วันพฤหัสบดีที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

อ่านพระคัมภีร์เปรียบดั่งกินอาหาร... เหรอ??

พระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า "เราเป็นอาหารแห่งชีวิต ฅนที่มาหาเราจะไม่หิว และฅนที่วางใจในเราจะไม่กระหายอีกเลย"
พระธรรมยอห์น บทที่ ๖ ข้อ ๓๕

เรามักได้ยินคำสอนที่ว่า การอ่านพระคัมภีร์เปรียบดั่งการกินอาหาร
ซึ่งจะช่วยให้จิตวิญญาณเราเติบโตขึ้น เราจึงควรอ่านพระคัมภีร์ทุกวัน
คำพูดนี้สะท้อนความเข้าใจผิดของเราเองเรื่องหนึ่ง... เรื่องอาหาร

เราเข้าใจว่าอาหารเป็นสิ่งจำเป็น
ความจริงแล้ว ไม่ใช่
ร่างกายไม่ได้ต้องการ อาหาร
ร่างกายต้องการ สารอาหาร ต่างหาก

อาหาร คือ ภาชนะที่บรรจุสารอาหารไว้ข้างใน
ซึ่งไม่แน่เสมอไปว่า การที่เราได้รับอาหาร จะเท่ากับเราได้สารอาหาร

เช่นเดียวกัน
สิ่งที่จิตวิญญาณต้องการคืออะไร การรู้พระวจนะคำพระเจ้า... อย่างนั้นหรือ

เรามักเข้าใจว่า เมื่อเรากินอาหาร เราก็จะเติบโตขึ้น
เพราะเราจะได้รับสารอาหารที่ร่างกายต้องการ
เราเข้าใจอย่างนั้น เพราะเราเรียนมาอย่างนั้น...

หากเรากิน เนื้อสัตว์ เราจะได้ โปรตีน
หากเรากิน ข้าว เราจะได้ แป้ง
หากเรากิน ผัก เราจะได้ เกลือแร่
หากเรากิน ผลไม้ เราจะได้ วิตามิน

ทั้งที่ในความเป็นจริง อกไก่ กับ หมูเนื้อแดง ให้โปรตีนต่างกัน
น้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี กับ น้ำมันหมูใช้ซ้ำค้างคืน ให้ไขมันเลวไม่ต่างกัน
ข้าวขัดขาว กับ ข้าวแดง ให้แป้งและนํ้าตาลต่างกัน (มาก)
ผักแต่ละชนิดให้เกลือแร่ต่างกัน
ผลไม้ เมื่อเก็บมาจากต้นแล้ว 1 วัน วิตามินก็แทบไม่เหลือแล้ว
นี่ยังไม่นับรวม สารเร่งเนื้อแดง ฮอร์โมนเร่งโต ยาฆ่าเชื้อรา ยาฆ่าแมลง ฟอร์มาลิน และสารเคมีนู่นนี่นั่นโน่นที่ปนเปื้อนมากับ อาหาร ที่เรากินเข้าไปและเข้าใจว่าเป็นประโยชน์กับร่างกาย
(และไม่ต้องพูดถึง สินค้าโลวแฟท หรือ โปรตีนสูง ที่อุดมไปด้วยน้ำตาล)

หลายคนตั้งใจดี ชอบฟังเทศนา ชอบเรียนพระคัมภีร์ เพราะเข้าใจว่าจะเป็นประโยชน์และช่วยให้จิตวิญญาณของตนเติบโตขึ้น
จึงพยายามขวนขวายรู้เยอะๆ กินเยอะๆ จนบางคนเผลอเป็นดั่งที่พระเจ้าเตือนไว้แล้วว่า "ความรู้ทำให้ลำพองขึ้น"

การรู้พระวจนะคำของพระเจ้านั้นดีครับ ผมไม่ได้ต่อต้าน เพียงแต่ผมกำลังบอกว่า นั่นไม่เพียงพอ
พระคัมภีร์แสดงให้เราเห็น ให้เรารู้ความจริงว่าเป็นอย่างไร เป็นดั่งป้ายบอกทาง หรือประตูที่ใช้เปิดออก
เพื่อให้เรามีประสบการณ์กับความจริงนั้นๆ

ซึ่งการมีประสบการณ์ส่วนตัวกับพระเจ้า นั่นต่างหาก คือ สารอาหารแก่จิตวิญญาณของมนุษย์

อย่าให้เราหลงสบายใจว่า เรากินอาหารแล้ว จนลืมคิดต่อว่า เราได้รับสารอาหารแล้วหรือยัง
อาหารที่เรากินเข้าไป มันผ่านกระบวนการปรุงแต่งเสียจนแทบจะเหลือแต่ ซาก เท่านั้นหรือเปล่า
ซึ่งหากเป็นอย่างนั้น... อนิจจา อนิจจา อนิจจา

แต่ละวัน เราไม่ได้ต้องการ สารอาหาร มากเท่าไหร่นักหรอกครับ
แค่ให้เพียงพอ มีคุณภาพ และ ได้รับอย่างสม่ำเสมอ
เท่านี้ ชีวิตของเราก็จะแข็งแรงละฮะ

ท้ายที่สุดแล้ว
ผมก็เห็นด้วย หากจะเปรียบการอ่านพระวจนะคำของพระเจ้าเป็นดั่งการกินอาหาร
เพียงแต่ต้องพูดให้จบว่า สาระสำคัญของอาหารนั้น อยู่ที่สารอาหาร
อาหารที่ดี สด ใหม่ ได้รับการปรุงอย่างพิธีพิถันเท่านั้น จึงจะยังคงอุดมไปด้วย สารอาหาร
ซึ่งต้องการพ่อครัวในตำนานอย่าง พระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นผู้ปรุงให้เรา

Image result for tozer quotes pursuit of god

เผื่อใครรู้จักนักเทศน์ขวัญใจผมที่ชื่อ Tozer ลองอ่านบทบรรณาธิการของเขาดูก็ได้นะฮะ เขาเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ http://www.worldinvisible.com/library/tozer/5f00.0888/5f00.0888.p.htm

วันเสาร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2559

Biblical Learning: Negotiation

ใน ปฐมกาล 23-24 กล่าวถึงเหตุการณ์ตอนที่ อับราฮัมหาภรรยาให้อิสอัค ลูกชายของเขา
ส่วนใน ปฐมกาล 25 กล่าวถึงเหตุการณ์ เอซาวขายสิทธิบุตรหัวปีให้แก่ยาโคบ โดยยอมแลกกับถั่วแดงต้ม ทั้งสองคนต่างก็เป็นลูกของอิสอัค

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากกรณีที่หัวหน้าคนใช้หาภรรยาให้ลูกชายของนาย ก็คือ


1. ก่อนการเจรจาต่อรอง ต้องรู้ก่อนว่า เราต้องการ และไม่ต้องการ อะไร
  • อับราฮัม กำหนดชัดเจนว่า ต้องการอะไร และไม่ต้องการอะไร

2. จงมั่นใจในพระสัญญาของพระเจ้า และวางใจพระเจ้าว่า
กำลังนำชีวิตของเราให้ประสบความสำเร็จ

3. ต้องรู้พฤติกรรมและความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย/คู่เจรจา
ถ้าไม่รู้ จงเริ่มต้นที่ไหนซักแห่ง ซึ่งน่าจะมีคนที่เราต้องการอยู่
  • บ่อน้ำในเวลาเย็น คือ ที่รวมของผู้หญิงขยันในยุคสมัยนั้น

4. ทดสอบว่าใช่สิ่งที่เราต้องการจริงหรือไม่ ถ้าใช่จงตอบแทนมากกว่าสิ่งที่ได้
  • แหวนและเครื่องประดับ ตอบแทน น้ำดื่ม ซึ่ง เรเบคา ตักมาให้

5. มุ่งหาคนที่มีอำนาจตัดสินใจ และตรวจความสนใจ
  • ถามหาบิดา และถามหาที่นอน

6. จงแสดงความน่าเชื่อถือให้คู่เจรจาเห็น
  • พ่อของเรเบคา ได้เห็นแหวน เห็นกำไร ที่ลูกสาวได้รับ ก็รีบวิ่งออกมาต้อนรับ

7. เข้าประเด็น อย่าอ้อมค้อม
  • ขอคุยธุระก่อนเลย ถ้าผ่อนคลายก่อน อาจเสียงาน
  • ถ้าไม่ใช่ จะได้รีบไป

8. จงเป็นนักเล่าเรื่อง จูงใจเขาด้วยเรื่องที่เป็น value และ needs/wants
สิ่งที่อีกฝ่ายให้ความสำคัญ/ต้องการ
เราต้องชนะใจทั้งคนทำงานและคนที่มีอำนาจตัดสินใจ
  • พระเจ้าเรียกอับราฮัมให้ออกไป
  • พระเจ้าอวยพรให้ร่ำรวย มีอูฐ แพะ แกะ ลา ข้าทาสบริวาร (เล่าซะเห็นภาพ)
  • แล้วทั้งหมดนี้จะยกให้ลูกชายเพียงคนเดียว
  • และฉันจะมาขอลูกสาวเธอให้ลูกชายเจ้านายฉัน (หมัดน้อก!)

9. เปิดทางปฏิเสธให้คู่เจรจา รักษาความสัมพันธ์ที่ดีแก่กัน
อาจจบด้วยงานเลี้ยงฉลองดีล หรืองานเลี้ยงฉลองความสัมพันธ์
  • บอกฉันมา ว่าคิดอย่างไร
  • ถ้าไม่โอเค ฉันจะไปต่อ ไม่ว่ากัน

10. เมื่อปิดดีลแล้ว ไม่มีการต่อรอง ปิดโอกาสการเปลี่ยนใจ
โดยให้อ้างเหตุผลที่เกี่ยวกับ value ของเขา
  • จะมาขอให้ลูกสาวอยู่ก่อน ไม่ได้
  • ตกลงกันแล้ว ต้องมีผลทันที

เพิ่มเติมจากกรณีเอซาว-ยาโคบ ก็คือ
  • การเจรจาไม่ควรทำในช่วงเวลาที่เราไม่พร้อม (กลับกัน ควรเจรจาในช่วงเวลาที่เราได้เปรียบ)
  • - คนที่มีความรู้มากกว่า มักได้เปรียบในการเจรจา (ยาโคบรู้ความสำคัญของสิทธิบุตรหัวปี เอซาวไม่รู้)
  • - การแลกเปลี่ยน / ผลของการเจรจา เกิดขึ้น หลังจากมี สัญญา ที่แข็งแรงแล้วเท่านั้น


นอกจากนั้นก็ยังได้ข้อคิดเรื่อง การมอบหมายงานด้วย หากเราต้องการให้งานสำเร็จ เราต้อง
1. มอบหมายงานให้คนที่ไว้ใจได้ เป็นคนดี สัตย์ซื่อ
2. มอบหมายงานให้คนที่วางใจได้ เป็นคนฉลาด เก่ง เชี่ยวชาญ มีประสบการณ์

ซึ่งในยุคสมัยนี้ ดูจะหาได้ยากเหลือเกิน คนที่ทั้ง ไว้ใจ และ วางใจ ได้

วันพุธที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2555

จุดเปลี่ยน

เราทุกฅน ต่างมีช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต
ที่ส่งผลต่อชีวิตของเราที่เหลืออยู่อีกทั้งชีวิต
เป็นประสบการณ์ซึ่งส่งผลแก่ชีวิตของเราให้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

เราเรียกเหตุการณ์ลักษณะนั้นว่า จุดเปลี่ยน (turning point)

