี่ยนน้ำเป็นน้ำองุ่นหมัก ที่หมู่บ้านคานา) เพราะตอนที่พระองค์อยู่ที่เยรูซาเล็ม พระองค์ก็กระทำการอัศจรรย์หลายครั้ง (ยน.2:23)
แท้จริงแล้ว การอัศจรรย์ครั้งนี้เป็นการอัศจรรย์ครั้งที่ 2 ของการเดินทาง บนเส้นทางจากแคว้นยูเดียผ่านแคว้นสะมาเรียไปแคว้นกาลิลีนั่นเอง

วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2552

2 วันในแคว้นสะมาเรีย (ยน.4:1-42)

พระคัมภีร์เริ่มต้นด้วยว่า เมื่อพระเยซูรู้ว่า พวกฟาริสีได้ิยินว่าพระองค์มีสาวกเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ พระองค์ก็เสด็จออกจากแคว้นยูเดีย เพื่อขึ้นไปยังแคว้นกาลิลีที่อยู่ทางเหนือ (สงสัยพระเยซู คงรำคาญพวกนี้นะ วันๆไม่ทำอะไร เอาแต่ซุบซิบ สนใจเรื่องชาวบ้าน)
ปกติชาวยิวทั่วไป จะข้ามแม่น้ำจอร์แดนมาเดินทางฝั่งตะวันออก เพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าไปในถิ่นของชาวสะมาเรีย ซึ่งเป็นแคว้นที่อยู่ทางตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน และเป็นทางผ่านระหว่างยูเดียกับกาลิลี แต่พระเยซูจงใจเดินตรงไปเข้าไปในแคว้นสะมาเรียเลยครับ

ช่วงเที่ยงๆ พระเยซูนั่งพักเหนื่อยอยู่ริมบ่อน้ำ ปกติชาวบ้านจะมาตักน้ำกันช่วงเย็นๆ แต่เที่ยงวันนี้ มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินมาตักน้ำ (ท่าทางจะไม่อยากเจอหน้าผู้คนเท่าไหร่) พระเยซูเปิดฉากขอน้ำจากหญิงนั้นดื่ม สร้างความงุนงงให้กับสาวเจ้าอย่างมาก เพราะตามธรรมเนียมยิว น้ำจากภาชนะของสะมาเรียน ถือเป็นของมลทิน

คุยกันอยู่พักนึง พระเยซูชวนให้หญิงนั้นได้ดื่มน้ำแห่งชีวิต แต่หญิงสะมาเรียนก็ยังสนใจแต่น้ำดื่มที่จะดับความกระหายของเธอได้ แม้เธอจะเอ่ยปากขอน้ำนั้นด้วยความเข้าใจผิดแล้วก็ตาม

เมื่อถูกร้องขอ พระเยซูทรงเปิดบ่อน้ำพุแห่งชีวิตของหญิงนั้นทันที ทรงเปลี่ยนเรื่องพูด แล้วตามมาด้วยถ้อยคำที่ดูจะสบประมาทเธออย่างรุนแรง "ไปเรียกสามีเจ้ามาที่นี่สิ" "ถูกแล้วที่เจ้าว่าเจ้าไม่มีสามี ความจริงก็คือ เจ้ามีสามีมา 5 คนแล้ว และผู้ชายที่เจ้าอยู่ด้วยตอนนี้ ก็ไม่ใช่สามีของเจ้า"
โดยตามธรรมเนียมยิวแล้ว ผู้หญิงจะหย่าได้ 2 ครั้ง อย่างมากก็ไม่เกิน 3 ดังนั้น ถ้าสะมาเรียนใช้ธรรมเนียมเดียวกัน หญิงคนนี้ก็ประพฤตินอกธรรมเนียม เป็นไปได้ว่า เธอไม่ได้แต่งงานกับผู้ชายคนปัจจุบันที่เธออยู่ด้วย

ดูท่าทาง สาวเจ้าจะรู้สึกไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่ แม้จะยอมรับในความ "เหนือ" ของพระเยซู ว่าพระองค์เป็นผู้เผยพระวจนะ แต่นางก็เริ่มโต้ตอบเบี่ยงเบนประเด็นออกจากเรื่องสามีของนาง... นางเถียงเรื่อง สถานที่ในการนมัสการ