โดยปกติ ชีวิตฅนเราจะมาถึงจุดเปลี่ยน
เมื่อมีเหตุการณ์สำคัญๆ เกิดขึ้น แล้วส่งผลกระทบชีวิตของเรา
เช่น ย้ายโรงเรียน เปลี่ยนงาน มีแฟนหรือเลิกกับแฟน
แต่งงานหรือหย่า ฅนสำคัญในครอบครัวเสียชีวิตหรือมีลูก
ย้ายบ้าน ออกจากงานฯลฯ
ไม่ว่าจะเหตุการณ์เล็กหรือใหญ่ สำคัญว่าเรา "รู้สึก"
และทำให้เราตระหนักว่า เราใช้ชีวิตเหมือนเดิมอีกต่อไปไม่ได้แล้ว

สำหรับฅนที่รู้จักพระเจ้า จุดเปลี่ยนของชีวิตจะเกิดขึ้นได้บ่อยครั้งกว่า
ทุกครั้งเมื่อเราพบกับพระเจ้า ชีวิตของเราจะเปลี่ยนไป
ไม่เหมือนเดิมอีกตลอดกาล

โมเสส พบกับพระเจ้า ณ พุ่มไม้ติดไฟแต่ไม่ไหม้
จากฅนขี้กลัว พูดติดอ่าง เขากลายเป็นผู้นำชนชาติ
ผู้ที่หาญกล้าต่อรองกับฟาโรห์ผู้ทรงอานุภาพในยุคสมัยนั้น

อัครทูตเปาโล พบพระเจ้าบนถนน ขณะเดินทางเพื่อไปข่มเหงคริสเตียน
เขาตาบอดไป ๓ วัน แต่หลังจากนั้น เขากลายเป็นผู้เผยแผ่ ข่าวดี ของพระเจ้า
เป็นผู้เทศนาสอนคริสเตียนให้เติบโตขึ้นในพระคุณพระเจ้า
เป็นผู้ที่มีผลมากฅนหนึ่งในประวัติศาสตร์คริสตจักร

เมื่อเดือนตุลาคม 1999
ผมเกิดความสับสนระหว่างเสียงของพระเจ้ากับเสียงของผู้เลี้ยง
เมื่อสองเสียงซึ่งน่าจะเป็นไปในทิศทางเดียวกันกลับไม่สอดคล้องกัน
ด้วยนิสัยของผม ผมจะหยุดเดินเมื่อสงสัยหรืองง เพื่อคลี่คลายความไม่รู้นั้น
ประกอบกับผมเห็นบางเรื่องในคริสตจักร ซึ่งผมคิดว่าเป็นปัญหา
ผมเชื่อว่า ถ้าเด็กๆ อย่างเรายังเห็น ผู้ที่เติบโตกว่าเราก็น่าจะเห็น
แล้วทำไมถึงไม่จัดการหรือทำอะไรเพื่อแก้ไขบ้าง

ผมหยุดไปคริสตจักรประมาณ ๕ เดือน
ใช้ชีวิตอย่างปกติสุขเหมือนฅนไม่รู้จักกับพระเจ้าทั่วๆ ไป

จนกระทั่งเย็นวันหนึ่ง ขณะกำลังอาบน้ำ
อยู่ๆ ผมก็คิดถึงพระเจ้า ผมรำพึงในใจว่า "ไม่ได้คุยกันนานแล้วนะ พระองค์"
เหมือนพระเจ้าคงคอยผมอยู่
มีเสียงตอบกลับก้องขึ้นมาในใจของผม "พรุ่งนี้ ไปโบสถ์สิ จะพูดด้วย"

ผมเกิดความตระหนักรู้ถึงความอ่อนแอของตนเอง
และการขัดขวางที่จะเกิดขึ้นเพื่อไม่ให้ผมไปโบสถ์ในวันรุ่งขึ้น
หากผมอยู่เพียงลำพังในค่ำคืนนั้น
ผมโทรหารุ่นพี่ฅนหนึ่ง เพื่อขอให้เขามานอนเป็นเพื่อน
เพื่อผมจะขอยืมความเชื่อของเขามาใช้ ให้ไปโบสถ์ได้ในวันพรุ่ง

เช้าวันอาทิตย์รุ่งขึ้น
ตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบเข้าไปในห้องประชุมคริสตจักร ประมาณ ๘ โมงครึ่ง
จนกระทั่งขึ้นรถเมล์กลับบ้านประมาณ ๕ โมงเย็น
พระเจ้าพูดกับผมตลอดทั้งวัน
ทั้งพูดผ่านคำเผยพระวจนะระหว่างนมัสการ พูดผ่านพี่น้องบางฅน
พูดกับผมส่วนตัว ผ่านทางการสนทนาของฅนอื่น (ไปแอบฟังเขา ว่างั้นเหอะ)
หรือแม้แต่แผ่นกระดาษที่มีฅนลืมไว้บนโต๊ะกินข้าว

ถ้อยความแรกของวันนั้น พระเจ้าบอกว่า การเห็นปัญหานั้นดีแล้ว
แต่การแก้ปัญหาต้องเริ่มจากตัวเราก่อน ผู้อื่นภายหลัง
เริ่มจากภายในสู่ภายนอก ไม่ใช่ออกไปข้างนอกแล้วแก้ปัญหาเข้ามา

พระเจ้ายังพูดกับผมอีกหลายเรื่อง
จนสุดท้ายก่อนกลับบ้าน ผมสัญญากับพระเจ้าด้วยความเต็มใจว่า
"ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมจะไม่ทิ้งพระเจ้าและคริสตจักรของพระองค์"
ผมขอพระเจ้าว่า
"หากพระเจ้าทรงโปรด เมื่อพระองค์ให้ผมเห็นแล้ว ก็ขอให้ผมได้มีส่วนช่วยด้วย"
คำสัญญาส่วนตัวซึ่งพระเจ้าให้ผมกลับมาหลังจากเหตุการณ์นี้ คือ
พระเจ้าให้มือซ้ายไว้ใช้ซ่อม และให้มือขวาไว้ใช้สร้าง

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ผ่านไปสิบกว่าปีแล้ว
มีหลายครั้งที่ผมรู้สึกเบื่อหน่าย ผู้ที่เรียกตัวเองว่า คริสเตียน
ผู้ที่ป่าวประกาศว่า ตนรู้จักพระเจ้า
จนอยากจะหลบไปใช้ชีวิตตามใจตัวเอง ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับใคร
(ซึ่งอันที่จริง ผมก็ทำไปแล้ว)
แต่เหตุการณ์ในวันนั้นก็จะผุดขึ้นมาเตือนใจอยู่เสมอ

แม้บางช่วงของชีวิต อาจเข้าใจหรือเชื่อบางเรื่องผิดแปลกไป
อาจจะหมดหวังท้อแท้ จนใช้ชีวิตตามใจตัวเอง
ใช้ชีวิตอย่างฅนที่ต้องการจะฝังอดีตของตัวเองไว้
แต่พระคัมภีร์ที่ว่า การมีชีวิตอยู่เพื่อพระคริสต์
ปณิธานว่า ขอเป็นส่วนหนึ่งเพื่อช่วยให้คริสตจักรเติบโตขึ้น
ก็ยังคงก้องอยู่ในใจตลอดมา

ณ วันนี้ ผมพูดเสมอว่า ผมไม่ใช่ฅนเก่งอะไร ออกจะโง่ด้วยซ้ำ
ผมไม่ใช่ฅนดีอะไร ผมทำบาปมากมายแค่ฅนอื่นไม่เคยรู้ ไม่เคยเห็น
แต่ผมก็ยังเป็นผม และผมก็จะทำในสิ่งที่ผมเชื่อ

"for Christ; what ever we can, we could"
"เพื่อพระคริสต์แล้ว อะไรที่เราทำได้ เราควรทำ"

(ความจริงแล้ว พระเจ้าทรงกระทำได้ทุกสิ่ง
อยู่ที่ว่า เรา จะยอมให้พระเจ้าใช้ชีวิตของเราไหม)



วันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

การทดลองของพระเจ้า

เมื่อผมยังเด็ก ผมถูกสอนว่า การทดสอบมาจากพระเจ้า การทดลองมาจากมาร
การทดสอบมีเพื่อให้เราผ่าน เป็นน้ำพระทัยของพระเจ้าให้เราเจอ
ส่วนการทดลองนั้น มีเพื่อให้เราล้มลง เป็นเจตน์จำนงค์ของซาตาน...

ผมเชื่ออย่างนั้นสุดใจ...

ผ่านไปราวสิบกว่าปี เมื่อความคิดเริ่มเติบใหญ่ขึ้น เริ่มอ่านพระคัมภีร์เองเป็น
กรณีคลาสสิคของชีวิตท่านโยบ การเข้าถิ่นทุรกันดารของพระเยซู
รวมถึงคำอธิษฐาน ณ สวนเกซเซมาเน และ ที่เนินเขาโกละโกธาของพระองค์ด้วย
ความจริงที่บันทึกอยู่ในพระคัมภีร์เหล่านี้ เริ่มสร้างความสับสนให้กับผมทีละน้อยๆ
มีหลายคำถามที่ไม่สามารถหาคำตอบได้อย่างกระจ่าง แม้ฟังดูเป็นคำถามพื้นๆ ธรรมดา
ผมเริ่มเห็นว่า สิ่งที่อยู่ในพระคัมภีร์ แม้จะคล้ายๆ กัน แต่มันช่างไม่สอดคล้องกับสิ่งที่เคยถูกสอนมาเสียจริง

ยิ่งเมื่อมาอ่านพระคัมภีร์ในภาษาเดิม และฉบับคิงเจมส์
ยิ่งพบความขัดแย้งในการตีความและความผิดพลาดในการแปล
รวมทั้งยังมีการลดทอนความหมายดั้งเดิมของพระคัมภีร์ไปมาก

ตอนนั้น ผมเริ่มมองว่า ทั้งการทดสอบและการทดลองนั้น
ต่างก็เป็นเหตุการณ์เดียวกันที่ล้วนอยู่ในการดูแลของพระเจ้า
พระเจ้าอยากให้เราผ่านและเรียนรู้จากสถานการณ์นั้นๆ
ขึ้นอยู่กับความเชื่อของเรา ว่าจะเป็นเช่นไร
หากเราเชื่อว่าเป็นสถานการณ์ที่มาจากพระเจ้า เราก็จะมีกำลังและผ่านพ้นไปได้
แต่หากเราเชื่อว่า มาจากมาร เราก็จะล้มลง
เข้าทำนองว่าในสถานการณ์เดียวกัน จะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับเราเลือกเชื่อและเลือกมอง
เหมือนกับว่าเป็นคนละด้านของเหรียญ ซึ่งจะเป็นพรต่อเราหรือไม่ ก็ขึ้นกับสายตาและมุมมองของเราเอง

มาถึงวันนี้ เมื่อเช้านั่งๆอยู่ ก็มีความคิดก็ผุดขึ้นมาในใจว่า พระเจ้านี่อยากให้เรารู้จักตัวเองนะ
ข้อพระคัมภีร์หลายข้อผุดขึ้นมาในหัว (ใจ) อย่างต่อเนื่อง
ให้เห็นว่าพระเจ้านี่เป็นนักลองใจตัวยง (แต่พระองค์ไม่ได้ล่อลวงเราให้หลงนะ)
พูดยังงี้ ไม่ได้บอกว่าผมจะไปทำแบบพระเจ้า ด้วยการเที่ยวไปลองใจคนนู้นคนนี้นะครับ

พระเจ้าลองใจเรา เพื่อให้เรารู้จักตัวเอง เพื่อประโยชน์ของเรา
มากไปกว่านั้น พระเจ้าจัดสถานการณ์ต่างๆได้อย่างพอเหมาะกับเรา
ซึ่งมันไม่มีมนุษย์หน้าไหนทำได้เช่นพระองค์

ผมเชื่อว่า การทดลองของพระเจ้าจึงไม่ใช่เรื่องของการสอบผ่านหรือสอบตก
แต่เป็นเรื่องของการรู้จักตัวเอง ยอมรับตัวเอง และรับการฝึกฝนชีวิต
เพื่อเราจะได้แข็งแรงและมั่นคงขึ้นในพระคุณของพระเจ้า