พระเยซูเลยโชว์เหนือของแท้ บอกว่า แม้สะมาเรียนจะนมัสการพระเจ้าเที่ยงแท้ แต่รู้จักพระเจ้าที่ตัวเองนมัสการอยู่น้อยเหลือเกิน และนับจากนี้ไป ผู้ที่นมัสการจริงๆ จะต้องรู้จักพระเจ้าที่ตัวเองนมัสการอยู่ พระเจ้าปรารถนาเช่นนั้น พระองค์เป็นพระวิญญาณ ผู้ที่นมัสการพระองค์จึงต้องนมัสการ (หรือดำเนินชีวิต) ในพระวิญญาณ และในความจริง (ซึ่งก็คือตัวพระเยซูเอง) มันไม่ใช่เรื่องของสถานที่ว่าเรานมัสการที่ไหน แต่อยู่ที่ไหนเราก็นมัสการพระเจ้าพระบิดาได้ ตราบที่เราอยู่ในพระเยซู...

แต่หญิงสะมาเรียนยังไม่ยอมแพ้และพยายามจะปิดการสนทนานี้เสีย (คงจะรำคาญพระเยซูเต็มทน) เธอบอกว่า เธอรู้อยู่แล้วว่าเมื่อพระผู้ช่วยเสด็จมา พระองค์จะอธิบายเรื่องเหล่านี้ (เพราะด้วยความที่สะมาเรียนส่วนใหญ่รู้พระคัมภีร์น้อย จึงมักคิดว่าพระคริสต์จะมีลักษณะคล้ายๆ ผู้ที่รู้และเข้าใจสิ่งต่างๆอย่างดี) ท่าทางเธอจะปรามๆ พระเยซูอยู่บ้างว่าอย่ามาทำอวดรู้

พระเยซู (คงยิ้มๆ) จึงสรุปเรื่องทั้งหมดว่า คนที่กำลังพูดกับเธออยู่นี่แหล่ะคือคนนั้น

พอดีกับที่เหล่าสาวกของพระเยซูกลับมา ต่างก็ตะลึงไปตามๆกัน เพราะธรรมเนียมสมัยนั้น อาจารย์สอนศาสนาของยิวยากที่จะพูดคุยกับหญิงสาวในที่สาธารณะ

หญิงสะมาเรียนก็คงตกใจไม่แพ้กัน ทิ้งเหยือกน้ำเธอไว้วิ่งกลับไปที่ตัวเมือง หน้าตาเธอคงตื่นๆ พอสมควร เธอเล่าให้ชาวเมืองฟังว่ามีคนที่บอกสิ่งที่เธอเคยทำไว้ได้ทุกอย่าง "ลองไปดูซิ คนนั้นจะเป็นพระคริสต์ได้ไหม" แม้เธอจะไม่ได้คาดคั้นให้ชาวเมืองยอมรับ แต่ตัวเธอเองก็ไม่อาจปฎิเสธได้

คนในเมืองนั้นหลายคนก็ได้เชื่อวางใจในพระเยซู เนื่องจากคำพยานของหญิงนั้น เมื่อพวกเขาไปพบพระเยซู ก็ได้ขอให้พระองค์พักอยู่กับเขา พระองค์ได้ทรงสอนชาวเมืองอีกหลายสิ่ง ทำให้อีกหลายคนที่ได้กลับใจเชื่อวางใจในพระเยซู

คนในเมืองบอกหญิงสะมาเรียนว่า ความเชื่อของพวกเขาไม่ได้อยู่บนสิ่งที่หญิงนั้นพูดอีกต่อไป แต่เพราะเขาสิ่งที่พวกเขาได้ยินจากพระเยซู และรู้ว่าแท้จริงแล้ว พระองค์คือพระผู้ช่วยให้รอดของโลกนี้ พวกเขารู้แล้วว่า พระเยซูไม่ได้มาเพียงเพื่อสอน แต่มาเพื่อ "ช่วย" และไม่เพียงช่วยคนรู้น้อย ด้อยค่าทางสังคมเช่นพวกเขา แต่ทรงช่วยมนุษย์หมดสิ้นทั้งโลก

เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในระยะเวลาสองวัน หลังจากนั้น พระเยซูก็ทรงเสด็จเดินทางต่อไปยังแคว้นกาลิลี...

วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2552

อิสราเอลแท้

มองย้อนกลับไปช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา เห็นพระเจ้าทรงทำงานในชีวิตของผมผ่านน้องคนหนึ่งอย่างมากจริงๆ
จากเพียงเสียดสี เริ่มเป็นขัดเกลา เริ่มเป็นกระเทาะ ล่าสุดเริ่มพัฒนาไปสู่การเจาะลึก
มีหลายอย่างในชีวิต ที่ต้องกล้ำกลืนยอมรับว่าเราไม่ชัดเจนจริงๆ เราไม่รู้จริงๆ หรือแม้กระทั่ง เราเชื่อมาผิดๆ
หลายต่อหลายอย่างที่ชีวิตถูกโปรแกรมไว้ด้วยวิธีความคิดมนุษย์ แล้วเคลือบฟิล์มอย่างดีด้วยคำว่า พระคัมภีร์

แม้กระทั่ง ความรู้สึกและจิตสำนึก ก็ยังกลายเป็นผลผลิตของความคิด นับว่าอันตรายจริงๆ ไม่น่าแปลกใจ เวลาที่ผ่านมาถึงรู้สึกเสมอๆ ว่าตัวเองแค่ไปได้ใกล้ๆความจริง แต่ไม่เคยไปถึงเสียที

มันต่างกันมาก ระหว่างการยอมรับว่า เราเป็นคนบาป และการที่เราคิดว่า เรา(ควร)ยอมรับว่า เราเป็นคนบาป
ความคิดเป็นผลผลิตของสมอง เกิดจากกระบวนการคิดของมนุษย์
ไม่ได้บอกว่า คริสเีตียนไม่ต้องใช้ความคิด แต่แค่จะบอกว่า ต้องใช้ให้สมดุลย์

ข้อสรุปของผม ก็คือ ผมกลับมาเริ่มต้นอ่านพระคัมภีร์อีกครั้ง ค่อยๆอ่าน ไม่เน้นอ่านเร็วหรืออ่านเยอะ ตั้งใจว่าจะอ่านรอบเดียวแต่ขอเน้นๆ ไปช้าๆ แต่ให้ชัวร์

ประเดิมด้วย พระธรรมยอห์น ก็ให้เจอเรื่องใหม่ๆ หลายอย่าง ตั้งแต่บทที่ 1 เช่น
ข้อ 5 ความสว่างส่องเข้ามาในความมืด และความมืดหาได้ชนะความสว่างไม่... ถ้าให้ดีน่าจะแปลว่า และความมืดหาได้รู้จักความสว่างไม่ ซึ่งน่าจะสอดคล้องกับข้อ 10-11 มากกว่า ผมเข้าใจว่า ความสว่างกับความมืดก็อยู่ด้วยกันแหล่ะ แต่ความมืดไม่รู้จัก ไม่เข้าใจความสว่างเท่านั้นเอง
หรือเรื่องที่พระเยซูรับบัพติศมา อ่านมาตั้งนานเพิ่งจะเข้าใจว่า ยอห์นก็ไม่รู้ว่าใครคือพระเมสสิฮาห์ รู้แต่ว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์จะมาเจิมคนนั้น พอยอห์นเห็นพระวิญญาณลงมาประทับพระเยซู ถึงรู้ว่าคนนี้แหล่ะตัวจริง
โดนใจสุด คงเป็นเรื่องของ นาธานาเอล (ชื่อเขาแปลว่า พระเจ้าประทานให้ หรือ ของขวัญจากพระเจ้า) ตอนฟิลิปไปชวน เขาพูดโพล่งขึ้นมาว่าจะมีสิ่งดีออกมาจากนาซาเร็ธหรือ แต่พระเจ้ากลับเรียกเขาว่า อิสราเอลแท้ ผมเข้าใจว่าเพราะเขาพูดตรงไปตรงมา ในใจเขาไม่มีอบาย ไม่ลับลมคมใน เขาไม่ได้เป็นอิสราเอลแท้ เพราะเชื้อสาย แต่เพราะความเชื่อของเขา

ไม่ง่ายเท่าไหร่เลย ที่จะเป็นคนอย่างนั้น เป็นคนที่มีจิตใจซื่อตรงกับพระเจ้า แต่ก็จะเริ่มต้นนะครับ

วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

to honour You...