นอกจากเรื่องการทดลองของพระเจ้า ยังมีอีกหลายต่อหลายเรื่องที่ผมเคยถูกสอนมา
ไม่ใช่ว่าทั้งหมดนั้นผิด แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมดนั้นถูก
เพียงแต่ส่วนใหญ่จะถูกแปรรูปและปนเปื้อนความคิดวิธีการของมนุษย์ลงไปแล้ว
และถูกนำเสนอมาในรูปแบบ อาหารบริสุทธิ์ ซึ่งมันทำให้ผมไม่ได้ระวังตัว
ยิ่งนานวันที่กินเข้าไป ก็สะสมพิษเอาไว้โดยที่ผมไม่รู้ตัว
กลายเป็นกรอบหนาๆ ที่ส่งผลต่อหลักความเชื่อและการมองโลกในชีวิตของผมอย่างมากอยู่หลายปี

บ่อยครั้งทีเดียว ที่มันทำให้ผมไปจดจ่ออยู่กับเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ
ยกตัวอย่าง เช่น คำถามประเภท ทำงานที่ไหนคือน้ำพระทัยพระเจ้า
ใครคือคู่น้ำพระทัย ทำอย่างไรจึงจะถวายเกียรติพระเจ้า อะไรที่ล้วนผิวเผินทำนองนี้
เราคิดเยอะไป (แบบคนไม่มีพระเจ้าคิด) เยอะจนเหนื่อย
ทั้งที่เรื่องน้ำพระทัยพระเจ้านั้นเรียบง่ายจนน่าตกใจ คือ คุณเชื่ออย่างไร คุณทำอย่างนั้น
(ขอย้ำว่าเชื่อ มิใช่ งมงาย และคุณต้องยินดีรับผลของความเชื่อของคุณด้วยนะ)
รวมถึงเรื่องอื่นๆ ที่คำตอบของพระเจ้าล้วนเรียบง่ายแต่ทว่าลึกซึ้ง...

ความผิดพลาดล้มเหลว มันเป็นเรื่องปกติของชีวิต
พระเจ้าทรงครอบครองและควบคุมอยู่ ไม่ใช่ตัวเรา
แผนการณ์และความคิดอาจจะเป็นของเรา แต่คำตอบก็มาจากพระเจ้า จริงไหม

ไม่ต้องกลัวว่าจะผิดพลาด จงกล้าหาญที่จะยอมรับความล้มเหลว
เพราะพระเจ้าทรงใช้ทุกอย่างร่วมกันเพื่อเป็นผลดีแก่เรา
พระเจ้าผู้ทรงเฝ้าระวังชีวิตของเราอยู่ไม่เคยหลับ พระองค์พร้อมช่วยเราเสมอ
พระเจ้าทรงอยู่ใกล้แค่คืบ พระเจ้าทรงใส่ใจเรา เส้นผมเราทุกเส้นก็ทรงนับไว้แล้ว
พระองค์เป็นพระเจ้าของคนเป็นมิใช่คนตาย พระเจ้าทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นผู้ช่วยเรา
พระเจ้าไม่ได้มาเพื่อช่วยคนที่แข็งแรงดี แต่พระองค์มาแสวงหาคนที่บาดเจ็บฟกช้ำ เพื่อช่วยให้เขาหายดี...
ถ้าจะให้ผมเขียนต่อ ก็คงเขียนได้อีกหลายหน้า

ลองเปิดกะโหลกหนาๆ ออกซักนิด อาจจะเห็นชีวิตที่พระเยซูทรงให้เราแล้วอย่างบริบูรณ์ชัดเจนมากขึ้น

ไม่ต้องคิดเผื่อใคร ซุงทั้งท่อนในตาตัวเราเองนี่แหล่ะ เอาออกก่อนเลย

บทความนี้ ไม่ได้จะเขียนว่าใคร ออกจะเขียนเตือนใจตัวเองด้วยซ้ำ
และอยากจะแบ่งปันว่าตอนนี้ผมเชื่ออย่างนี้นะ หากจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นบ้าง ผมก็ดีใจด้วย
แต่หากทำใครให้รู้สึกระคายเคือง ก็ขออภัยล่วงหน้านะครับ

ขอพระเจ้าอวยพรทุกหัวใจที่รักและแสวงหาพระองค์
ให้มีเสรีภาพแท้ (ซึ่งได้รับมาแล้ว) ในการใช้ชีวิต (นิรันดร์) ร่วมกับพระเยซูคริสต์ครับ

วันอาทิตย์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

Your grace is enough.

why God's grace is enough?
because God's grace beyond our standing,
it's not what we deserved but about what we not deserved.

it's enough because we absolutely never known what will be received in the next coming.

thanks God, Your grace is enough.


ทำไมพระคุณของพระเจ้าถึงเพียงพอ?
เพราะว่า พระคุณของพระเจ้า เกินความคิด ความเข้าใจของเรา
มันไม่ใช่สิ่งที่เราสมควรได้รับ แต่เป็นสิ่งที่เราไม่สมควรจะได้รับต่างหาก

มันเพียงพอ เพราะเราไม่มีวันที่จะรู้ได้จริงๆหรอกว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น

ขอบคุณพระเจ้า แค่พระคุณของพระองค์ ก็พอแล้ว

วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

รู้จักรักเป็น

เคยคิดไหมว่า ทำไมเราถึงไม่เห็นความดีงามในชีวิตของคนอื่น
เพราะเราไม่รักเขาหรือเปล่า

พระคัมภีร์บอกว่า ผู้ใดไม่รักก็ไม่รู้จักพระเจ้า...
เพราะเราไม่รักเขาหรือเปล่า เราจึงมองไม่เห็นความดีงามในตัวเขา
มองไม่เห็นความเป็นเหมือนพระเจ้าที่อยู่ในตัวเขา

ปัญหาไม่ใช่เพราะเขาไม่ดี แต่เพราะเราไม่รักเขาต่างหาก
ปัญหาไม่ใช่เพราะเขาทำตัวไม่น่ารัก แต่เพราะเราไม่รักเขาต่างหาก
อาจจะเพราะเราไม่รักตัวเอง
หรือคิดว่ารักตัวเองแล้ว แต่ยังรักตัวเองไม่เป็น
พูดง่ายๆ อาจเป็นเพราะเราไม่รู้จักความรัก

... ผู้ใดไม่รัก ก็ไม่รู้จักพระเจ้า เพราะพระเจ้าทรงเป็นความรัก...

พูดง่ายๆ อาจเป็นเพราะเราไม่รู้จักพระเจ้า...
รู้จักพระเจ้าแบบที่พระองค์เป็น ไม่ใช่แบบที่เราคิดว่าพระองค์เป็น

แล้วถ้าไม่รู้จักพระเจ้า อย่ามาหลอกกันเสียให้ยากว่ารู้จักความรัก
เพราะพระเจ้าทรงเป็นความรัก

รัก แล้วจะรู้จักพระเจ้า
รู้จักพระเจ้า แล้วจะรักเป็น

ดังนี้แหละเราจึงรู้จักความรัก โดยที่พระองค์ได้ทรงยอมสละพระชนม์ของพระองค์เพื่อเราทั้งหลาย

ไม่มีผู้ใดมีความรักที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ คือการที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะสละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหายของตน

ถ้าความดีงามยังมองไม่เห็น
เรื่องตายแทนกันคงเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้สำหรับหลายคนที่หัวใจยัง “ขาด” ความรัก

ตลกดีไหม คุณงามความดีของคนอื่น กลับเป็นมุมมองเรื่องของเรา

หากคนเรา “รักเป็น” มากเท่าไหร่ เราคง “เห็น” โลกนี้น่าอยู่ขึ้นอีกเยอะ

อานุภาพของ “รัก” นี่ มันช่างยิ่งใหญ่จริงๆ

วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2553

ความรัก จินตนาการ ความรู้

พระคัมภีร์ บอกว่า “ความรู้นั้นทำให้ลำพอง แต่ความรักเสริมสร้างขึ้น” (1คร. 8: 1)
ไอน์สไตน์ บอกว่า จินตนาการสำคัญกว่าความรู้
ผู้ชายคนหนึ่ง บอกว่า ความรักทำให้คนมีจินตนาการ...

คนมีจินตนาการชอบนึกถึงนู่นนี่นั่นโน่น ยิ่งรู้ว่าพระเจ้ารักเรา ก็ยิ่งจินตนาการว่าพระเจ้าจะทำเรื่องนั้นอย่างไร เรื่องนี้อย่างไร จะอวยพรเราอย่างไร แต่

ดังที่มีเขียนไว้แล้วว่า “สิ่งที่ตาไม่เห็น หูไม่ได้ยิน และไม่เคยได้เข้าไปในใจของมนุษย์ คือ สิ่งที่พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมไว้ให้แล้วเพื่อคนที่รักพระองค์” (1คร. 2: 9)

ดังนั้น คนที่มีจินตนาการสูงๆคนไหนที่รักพระเจ้า ก็รู้ไว้ได้เลยครับว่า สิ่งที่พระเจ้าเตรียมไว้ให้เรา มันเกินกว่าที่เราจินตนาการไว้แน่ๆครับ
ที่สำคัญ บางช่วงขณะระหว่างทาง พระเจ้าอาจให้บางอย่างที่เราไม่ชอบ ระวังความรู้ของเราจะทำให้เราลำพองจนปฏิเสธวิถีทางของพระเจ้านะครับ เพราะ

“เรารู้ว่า ทุกสิ่งทำงานร่วมกันเพื่อการดีแก่คนที่รักพระเจ้า ผู้ซึ่งได้รับการทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์” (รม. 8:28)

วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2553

เพลงบทใหม่

วันนี้ไม่ได้จะเขียนถึงคริสตจักรแห่งหนึ่งที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในอเมริกา เป็นหนึ่งในไม่กี่แห่งที่มีลูกหลานของศิษยาภิบาลและคณะผู้ปกครองของคริสตจักรแบบเดิมไปอยู่ร่วมกันเยอะมาก โดยมีผู้ก่อตั้ง ชื่อ Dave Gibbon ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของ Rick Warren คนที่แต่งหนังสือ ชีวิตที่เคลื่อนไปด้วยวัตถุประสงค์ นั่นแหล่ะครับ เรายอมรับว่า เราเป็นชุมชนคริสเตียนที่ค่อนข้างแนว อยากรู้ว่าแนวอย่างไรคงต้องไปดูเอง แต่คนบางลัทธิความเชื่อ เขาคงไม่มาดู เพราะเขามองว่าโบสถ์นี้เป็นพวกนิวเอจ ไม่เป็นไรครับ ท่านจะว่าอย่างไรก็ได้ ก็ท่านไม่เคยแม้แต่จะมาเหยียบนี่ครับ

เข้าเรื่องดีกว่า วันนี้จะมาคุยให้ฟังว่า การร้องเพลงบทใหม่ เกี่ยวข้องกับ การมีวิสัยทัศน์ อย่างไร

เพื่อความเข้าใจตรงกัน เราคงต้องมาคุยกัน เรื่อง วิสัยทัศน์ก่อน เพราะถ้าเราเห็นภาพของคำว่า วิสัยทัศน์ ไม่ตรงกัน คงคุยไปไม่ถึงเรื่องเพลงบทใหม่แน่

ก่อนอื่น ขอหยิบยก บางส่วนจาก บทความ “องค์กรปรนัย ตัวชี้วัด และวิสัยทัศน์เฉลี่ยแบบสมานฉันท์” จาก คอลัมน์ คิดสลับขั้ว ของ นายแพทย์ โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ในนิตยาสารเวย์ (Way) ฉบับที่ 30 มาให้อ่านกันครับ

“...วิสัยทัศน์ที่ทำๆ กันตามองค์กรต่างๆ มีอยู่มากมายหลายแบบ แต่พอจะจัดประเภทได้เป็นกลุ่มๆ คือ วิสัยทัศน์แบบนายบ้าว่าตามนาย (นายไปเข้าคอร์สผู้บริหาร เกิดปิ๊งกับแนวคิดอะไรก็เอามาแต่งเป็นวิสัยทัศน์) วิสัยทัศน์แบบขอฮิตด้วยคน (ทุกองค์กรก็เลยอยากเป็นเลิศ และอยากเป็นระดับโลกกันหมด) วิสัยทัศน์แบบคำขวัญวันเด็ก (เน้นสัมผัสนอก-สัมผัสในให้คำคล้องจองเป็นหลัก) วิสัยทัศน์แบบศัพทานุกรม (เน้นการรวมเอาคำใหญ่ๆ ทั้งหลายที่ฟังดูดีมาแต่งเป็นวิสัยทัศน์)
กระบวนการได้มาซึ่งวิสัยทัศน์นั้น ส่วนใหญ่ก็พิกลพิการพอๆกับวิสัยทัศน์ที่ได้ ที่นิยมกันมากก็คือกระบวนการสร้างวิสัยทัศน์เฉลี่ยแบบสมานฉันท์...”