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ไปร่วมงาน Pray & Worship Party by Newsong Bangkok
หลังจากอิ่มหมีพีมันแล้ว ระหว่างนมัสการ เพื่อนเราคนนึงที่ร้องเพลงอยู่บอกว่า ที่เราร้องเพลงว่า ขอถวายเกียรติแด่พระเจ้าในทุกสิ่งที่เราทำน่ะ เราทำอย่างนั้นจริงๆหรือเปล่า หรือแค่ร้องเป็นเพลงเท่านั้น ให้เราได้สำรวจชีวิตของเราด้วยกัน...

ซึ่งก่อนหน้านั้น เพลงหนึ่งที่เราร้อง มีประโยคหนึ่งที่บอกว่า You are the humble King...

ผมตระหนักมากขึ้นว่า มนุษย์อย่างเราๆ ไม่อาจพูดได้ว่า I'm good ดั่งเช่นที่พระเจ้าบอกเราว่า พระองค์นั้นดี
ความดีของเรานั้น ไม่ได้ขึ้นกับ การตะเกียกตะกาย ของเราในการ พยายาม ทำหรือไม่ทำสิ่งใด ให้ไปถึงพระองค์ หรือเป็นเหมือนพระองค์ได้ ต่อให้เราพยายามมากขนาดไหน เราก็ทำไม่ได้ เราไม่สามารถดีพร้อมจนปราศจากข้อตำหนิได้

ไม่ใช่การพยายามเหยียดตัวเองให้สูงขึ้น แต่คือการหยุด และยอมรับการช่วยเหลือด้วยความรัก และพระเมตตาของพระองค์
เพราะแท้จริงแล้ว พระเจ้าได้ทรงน้อมตัวเองลงมาหามนุษย์อย่างเราแล้ว พระองค์ได้ทรงมาเพื่อช่วยเราให้เป็นคนดีแล้ว

ดังนั้น คริสเตียน จึงไม่จำเป็นต้องพยายามทำดี หรือพยายามเป็นคนดี
เราไม่สามารถพยายามเป็นใครที่เราเป็นอยู่แล้วได้

การถวายเกียรติพระเจ้า จึงไม่ใช่การทำอะไร "เยอะๆ" เพื่อเชิดชูพระองค์ แต่เป็นการสะท้อนและส่งผ่าน "ชีวิตของพระองค์" ที่เราได้รับมาจากพระเจ้า เป็นการดำเนินชีวิตประจำวันปกติที่แตกต่างจากโลก

แตกต่าง... ไม่ใช่เพราะเราทำต่าง แต่เพราะตัวเราที่ต่าง
แน่นอน เพราะสิ่งที่เราเป็น ไม่ใช่เป็นของโลกนี้ หลายสิ่งที่เราทำจึงต่างจากโลกนี้โดยปริยาย
แต่ก็นั่นแหล่ะนะ สิ่งที่เราเป็นต่างหากที่สำคัญ

ขอพระเจ้าช่วยให้เรา...
หยุด ตะเกียกตะกายดิ้นรนพยายามเพื่อพระเจ้า
ยอม จำนนต่อความจริงและพระประสงค์ของพระเจ้า
รับ พระคุณและการช่วยเหลือจากพระเจ้า
รู้ ตัวเราเองเป็นใคร และพระเจ้าคือใคร
รัก พระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ กำลัง และความคิด

ให้เราได้มีประสบการณ์ส่วนตัว ในการถวายเกียรติแก่พระเจ้าในทุกสิ่งที่ทำ
และให้เราได้รู้จักความยินดี ที่พระองค์ประทานให้ เนื่องจากเราดำเนินชีวิตถวายเกียรติแด่พระบิดาของเรา

เอเมน เอเมน