พอดีกว่าครับ สนใจหาอ่านเพิ่มเติมได้ตามแผงหนังสือคุณภาพ หรือ waymagazine.wordpress.com

ผมเคยเข้าใจว่า วิสัยทัศน์ คือ การมองเห็นภาพในอนาคตอย่างชัดเจน เป็นภาพสุดท้ายของเป้าหมายที่เราจะทำให้เกิดขึ้น พูดง่ายๆว่า อยากได้อะไร ก็ต้องเห็นในรายละเอียดว่าต้องทำอะไรบ้าง

แต่เมื่อไม่นานมานี้ ผมเข้าใจใหม่ว่า วิสัยทัศน์ หมายถึง การเห็นศักยภาพภายในที่อาจเป็นได้ และความเป็นไปได้ที่คนหรือสิ่งนั้น จะเกี่ยวข้องกับสิ่งอื่นอย่างไร พูดง่ายๆว่า เป็นการมองเห็นตัวตนที่แท้จริงของคน หรือ วัตถุประสงค์แท้จริงในการทรงสร้างสิ่งต่างๆ
หากเรามีวิสัยทัศน์ต่อสิ่งใด ก็จะสะท้อนออกมาทางความคิดและพฤติกรรมที่มีต่อสิ่งนั้น ส่งผลให้มุมมองและการปฏิบัติของเราต่อคนนั้น สิ่งนั้น หรือ แม้กระทั่งตัวเราเอง ถูกยกระดับขึ้นเหนือการตอบสนองจากภาวะปัจจุบันที่เป็นอยู่ ไปเป็นการตอบสนองตามภาวะที่แท้จริงๆ หรือ ที่อาจเป็นได้ หากมองจาก ณ ปัจจุบัน เช่น ถ้าเราเห็นน้องของเราเป็นผู้ใหญ่ แต่ทำตัวโยเย แทนที่เราจะดุให้เขาเลิกทำตัวโยเย เราก็จะพูดกับเขาดีๆว่า ทำตัวไม่สมกับที่เป็นเลย

การยกระดับทัศนคติและการปฏิบัตินี้ ส่งผลต่อการขยายขอบเขต ความคิด ชีวิต ความเชื่อ ส่งผลให้ โลกทัศน์เราได้รับการปรับเปลี่ยนใหม่ให้ขยายออก เห็นการเชื่อมโยงต่อกันระหว่างคนหรือสิ่งต่างๆมากขึ้น ช่วยให้เราเห็นพระเจ้ามากขึ้น รู้จักพระเจ้ามากขึ้น (อันที่จริง พระองค์ก็สำแดงพระองค์เหมือนเดิมอยู่แล้วนะ)

ช่วยให้เราเห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้ามากขึ้น... อย่ารีบเข้าใจผิดว่า หมายถึงการมีประสบการณ์ที่แสนล้ำลึกหวานชื่นดูดดื่มลึกซึ้งกับพระเจ้ามากขึ้นนะครับ พระเจ้าทรงทำพระราชกิจของพระองค์ (ในชีวิตผู้เชื่อแต่ละคน) เหมือนเดิม แต่ความเชื่อของเราต่างหาก ที่ช่วยให้เราเห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้ามากขึ้น

การมีประสบการณ์ใหม่ๆ ในความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ก็ช่วยให้เราแสดงการขอบพระคุณพระเจ้าด้วยการร้องเพลงบทใหม่ถวายพระองค์ได้ง่ายขึ้น

เพลงบทใหม่ จึงสะท้อนถึงชีวิตที่เติบโตขึ้นในความรักและการรู้จักพระเจ้าโดยตรง และชีวิตแบบนี้ ก็จะเห็นถึงวัตถุประสงค์ในการทรงสร้างสิ่งต่างๆมากขึ้น ก็จะช่วยให้เขามีวิสัยทัศน์ที่คมชัดขึ้น

ดังนั้น ปัญหาของการไม่มีเพลงบทใหม่ จึงไม่ใช่ว่าเกิดจากคนไม่มีประสบการณ์กับพระเจ้า (หรือข้อแก้ตัวที่ฟังไม่ขึ้นว่า ไม่รู้จะร้องอะไรบ้าง ร้องเพลงไม่เก่งบ้าง) แต่เกิดจากคนไม่รู้ตัวว่า ตัวเองมีประสบการณ์กับพระเจ้า ซึ่งมักเกิดจากการใช้กรอบความคิดของโลกหรือตัวเราเองในการใช้ชีวิต แทนที่จะใช้จิตใจของพระเจ้า (และผมบอกท่านได้เลยว่า บางคนที่บอกว่า ตัวฉันเองอ่านพระคัมภีร์ คิดตามพระคัมภีร์ เป็นผู้นำให้คำปรึกษาคนตามหลักการในพระคัมภีร์ คนเหล่านี้บางคนก็เพียงใช้ข้อความในพระคัมภีร์เพื่อกลบเกลื่อนความคิดแบบโลกของเขาเท่านั้น)

วิธีแก้ไขที่ง่ายที่สุด (แต่ไม่ทราบว่าจะถ่อมใจทำได้หรือเปล่า) คือ “การถ่อมใจ” เปิดใจอ่านพระคัมภีร์ เพื่อให้พระคัมภีร์อ่านเรา (ไม่ต้องมาพยายามเค้นว่าอ่านพระคัมภีร์แล้วได้อะไร) อธิษฐานตามพระคัมภีร์ซึ่งบันทึกไว้เป็นประสบการณ์โดยอ้อมเพื่อหนุนใจและท้าทายเรา ขอพระเจ้าให้เรามีประสบการณ์โดยตรงบ้าง เป็นเรื่องพื้นฐานของคริสเตียนทุกคนในการรู้จักพระเจ้า

ส่วนประเด็นเรื่อง พระคัมภีร์ฉบับไหนดีที่ถูกต้อง ไม่บิดเบือน ยังไม่ต้องกังวล เพราะพระเจ้าทรงเที่ยงแท้ และพระคัมภีร์เป็นพระคำของพระเจ้าผู้เที่ยงแท้จริง ย่อมเชื่อถือได้อย่างแน่นอน แต่หากเราคุยกับพระเจ้าโดยอ้างอิงคำพูดของพระองค์จากพระคัมภีร์ (หรือคำสอนของคริสตจักร ผู้ปกครอง ใครก็ตาม) แล้วพบความขัดแย้ง เราก็จะรู้ได้เองว่า ถ้อยคำนั้น ถูกบิดเบือน

เรื่องพระคัมภีร์ เราคงต้องใช้เวลาเพื่อจะรู้ได้เอง แต่ถ้าเป็นคำสอนของคน โดยเฉพาะคนที่บอกว่าตัวเองมีวิสัยทัศน์ ลองย่องไปฟังว่าเขาร้องเพลงบทใหม่กันบ้างหรือเปล่า แค่นี้ก็รู้แล้วว่ารู้จักพระเจ้าจริง หรือ แค่พูดอิงนิยาย

วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2552

พระเจ้าอวยพร! (whom God has blessed!)

เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา นั่งฟังเรื่องของโยเซฟ กับ มารี ที่นิวซอง
นึกถึงความรู้สึกของทั้ง 2 คน ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง
นึกถึงแรงกดดัน และความยากลำบากที่พวกเขาทั้งคู่อาจต้องเผชิญ

หลายคนเข้าใจว่า พระพรของพระเจ้า
หมายถึง ความราบรื่น ดูดี ร่ำรวย มีลูกหลานผลผลิตล้นหลาม
แต่ในอีกด้านหนึ่งซึ่งเขียนไว้ในพระคัมภีร์
แต่เรามักไม่ค่อยได้พูดถึงกัน
นั่นคือ ทุกสิ่งมีวาระ และเวลาของมัน
ทั้งอุปสรรค ปัญหา สถานการณ์ไม่เป็นใจ ความยากจน การขาดแคลน
และอีกมากมาย
เหล่านี้ล้วนเป็นพระคุณและพระพรของพระเจ้าทั้งสิ้น
ตราบเท่าที่เราเป็นประชากรของพระองค์

พระเจ้าอวยพรเรา เพราะเราเป็นลูกของพระเจ้า
ไม่ใช่ว่า
เพราะเรา "ทำ" อย่างที่พระเจ้าบอกไว้
แต่บุตรที่รู้จักบิดา เห็นบิดาทำอย่างไร
บุตรก็จะทำอย่างนั้น

ผมนึกถึงความยากลำบากที่เผชิญอยู่
นึกถึงบางคำพูดที่มีคนเคยพยายามจะบอกให้ผมเชื่อว่า
เพราะผมทำตัวไม่ดี พระเจ้าจึงไม่อวยพร
(ดังนั้น จงทำตัวให้(ดู)ดีซะ)

ผมนึกถึงรุ่นพี่คนหนึ่งที่รักกันมาก
เขาเคยเป็นผู้นำในคริสตจักรที่ผมเคยอยู่
เขาถูกไล่ออกจากมหาวิทยาลัย
เพราะการทุ่มเทให้กับสิ่งที่ เราถูกสอนให้เชื่อว่านั่นคือการรับใช้
นั่นทำให้เขาไม่เห็นด้วยกับนโยบายบางเรื่อง
พี่คนนี้ไม่ได้รับการโปรโมต และ ถูกลดตำแหน่งในที่สุด
เขาถูกมองว่าเป็นคนหลงหาย เป็นคนมีปัญหาความคิด
ถูกลงวินัยจากคริสตจักร
บทเรียนทุกเรื่องที่ผมเรียนกับพี่เขา
โดยเฉพาะที่เขาเขียนเอง ถูกห้ามไม่ให้เอาไปสอนต่อ
ทั้งที่บางเรื่อง จนทุกวันนี้ ผมยังไม่เห็นใครจะทำได้ดีเท่า

หลายปีผ่านไป
เขาไปอเมริกา หาทางจนได้ทุนเรียนต่อปริญญาเอก
เขาช่วยหลายคนให้ได้รู้จักพระเจ้า
เขาเป็นทีมบุกเบิกของการตั้งคริสตจักรที่นั่น

วันที่เขากลับมาเยี่ยมกรุงเทพ เขาแวะไปที่โบสถ์
เขาอยากเจอน้องๆที่เขาเคยดูแล
วันนั้น ศิษยาภิบาล กล่าวชื่นชมเขาบนเวที บอกว่า
พระเจ้าอวยพรเขามาก
หลังจากนั้น ใครต่อใครต่าง "อวย" เขาในทันที
ทั้งที่ ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา คนเหล่านี้บางคน
มีบางคนที่ยังพูดถึงเขาในทางไม่ดีอยู่เลย

เมื่อเร็วๆนี้ มีอีกคนหนึ่งโชว์ โครงการ ที่กำลังเริ่มต้นขึ้น
(หลังจากใช้เวลาเตรียมความพร้อมอยู่นาน)
มีคนเข้าไป "อวย" เกือบร้อยคน แต่เท่าที่ผมเห็น
มีเพียงพี่คนเมื่อกี้เพียงคนเดียว ที่กล่าวเรื่องจริงเตือนใจว่า
ชีวิตของคนคนนี้จะเปลี่ยนไป...

เวลาที่เราต้องทำอะไรในสิ่งที่เราเชื่อ
แม้มันจะดูขัดแย้งกับความคิดเห็น
ตรรกะ เหตุผล ความสมเหตุสมผล
ประสบการณ์ในอดีต
ขนบธรรมเนียม ประเพณี ค่านิยม
นโยบาย หรือแม้แต่กฎหมายของมนุษย์

นอกจากต้องตรวจสอบกับความจริง ความสมจริง และความจริงใจแล้ว
พึงตระหนักไว้เลยว่า ไม่มากก็น้อยที่เราจะต้องเจอกับแรงเสียดทาน
อาจเป็นทางกาย ทางจิตใจ ทางความคิด ทางจิตวิญญาณ
ทั้งในขณะที่รู้ตัว และไม่รู้สึกตัว

แต่หากเรามั่นใจแล้วว่า
เรากำลังรักพระเจ้า
เรากำลังทำตามความจริงของพระเจ้าที่มีอยู่ในพระคัมภีร์
เรากำลังทำตามเสียงที่อยู่ภายใน
เรากำลังใช้ชีวิตสอดคล้องกับพระเจ้าที่เรารู้จัก
ทีสำคัญ เราไตร่ตรองแล้วว่า
เราจะกล้าบอกพระเจ้าในวันสุดท้ายว่า ทำดีกว่านี้ไม่ได้แล้ว

แม้จะมีความกลัวและหวาดหวั่น (ซึ่งเป็นเรื่องปกติของขั้นตอนในการเติบโต)
แต่
จงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด
เพราะพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับเรา

จงรู้จักพระเจ้า
พระองค์เป็นพระเจ้าผู้ทรงเริ่มต้นสิ่งดีไว้ในชีวิตเราแล้ว
พระองค์จะเป็นผู้ทำให้เราเติบโต (ด้วยวิธีการของพระองค์ อย่างเฉพาะตัวสำหรับเรา)
พระองค์จะเป็นผู้นำพาเราไปถึงความสำเร็จ
(แต่หากมนุษย์อย่างเราเริ่มเอง ก็ไม่ต้องแปลกใจว่ามันจะพังทลายลงไป)

พระองค์จะไม่ละทิ้งเรา
ไม่มีใครหรือสิ่งใดเลย สามารถตัดขาดแยกเราออกจากพระเจ้าได้
แม้แต่ตัวเราเอง

จงรู้จักพระเจ้า แล้วความเชื่อของท่านจะเพิ่มพูนขึ้น
แล้วจะเกิดความปีติยินดีแก่จิตวิญญาณของท่าน


บุคคลผู้ใดต้องถูกข่มเหงเพราะเหตุความชอบธรรม ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าอาณาจักรแห่งสวรรค์เป็นของเขา
เมื่อเขาจะติเตียนข่มเหงและนินทาว่าร้ายท่านทั้งหลายเป็นความเท็จเพราะเรา ท่านก็เป็นสุข
จงชื่นชมยินดีอย่างเหลือล้น เพราะว่าบำเหน็จของท่านมีบริบูรณ์ในสวรรค์ เพราะเขาได้ข่มเหงผู้พยากรณ์ทั้งหลายที่อยู่ก่อนท่านเหมือนกัน
มัธธิว 5:10-12

แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาอาณาจักรของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้แก่ท่าน
มัธธิว 6:33

วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2552

อยากหายดีหรือเปล่า (ยน.5:1-15)

หลังจากพระเยซูพำนักอยู่ที่แคว้นกาลิลีช่วงหนึ่ง (นานเท่าไหร่ก็ไม่รู้) พระองค์ก็เสด็จกลับไปยังเยรูซาเล็มอีกครั้ง เพื่อร่วมงานเทศกาลเฉลิมฉลองของชาวยิว

จริงๆแล้ว พระคัมภีร์ไม่ได้ระบุชัดเจนว่า เป็นงานเทศกาลอะไร และไม่มีการอ้างอิงถึงเหตุการณ์นี้อีกเลยด้วย แต่เป็นไปได้ว่า น่าจะเป็น 1 ใน 3 เทศกาลหลักซึ่งโดยปกติ ผู้ชายชาวยิวทุกคนควรจะต้องเดินทางไปเข้าร่วม คือ เทศกาลปัสกา เทศกาลฉลองการเก็บเกี่ยว หรือ เทศกาลอยู่เพิง

ในพระธรรมยอห์น ได้ระบุเอาไว้ชัดเจนว่า หลังจากพระเยซูเริ่มกระทำพระราชกิจ ทรงปรากฎตัวที่เยรูซาเล็มในเทศกาลปัสกา อย่างน้อย 3 ครั้ง (บทที่2, 6, 11) ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น พระเยซูจะใช้เวลาในการทำพระราชกิจระหว่าง 2 ถึง 3 ปี บนโลกนี้
แต่หากว่า งานเทศกาลที่กล่าวถึงตรงนี้ คือ เทศกาลปัสกาครั้งที่ 4 ก็จะกลายเป็นว่า ทรงใช้เวลากระทำพระราชกิจระหว่าง 3 ถึง 4 ปี แทน ดังนั้น คำพูดที่บอกว่า พระเยซูใช้เวลากระทำพระราชกิจบนโลก 3ปีครึ่ง จึงอาจไม่ถูกต้องก็ได้ และโดยส่วนตัว ผมคิดว่า เรื่องระยะเวลาการทำพระราชกิจของพระเยซู ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องให้ความสำคัญมากนักในเชิงการดำเนินชีวิต (โดยเฉพาะ เพื่อเป็นเครื่องมือในการปลุกเร้าให้ผู้เชื่อเร่งรีบรับใช้พระเจ้า ดั่งเช่นที่พระเยซูทรงทำมาแล้ว) นอกเสียจากในเชิงประวัติศาสตร์พระคัมภีร์

ก่อนเข้าไปในเขตกำแพงเมือง ใกล้ๆ ประตูแกะ มีสระน้ำอยู่สระหนึ่ง ในภาษาอาลาเมค เรียกว่า เบธซาธา ซึ่งไวยากรณ์ในภาษาเดิมใช้เป็นปัจจุบันไม่ใช่อดีต แสดงให้เห็นว่า ขณะที่ยอห์นเขียนพระคัมภีร์นี้ ยังมีสระน้ำอยู่ เป็นหลักฐานสนับสนุนอีกจุดหนึ่งว่า พระธรรมนี้เขียนขึ้นในช่วงก่อนที่กรุงเยรูซาเล็มจะถูกทำลาย

สระเบธซาธา มีลักษณะโดดเด่น คือ เป็นสระน้ำคู่ มีทางเดินสูงล้อมอยู่ 5 ด้าน ไม่ใช่ศาลา 5 หลัง อย่างที่หลายคนอาจเข้าใจกัน ที่นี่จะเต็มไปด้วยคนเจ็บป่วยไม่สบายจำนวนมาก ส่วนใหญ่จะเป็นคนตาบอด พิการ หรือ อัมพาต พวกเขาเชื่อว่า บางเวลาจะมีทูตสวรรค์มาทำให้น้ำกระเพื่อม ใครก็ตามที่เป็นคนแรกที่ลงไปในน้ำได้ คนนั้นจะหายดีจากการเจ็บป่วยที่เป็นอยู่

พระเยซูเดินเข้าไปในบริเวณสระน้ำ ทรงเห็นชายคนหนึ่งนอนเจ็บอยู่ (ไม่รู้ว่าป่วยเป็นอะไรเหมือนกัน พระคัมภีร์บอกแค่ว่า ไม่สบาย) เมื่อพระองค์รู้ว่าคนนี้ไม่สบายมานานถึง 38 ปีแล้ว ก็ทรงถามเขาว่า "อยากหายดีหรือเปล่า" แต่ชายคนนั้นกลับตอบพระเยซูว่า เป็นเพราะเขาไม่มีคนช่วยพาไปที่สระเมื่อน้ำกระเพื่อม แม้เขาจะพยายามด้วยตัวเขาเอง แต่คนอื่นก็ไปถึงก่อนหน้าแล้ว

ปกติเราเห็นแต่ภาพที่คนเจ็บมาร้องขอให้พระเยซูรักษา แต่ครั้งนี้พระเยซูกลับถามเสียเอง ชายคนนั้นอาจจะรู้สึกท้อแท้ใจ และคงทำใจแล้วว่าตัวเองคงไม่มีทางหาย อาจจะนอนรอความตายอยู่ก็ได้ เขาพยายามแล้วพยายามอีกที่จะทำในสิ่งที่เขาเชื่อ เพื่อให้ได้ในสิ่งที่เขาต้องการ... ฟังๆแล้ว ก็ไม่ต่างจากคนปกติอย่างพวกเราเท่าไหร่ เพียงแต่เรามีแรง และเรายังไปไม่ถึงจุดที่ "สิ้นหวัง" เราจึงยังทุ่มเทพยายามต่อไป ตามวิถีทางที่เราเชื่อ อาจจะต้องรอถึงเกือบ 40 ปี เราถึงจะหมดแรงและสิ้นหวัง ถึงเวลานั้น พระเจ้าคงมาเยี่ยมเยียนเรา คำถามนี้ อาจเป็นคำถามธรรมดาๆ ที่พระเยซูต้องการกระตุ้นให้เขามีความปรารถนา มีความหวังว่าจะหายดีอีกครั้ง

อย่างน่าอัศจรรย์ พระเยซูทรงรักษาเขาให้หายดีแม้เขาไม่รู้จักว่าพระองค์เป็นใคร พระองค์บอกให้เขาลุกขึ้น เก็บที่นอนแล้วเดินออกไปซะ แม้โดยปกติ การมีความเชื่อในพระเยซูจะเป็นสิ่งจำเป็นในการได้รับการรักษา แต่นี่แสดงให้เห็นว่า ฤทธานุภาพของพระเยซูทรงมีอย่างไม่จำกัด พระองค์ไม่ทรงถูกจำกัดด้วยความเชื่ออันจำกัดของเรา

ตอนแรกชายคนนั้นไม่รู้ว่า คนที่รักษาเขาเป็นใคร แต่เขาได้มีโอกาสเจอพระเยซูอีกครั้งในพระวิหาร และเขาได้รู้จักกับพระเยซูที่นี่ พระองค์บอกเขาว่า เขาหายดีแล้ว ให้หยุดทำบาป มิเช่นนั้นจะเกิดสิ่งที่แย่กว่ากับชีวิต

จริงที่ว่า ค่าจ้างของความบาปคือความตาย ผลที่ได้รับจากการทำบาป แย่ยิ่งกว่าการนอนเจ็บป่วยอยู่เกือบ 40 ปี เพราะเป็นผลนิรันดร์ แต่เราอาจจะไม่ต้องรอจนถึงหลังความตายก็ได้ บางครั้ง เมื่อเรารับการช่วยกู้จากพระเจ้าแล้ว เราก็เผลอลืมตัวไปตามความคุ้นเคยในการทำบาป หลงคิดไปว่าพระเจ้าทรงอภัยเราแล้ว ทรงอวยพรเราแล้ว มันจะไม่เป็นไร แต่พระเจ้าไม่เพียงทรงพระคุณ พระองค์ทรงยุติธรรมด้วย

พระเจ้า ทรงเปี่ยมด้วยความรักและพระคุณ แม้ในยามที่เราสิ้นหวัง หมดเรี่ยวแรง ยอมแพ้และขาดความเชื่อ พระเจ้าทรงช่วยเราได้อย่างอัศจรรย์ด้วยพระทัยกรุณาของพระองค์ แต่ พระคุณของพระเจ้านั้นมุ่งหวังให้เรากลับใจใหม่ หาก "พระคุณ" ใช้ไม่ได้ผล พระเจ้าอาจต้องใช้ "พระเดช" ตามสมควรกับที่เราควรได้รับ เพื่อให้เรากลับใจใหม่ในที่สุด

แต่จะด้วยวิธีการใดก็ตาม เชื่อเถอะว่าจุดเริ่มต้น คือพระองค์ทรงเมตตาสงสารเรา...
ประโยคแรกที่พระเยซูทรงตรัสถามชายคนนั้น วันนี้ อาจทรงกำลังถามเราด้วยก็ได้...

"อยากหายดีหรือเปล่าล่ะ?"

วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2552

หมายสำคัญการอัศจรรย์ครั้งที่ 2 (ยน.4:43-54)

หลังจากพระเยซูเสด็จออกจากแคว้นสะมาเรียเข้าไปยังแคว้นกาลิลี ที่ซึ่งครั้งหนึ่งพระองค์สั่งสอนเขา แต่พวกเขาพากันประหลาดใจด้วยรู้ว่าพระองค์เป็นลูกเต้าเหล่าใคร ครั้งนั้นพระองค์ตรัสกับเขาว่า ผู้เผยพระวจนะจะไม่ได้รับเกียรติในบ้านเมืองและวงศ์ตระกูลของตน แล้วพระองค์ก็ไม่ได้ทำการอัศจรรย์ เพราะเขาไม่มีความเชื่อ (มธ.13:53-58) แต่ครั้งนี้ชาวกาลิลีกลับต้อนรับพระองค์ด้วยความยินดี เพราะได้เคยเห็นการอัศจรรย์หลายอย่างที่พระองค์ทำในเทศกาลปัสกา ณ กรุงเยรูซาเล็ม

พระองค์เสด็จไปยังหมู่บ้านคานา ซึ่งพระองค์เคยทำการอัศจรรย์ครั้งแรกที่นี่ ด้วยการเปลี่ยนน้ำสำหรับใช้ล้างเท้าให้เป็นน้ำองุ่นชั้นดี ครั้งนี้พระองค์ได้พบกับข้าราชการของกษัตริย์เฮโรดคนหนึ่ง ซึ่งเดินทางมาจากเมืองคาเปอนาอุม เพื่อเชิญพระเยซูเสด็จไปรักษาลูกชายของเขาที่ป่วยหนักใกล้ตาย

พระองค์บอกข้าราชการคนนี้ว่า คนกาลิลีเหล่านี้ หากไม่ได้เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ก็จะไม่มีทางเชื่อได้เลย เหมือนจะเป็นการบอกเขาว่าให้มีความเชื่อ แม้จะยังไม่เห็นการอัศจรรย์ใดๆก็ตาม หรืออาจจะกำลังบอกเขาว่า ถ้าเจ้ามีความเชื่อในนามของเรา เจ้าก็จะเห็นการอัศจรรย์ โรคก็จะหาย ลูกเจ้าจะไม่ตาย เจ้าไม่จำเป็นต้องมาที่นี่ หรือเราไม่จำเป็นต้องไปบ้านเจ้าก็ได้
แต่ข้าราชการคนนั้นอาจจะยังไม่เก็ต และกังวลในอาการของลูกชาย จึงเร่งเร้าพระเยซูอีกครั้ง

พระเยซูจึงบอกว่าลูกเขาจะมีชีวิตอยู่ และให้เขากลับบ้านไป
ข้าราชการคนนั้นก็รับคำของพระเยซูแล้วเดินทางกลับบ้าน ระหว่างทางพบกับคนรับใช้แจ้งข่าวว่าลูกเขาหายดีแล้ว โดยหายดีเวลาเดียวกับที่พระเยซูบอกว่าลูกเขาจะมีชีวิตอยู่

บางทีเขาอาจจะตระหนักในเวลานั้นนั่นเองว่า แท้จริงแล้ว พระเยซูไม่ได้พูดในเชิงพยากรณ์ว่าลูกเขาจะยังมีชีวิตอยู่ แต่พระองค์ตรัสสั่งด้วยสิทธิอำนาจของพระองค์ ให้ลูกชายของเขาหายเจ็บและมีชีวิตอยู่ต่อไป นี่คงเป็นเหตุให้ทั้งตัวข้าราชการและครอบครัวเชื่อวางใจในพระเยซู

การรักษาโรคบุตรชายข้าราชการของกษัตริย์เฮโรดครั้งนี้ เป็นการอัศจรรย์ครั้งที่ 2 ของพระเยซู แต่ไม่ใช่ครั้งที่ 2 ในพระราชกิจของพระเยซูอย่างที่หลายคนเข้าใจ (ครั้งแรกคือ เปลี่ยนน้ำเป็นน้ำองุ่นหมัก ที่หมู่บ้านคานา) เพราะตอนที่พระองค์อยู่ที่เยรูซาเล็ม พระองค์ก็กระทำการอัศจรรย์หลายครั้ง (ยน.2:23)
แท้จริงแล้ว การอัศจรรย์ครั้งนี้เป็นการอัศจรรย์ครั้งที่ 2 ของการเดินทาง บนเส้นทางจากแคว้นยูเดียผ่านแคว้นสะมาเรียไปแคว้นกาลิลีนั่นเอง

วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2552

2 วันในแคว้นสะมาเรีย (ยน.4:1-42)

พระคัมภีร์เริ่มต้นด้วยว่า เมื่อพระเยซูรู้ว่า พวกฟาริสีได้ิยินว่าพระองค์มีสาวกเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ พระองค์ก็เสด็จออกจากแคว้นยูเดีย เพื่อขึ้นไปยังแคว้นกาลิลีที่อยู่ทางเหนือ (สงสัยพระเยซู คงรำคาญพวกนี้นะ วันๆไม่ทำอะไร เอาแต่ซุบซิบ สนใจเรื่องชาวบ้าน)
ปกติชาวยิวทั่วไป จะข้ามแม่น้ำจอร์แดนมาเดินทางฝั่งตะวันออก เพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าไปในถิ่นของชาวสะมาเรีย ซึ่งเป็นแคว้นที่อยู่ทางตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน และเป็นทางผ่านระหว่างยูเดียกับกาลิลี แต่พระเยซูจงใจเดินตรงไปเข้าไปในแคว้นสะมาเรียเลยครับ

ช่วงเที่ยงๆ พระเยซูนั่งพักเหนื่อยอยู่ริมบ่อน้ำ ปกติชาวบ้านจะมาตักน้ำกันช่วงเย็นๆ แต่เที่ยงวันนี้ มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินมาตักน้ำ (ท่าทางจะไม่อยากเจอหน้าผู้คนเท่าไหร่) พระเยซูเปิดฉากขอน้ำจากหญิงนั้นดื่ม สร้างความงุนงงให้กับสาวเจ้าอย่างมาก เพราะตามธรรมเนียมยิว น้ำจากภาชนะของสะมาเรียน ถือเป็นของมลทิน

คุยกันอยู่พักนึง พระเยซูชวนให้หญิงนั้นได้ดื่มน้ำแห่งชีวิต แต่หญิงสะมาเรียนก็ยังสนใจแต่น้ำดื่มที่จะดับความกระหายของเธอได้ แม้เธอจะเอ่ยปากขอน้ำนั้นด้วยความเข้าใจผิดแล้วก็ตาม

เมื่อถูกร้องขอ พระเยซูทรงเปิดบ่อน้ำพุแห่งชีวิตของหญิงนั้นทันที ทรงเปลี่ยนเรื่องพูด แล้วตามมาด้วยถ้อยคำที่ดูจะสบประมาทเธออย่างรุนแรง "ไปเรียกสามีเจ้ามาที่นี่สิ" "ถูกแล้วที่เจ้าว่าเจ้าไม่มีสามี ความจริงก็คือ เจ้ามีสามีมา 5 คนแล้ว และผู้ชายที่เจ้าอยู่ด้วยตอนนี้ ก็ไม่ใช่สามีของเจ้า"
โดยตามธรรมเนียมยิวแล้ว ผู้หญิงจะหย่าได้ 2 ครั้ง อย่างมากก็ไม่เกิน 3 ดังนั้น ถ้าสะมาเรียนใช้ธรรมเนียมเดียวกัน หญิงคนนี้ก็ประพฤตินอกธรรมเนียม เป็นไปได้ว่า เธอไม่ได้แต่งงานกับผู้ชายคนปัจจุบันที่เธออยู่ด้วย

ดูท่าทาง สาวเจ้าจะรู้สึกไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่ แม้จะยอมรับในความ "เหนือ" ของพระเยซู ว่าพระองค์เป็นผู้เผยพระวจนะ แต่นางก็เริ่มโต้ตอบเบี่ยงเบนประเด็นออกจากเรื่องสามีของนาง... นางเถียงเรื่อง สถานที่ในการนมัสการ

พระเยซูเลยโชว์เหนือของแท้ บอกว่า แม้สะมาเรียนจะนมัสการพระเจ้าเที่ยงแท้ แต่รู้จักพระเจ้าที่ตัวเองนมัสการอยู่น้อยเหลือเกิน และนับจากนี้ไป ผู้ที่นมัสการจริงๆ จะต้องรู้จักพระเจ้าที่ตัวเองนมัสการอยู่ พระเจ้าปรารถนาเช่นนั้น พระองค์เป็นพระวิญญาณ ผู้ที่นมัสการพระองค์จึงต้องนมัสการ (หรือดำเนินชีวิต) ในพระวิญญาณ และในความจริง (ซึ่งก็คือตัวพระเยซูเอง) มันไม่ใช่เรื่องของสถานที่ว่าเรานมัสการที่ไหน แต่อยู่ที่ไหนเราก็นมัสการพระเจ้าพระบิดาได้ ตราบที่เราอยู่ในพระเยซู...

แต่หญิงสะมาเรียนยังไม่ยอมแพ้และพยายามจะปิดการสนทนานี้เสีย (คงจะรำคาญพระเยซูเต็มทน) เธอบอกว่า เธอรู้อยู่แล้วว่าเมื่อพระผู้ช่วยเสด็จมา พระองค์จะอธิบายเรื่องเหล่านี้ (เพราะด้วยความที่สะมาเรียนส่วนใหญ่รู้พระคัมภีร์น้อย จึงมักคิดว่าพระคริสต์จะมีลักษณะคล้ายๆ ผู้ที่รู้และเข้าใจสิ่งต่างๆอย่างดี) ท่าทางเธอจะปรามๆ พระเยซูอยู่บ้างว่าอย่ามาทำอวดรู้

พระเยซู (คงยิ้มๆ) จึงสรุปเรื่องทั้งหมดว่า คนที่กำลังพูดกับเธออยู่นี่แหล่ะคือคนนั้น

พอดีกับที่เหล่าสาวกของพระเยซูกลับมา ต่างก็ตะลึงไปตามๆกัน เพราะธรรมเนียมสมัยนั้น อาจารย์สอนศาสนาของยิวยากที่จะพูดคุยกับหญิงสาวในที่สาธารณะ

หญิงสะมาเรียนก็คงตกใจไม่แพ้กัน ทิ้งเหยือกน้ำเธอไว้วิ่งกลับไปที่ตัวเมือง หน้าตาเธอคงตื่นๆ พอสมควร เธอเล่าให้ชาวเมืองฟังว่ามีคนที่บอกสิ่งที่เธอเคยทำไว้ได้ทุกอย่าง "ลองไปดูซิ คนนั้นจะเป็นพระคริสต์ได้ไหม" แม้เธอจะไม่ได้คาดคั้นให้ชาวเมืองยอมรับ แต่ตัวเธอเองก็ไม่อาจปฎิเสธได้

คนในเมืองนั้นหลายคนก็ได้เชื่อวางใจในพระเยซู เนื่องจากคำพยานของหญิงนั้น เมื่อพวกเขาไปพบพระเยซู ก็ได้ขอให้พระองค์พักอยู่กับเขา พระองค์ได้ทรงสอนชาวเมืองอีกหลายสิ่ง ทำให้อีกหลายคนที่ได้กลับใจเชื่อวางใจในพระเยซู

คนในเมืองบอกหญิงสะมาเรียนว่า ความเชื่อของพวกเขาไม่ได้อยู่บนสิ่งที่หญิงนั้นพูดอีกต่อไป แต่เพราะเขาสิ่งที่พวกเขาได้ยินจากพระเยซู และรู้ว่าแท้จริงแล้ว พระองค์คือพระผู้ช่วยให้รอดของโลกนี้ พวกเขารู้แล้วว่า พระเยซูไม่ได้มาเพียงเพื่อสอน แต่มาเพื่อ "ช่วย" และไม่เพียงช่วยคนรู้น้อย ด้อยค่าทางสังคมเช่นพวกเขา แต่ทรงช่วยมนุษย์หมดสิ้นทั้งโลก

เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในระยะเวลาสองวัน หลังจากนั้น พระเยซูก็ทรงเสด็จเดินทางต่อไปยังแคว้นกาลิลี...

วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2552

อิสราเอลแท้

มองย้อนกลับไปช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา เห็นพระเจ้าทรงทำงานในชีวิตของผมผ่านน้องคนหนึ่งอย่างมากจริงๆ
จากเพียงเสียดสี เริ่มเป็นขัดเกลา เริ่มเป็นกระเทาะ ล่าสุดเริ่มพัฒนาไปสู่การเจาะลึก
มีหลายอย่างในชีวิต ที่ต้องกล้ำกลืนยอมรับว่าเราไม่ชัดเจนจริงๆ เราไม่รู้จริงๆ หรือแม้กระทั่ง เราเชื่อมาผิดๆ
หลายต่อหลายอย่างที่ชีวิตถูกโปรแกรมไว้ด้วยวิธีความคิดมนุษย์ แล้วเคลือบฟิล์มอย่างดีด้วยคำว่า พระคัมภีร์

แม้กระทั่ง ความรู้สึกและจิตสำนึก ก็ยังกลายเป็นผลผลิตของความคิด นับว่าอันตรายจริงๆ ไม่น่าแปลกใจ เวลาที่ผ่านมาถึงรู้สึกเสมอๆ ว่าตัวเองแค่ไปได้ใกล้ๆความจริง แต่ไม่เคยไปถึงเสียที

มันต่างกันมาก ระหว่างการยอมรับว่า เราเป็นคนบาป และการที่เราคิดว่า เรา(ควร)ยอมรับว่า เราเป็นคนบาป
ความคิดเป็นผลผลิตของสมอง เกิดจากกระบวนการคิดของมนุษย์
ไม่ได้บอกว่า คริสเีตียนไม่ต้องใช้ความคิด แต่แค่จะบอกว่า ต้องใช้ให้สมดุลย์

ข้อสรุปของผม ก็คือ ผมกลับมาเริ่มต้นอ่านพระคัมภีร์อีกครั้ง ค่อยๆอ่าน ไม่เน้นอ่านเร็วหรืออ่านเยอะ ตั้งใจว่าจะอ่านรอบเดียวแต่ขอเน้นๆ ไปช้าๆ แต่ให้ชัวร์

ประเดิมด้วย พระธรรมยอห์น ก็ให้เจอเรื่องใหม่ๆ หลายอย่าง ตั้งแต่บทที่ 1 เช่น
ข้อ 5 ความสว่างส่องเข้ามาในความมืด และความมืดหาได้ชนะความสว่างไม่... ถ้าให้ดีน่าจะแปลว่า และความมืดหาได้รู้จักความสว่างไม่ ซึ่งน่าจะสอดคล้องกับข้อ 10-11 มากกว่า ผมเข้าใจว่า ความสว่างกับความมืดก็อยู่ด้วยกันแหล่ะ แต่ความมืดไม่รู้จัก ไม่เข้าใจความสว่างเท่านั้นเอง
หรือเรื่องที่พระเยซูรับบัพติศมา อ่านมาตั้งนานเพิ่งจะเข้าใจว่า ยอห์นก็ไม่รู้ว่าใครคือพระเมสสิฮาห์ รู้แต่ว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์จะมาเจิมคนนั้น พอยอห์นเห็นพระวิญญาณลงมาประทับพระเยซู ถึงรู้ว่าคนนี้แหล่ะตัวจริง
โดนใจสุด คงเป็นเรื่องของ นาธานาเอล (ชื่อเขาแปลว่า พระเจ้าประทานให้ หรือ ของขวัญจากพระเจ้า) ตอนฟิลิปไปชวน เขาพูดโพล่งขึ้นมาว่าจะมีสิ่งดีออกมาจากนาซาเร็ธหรือ แต่พระเจ้ากลับเรียกเขาว่า อิสราเอลแท้ ผมเข้าใจว่าเพราะเขาพูดตรงไปตรงมา ในใจเขาไม่มีอบาย ไม่ลับลมคมใน เขาไม่ได้เป็นอิสราเอลแท้ เพราะเชื้อสาย แต่เพราะความเชื่อของเขา

ไม่ง่ายเท่าไหร่เลย ที่จะเป็นคนอย่างนั้น เป็นคนที่มีจิตใจซื่อตรงกับพระเจ้า แต่ก็จะเริ่มต้นนะครับ

วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

to honour You...

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ไปร่วมงาน Pray & Worship Party by Newsong Bangkok
หลังจากอิ่มหมีพีมันแล้ว ระหว่างนมัสการ เพื่อนเราคนนึงที่ร้องเพลงอยู่บอกว่า ที่เราร้องเพลงว่า ขอถวายเกียรติแด่พระเจ้าในทุกสิ่งที่เราทำน่ะ เราทำอย่างนั้นจริงๆหรือเปล่า หรือแค่ร้องเป็นเพลงเท่านั้น ให้เราได้สำรวจชีวิตของเราด้วยกัน...

ซึ่งก่อนหน้านั้น เพลงหนึ่งที่เราร้อง มีประโยคหนึ่งที่บอกว่า You are the humble King...

ผมตระหนักมากขึ้นว่า มนุษย์อย่างเราๆ ไม่อาจพูดได้ว่า I'm good ดั่งเช่นที่พระเจ้าบอกเราว่า พระองค์นั้นดี
ความดีของเรานั้น ไม่ได้ขึ้นกับ การตะเกียกตะกาย ของเราในการ พยายาม ทำหรือไม่ทำสิ่งใด ให้ไปถึงพระองค์ หรือเป็นเหมือนพระองค์ได้ ต่อให้เราพยายามมากขนาดไหน เราก็ทำไม่ได้ เราไม่สามารถดีพร้อมจนปราศจากข้อตำหนิได้

ไม่ใช่การพยายามเหยียดตัวเองให้สูงขึ้น แต่คือการหยุด และยอมรับการช่วยเหลือด้วยความรัก และพระเมตตาของพระองค์
เพราะแท้จริงแล้ว พระเจ้าได้ทรงน้อมตัวเองลงมาหามนุษย์อย่างเราแล้ว พระองค์ได้ทรงมาเพื่อช่วยเราให้เป็นคนดีแล้ว

ดังนั้น คริสเตียน จึงไม่จำเป็นต้องพยายามทำดี หรือพยายามเป็นคนดี
เราไม่สามารถพยายามเป็นใครที่เราเป็นอยู่แล้วได้

การถวายเกียรติพระเจ้า จึงไม่ใช่การทำอะไร "เยอะๆ" เพื่อเชิดชูพระองค์ แต่เป็นการสะท้อนและส่งผ่าน "ชีวิตของพระองค์" ที่เราได้รับมาจากพระเจ้า เป็นการดำเนินชีวิตประจำวันปกติที่แตกต่างจากโลก

แตกต่าง... ไม่ใช่เพราะเราทำต่าง แต่เพราะตัวเราที่ต่าง
แน่นอน เพราะสิ่งที่เราเป็น ไม่ใช่เป็นของโลกนี้ หลายสิ่งที่เราทำจึงต่างจากโลกนี้โดยปริยาย
แต่ก็นั่นแหล่ะนะ สิ่งที่เราเป็นต่างหากที่สำคัญ

ขอพระเจ้าช่วยให้เรา...
หยุด ตะเกียกตะกายดิ้นรนพยายามเพื่อพระเจ้า
ยอม จำนนต่อความจริงและพระประสงค์ของพระเจ้า
รับ พระคุณและการช่วยเหลือจากพระเจ้า
รู้ ตัวเราเองเป็นใคร และพระเจ้าคือใคร
รัก พระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ กำลัง และความคิด

ให้เราได้มีประสบการณ์ส่วนตัว ในการถวายเกียรติแก่พระเจ้าในทุกสิ่งที่ทำ
และให้เราได้รู้จักความยินดี ที่พระองค์ประทานให้ เนื่องจากเราดำเนินชีวิตถวายเกียรติแด่พระบิดาของเรา

เอเมน เอเมน

วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ศิลามุมเอก

ศิลามุมเอก เป็นก้อนหินที่แข็งมาก แข็งจนเกินกว่าช่างก่อจะเอามาสกัดให้เป็นรูปร่างตามต้องการ เพื่อใช้ในการก่อสร้างได้
เพราะความแข็งเกินไปในสายตาของช่างก่อสร้างนี้แหล่ะ หินก้อนนี้จึงถูกทิ้งขว้าง

มองอีกมุมหนึ่ง หินแต่ละก้อนมีลักษณะที่แตกต่างกัน ไม่ใช่ทุกก้อนจะสามารถนำมาสกัดเพื่อใช้ก่อผนังได้ทั้งหมด
เปรียบเหมือนคนที่แตกต่างกัน
สำหรับคนบางคน คงยากไปที่จะหยิบเขามาก่อเป็นกำแพงของคริสตจักร

อาจเนื่องด้วยว่า เขาแข็งแรงเกินกว่าจะทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของกำแพง
อาจเพราะพระเจ้ามีพระประสงค์อันดี สร้างให้เขาแข็งแรง ให้เขาทนทาน เพื่อเขาจะทำหน้าที่เป็นผู้คำ้ยันกำแพงพระวิหาร
หากไม่มีศิลามุมเอก วิหารก็ไม่แข็งแรง และง่ายต่อการพังทลาย

ช่างก่อที่ไม่ยอมรับความจริง ยังดึงดันจะใช้ศิลาแบบนี้มาก่อผนังให้ได้
ยังคงพยายาม "สกัด" ทุกวิถีทาง เพื่อให้ได้ก้อนหินรูปร่างดั่งใจ
แม้จะทุ่มเทแรงทั้งตัวล้มทับเพื่อให้ศิลานั้นแตก ก็คงมีแต่ตัวเขาเองที่เจ็บตัว อาจถึงขั้นกระดูกหักได้ทีเดียว

กระนั้นก็ยังคงดีกว่า เพราะหาก ศิลาแบบนี้ตกทับผู้ใด คงไม่ใช่แค่เจ็บตัวเท่านั้น
พระคัมภีร์บอกว่า ถึงขั้นแหลกละเอียดกันเลยทีเดียว

แต่พระเยซูก็บอกเราไว้ด้วยแหล่ะนะ เมื่อวิหารที่สร้างด้วยมือมนุษย์พังลง พระองค์จะก่อขึ้นใหม่ภายใน 3 วัน...
ก่อขึ้นด้วยพระคุณของพระองค์ ณ ไม้กางเขนนั้น

เอ... วันนี้ ชีวิตของเราเป็นวิหารแบบไหนกัน สร้างด้วยน้ำมือมนุษย์ หรือถูกก่อขึ้นด้วยพระคุณของพระเจ้า

วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

พระคุณพระเจ้า

ช่วงนี้อ่านพระธรรมลูกาอยู่ อ่านแล้วได้เห็นมุมมองใหม่ๆอะไรบางอย่าง เกี่ยวกับ "พระคุณของพระเจ้า" เลยนำมาแบ่งปันกัน

ลก.15
(1-7) แกะ ไม่เพียงเป็นสัตว์เลี้ยงพื้นฐานตามบริบทยิวสมัยนั้น (เหมือนการเลี้ยงควายในบ้านเรา) แกะเป็นสัตว์เศรษฐกิจ เป็นทรัพย์สินลงทุน และเป็นสิ่งหนึ่งในการแสดง ฐานะ ทางสังคม

(8-10) เงิน เป็นเครื่องยังชีพจำเป็นกับชีวิตประจำวัน แกะหายยังอยู่ได้ แต่เงินหายนี่อยู่ลำบาก พื้นฐานเรื่องทางกายภาพจะได้รับการกระเทือนไปหมด คล้ายๆกับ เวลาไม่มีเงิน แล้วเจอเหรียญสิบซักเหรียญบนพื้น ความรู้สึกจะคล้ายๆอย่างนั้น

(11-32) แต่กับหัวอกพ่อแม่ ลูกเป็นดั่งแก้วตาดวงใจ ยิ่งกว่าทรัพย์สินเงินทองมากนัก การได้ลูกกลับมาอยู่ด้วยกัน หลังจากที่ไม่ได้ยินข่าวคราว หรืออาจจะต้องเตรียมใจว่าลูกอาจตายไปแล้ว ความเปรมปรีดิ์จะมากล้นพ้นกว่าการได้แกะ ได้เงิน กลับคืนมาซักเท่าใด

สมบัติหาย เงินหาย ลูกหาย หากได้กลับมา มนุษย์ยังยินดี แต่หากมนุษย์ได้กลับสู่อ้อมอกของพระบิดาในสวรรค์ ชาวสวรรค์คงร่วมปรีดากับพระเจ้าอย่างล้นหลามทีเดียว
-----------------------------------------

ลก.16
(1-13) เมื่อมีคนร้องเรียนความผิด นายก็ไต่สวน แต่ระหว่างไต่สวนก็ไม่ให้ทำหน้าที่แล้ว คนต้นเรือน ก็ยังใช้ความฉลาดแบบโลก ใช้สมบัติของโลก เพื่อสำแดงพระคุณกับคนในโลก เพื่อให้เขายังสามารถดำเนินชีวิตอยู่ในโลกนี้ได้ แต่พระเยซูไปไกลกว่านั้น คือ ให้เราใช้สมบัติของโลก (อย่าไปใช้คำว่า สมบัติอธรรมนะครับ คงไม่ใช่่แค่งงและสับสนกับความหมาย แต่ยังจะอายเขาด้วย) ในการสำแดงพระคุณนำคนเข้าอาณาจักรสวรรค์

(19-31) พระเจ้าเองก็ปรารถนาให้เราสำแดงพระคุณต่อกัน ดั่งกรณีเศรษฐีและลาซารัส พระองค์ตรัสและสำแดงผ่านผู้เผยพระวจนะมาตลอด แต่เศรษฐีไม่เห็นความจำเป็น ครั้นเมื่อตายไป พระเจ้าก็ยังคงมีเมตตาเขาอยู่ แต่เขาเองก็ต้องรับผล ตามระบบความยุติธรรมของพระเจ้า ถึงเวลานั้น แม้พระเจ้ายังปรารถนาให้พระคุณกับเขาเหมือนเดิม แต่เขาเองกลับรับไม่ได้เสียแล้ว แม้เขาเองก็ปรารถนาจะรับพระคุณนั้นด้วยเช่นกัน
-----------------------------------------

ลก.17
(1-6) ถ้าใครทำผิดต่อเรา และเขากลับใจแล้ว มีพระคุณต่อเขา ให้อภัยเขาดีกว่า แม้จะผิดซ้ำผิดซาก แต่หากเขาบอกว่า "ฉันกลับใจแล้ว" ก็ต้องให้อภัยเขา พระเยซูเตือนแล้ว "จงระวังให้ดี" พระองค์คงรู้ว่า มันคงยากที่เราจะเชื่อ และง่ายที่จะตัดสิน ง่ายที่จะเผลอลืมให้พระคุณกับคนอื่นเปล่าๆง่ายๆ เหมือนที่เราได้รับมา

(7-10) แต่ถึงกระนั้น ก็ต้องแยกให้ชัดว่า อะไรคือ "พระคุณ" อะไรคือ "หน้าที่" จะมาอ้างว่า เป็นการประพฤติที่กอปรด้วยพระคุณไม่ได้ หากสิ่งนั้นสมควรประพฤติเนื่องจากเป็นหน้าที่ตามบทบาทของเรา

(11-19) หัวใจของการขอบคุณ จึงไม่ได้เกิดจาก "ความรู้" ว่าต้องทำอะไรเป็นการขอบคุณ แต่เกิดจาก "ความซาบซึ้ง" ในพระคุณ ซึ่งจะแสดงออกเป็นการกระทำที่บางครั้ง อาจดูแปลกตา ประหลาดใจผู้คนอยู่บ้าง
-----------------------------------------

สุดท้าย กับ ศักเคียส ใน ลก.19 ซึ่งน่าจะเป็นคนที่ดังมากในหมู่พี่น้องโบสถ์ความหวัง(เดิม) เพราะทุกคนที่ถูกสอนเรื่อง การกลับใจใหม่ มักไม่พ้นต้องพูดถึงคนๆนี้

(5) ผมถูกสอนว่า พระเยซูทรงรู้จักศักเคียสก่อน จึงเรียกชื่อเขาถูก แต่เป็นไปได้ไหม เนื่องจากศักเคียสเป็นคนดัง(2) และพฤติกรรมของเขาก็เด่นตา (ปีนขึ้นต้นมะเดื่อ) คนรอบข้างที่เห็นก็พูดถึงเขา พระเยซู อาจจะได้ยินชื่อเขาจากฝูงชนก็ได้
แต่สิ่งสำคัญ คือ พระองค์ทรงเห็นว่า ศักเคียส อยากเห็น อยากรู้จักพระองค์ พระองค์จึงทรงสำแดง "พระกรุณา" กับเขา ในการเข้าไปพักที่บ้านของเขา

(8) ผมถูกสอนว่า ศักเคียส ได้แสดงออกให้เห็นว่า เขากลับใจจริงๆ พระเยซูจึงพูดว่า(9) "วันนี้ความรอดมาถึงครอบครัวนี้แล้ว" แต่หากถอยกลับขึ้นไปอ่านข้างบน(7) เป็นไปได้ไหมว่า เสียงบ่นของคนทั้งหลายนั้นดังมากจนเข้าหูของศักเคียส เขาคงเกิดความละอายใจ สำนึกได้ และเกิดความตระหนักถึงความไม่สมควร ที่พระเยซูจะมาประทับกับเขา ให้เสื่อมเสียพระเกียรติ

ผมถูกสอนว่า ศักเคียสกลับใจอยู่ก่อนแล้ว จึงแสวงหา(3-4) และยินดี(6) อีกทั้ง ประกาศความตั้งใจอย่างชัดเจน(8) ในการดำเนินชีวิต ให้เราเอาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตว่ากลับใจใหม่จริง แต่วันนี้ ผมกลับคิดอีกแบบหนึ่ง ผมคิดว่า ศักเคียส ไม่ได้กลับใจอยู่ก่อนแล้ว(2) การบอกอาชีพและฐานะของเขาในพระคัมภีร์ ชี้ให้เห็นโดยนัยว่า (ครับ ผมตีความเอง) ศักเคียสเป็นคนบาปแน่ ซึ่งยืนยันได้จากสายตาของคนทั้งหลาย(7) ความยินดีของศักเคียส(6) เป็นความยินดีตามวิสัยของคนทั่วไป ที่ได้หน้าเมื่อคนดังมาพักกับตน หรืออาจเป็นไปได้ที่เขาจะได้คุยกับคนดัง ผมคิดว่า แรกเริ่ม ศักเคียสไม่ได้มองว่า พระเยซูเป็นใคร มากไปกว่าคนมีชื่อเสียงที่ประชาชนพูดถึงมากคนหนึ่งเท่านั้น

การกลับใจใหม่ของศักเคียส จึงน่าจะเกิดขึ้นหลังจากที่เขาได้ยินคนทั้งหลายบ่นว่า พระเยซูมาพักกับคนบาป แล้วเขาได้แสดงออกถึงท่าทีในการกลับใจใหม่นั้นด้วยคำพูดว่าเขาจะทำอะไร(8) เพื่อให้สมกับพระเกียรติของพระเจ้า ซึ่งพระเยซูเองก็ได้ชมเชยเขา และยืนยันว่าเขากลับใจแท้ ได้รับความรอดแล้ว(9-10)

ประเด็น คือ พระเยซูทรงสำแดงพระคุณ กับผู้ที่ไม่สมควรได้รับ ส่งผลให้ บุคคลนั้น เกิดความละอาย สำนึกได้ แล้วนำไปสู่การกลับใจใหม่จากจิตใจและความคิดของเขาเอง จน "คิดได้" ว่าตนสมควรทำสิ่งใดเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้าผู้ทรงมีพระคุณกับเรา

นอกจากนี้ ผมยังถูกสอนด้วยว่า แม้มีเส้นทางเข้าเยรูซาเล็มได้หลายทาง แต่พระเยซูทรงรู้ล่วงหน้าว่าจะมาพบศักเคียส (ด้วยว่าพระองค์เป็นพระเจ้าผู้ทรงสัพพัญญู) จึงเลือกเส้นทางผ่านเมืองเยรีโค... แค่สงสัยเฉยๆว่า ความคิดนี้ เป็นการช่วยเสริมความเป็นพระเจ้าให้กับพระเยซู มากกว่าที่พระคัมภีร์บรรยายไว้หรือไม่ แม้จะเป็นไปได้ แต่ไม่มีพระคัมภีร์กล่าวไว้ชัดๆ เป็นการเติมช่องว่างของเหตุการณ์ให้เต็มด้วยอคติแห่งความคิดที่หวังดีของเราหรือเปล่า แล้วถ้าอย่างนั้น... จะมีเรื่องอื่นๆอีกไหมที่เป็นแบบนี้ ซึ่งทำด้วยความหวังดีแต่ขาดความเข้าใจที่จริงแท้

ขอพระเจ้าทรงโปรดสำแดงพระคุณให้ตัวผมเองและเราทุกคนได้เห็นพระเยซูคริสต์อย่างถูกต้อง ผู้เป็นความจริงของพระเจ้าซึ่งโปรดสำแดงไว้แล้วในพระคัมภีร์ มากขึ้นทุกวันต่อวันด้วยเถิด เอเมน

วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2552

อาหาร...เป็นพิษ

เด็กน้อยคนหนึ่งใช้ส้อมจิ้มอาหารเข้าปาก เขากินและกลืนลงท้องด้วยความเอร็ดอร่อย เด็กคนนั้นไม่ทันได้สังเกตุเห็นสิ่งซึ่งข้าพเจ้าเห็น นั่นคือ ปลายของส้อมนั้นหักไปซี่หนึ่ง พระเจ้าให้ความเข้าใจแก่ข้าพเจ้าว่า มันหักคาอยู่ในอาหารชิ้นนั้น เด็กน้อยคนนั้นไม่รู้ว่าตัวเองได้เผลอกินสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกายของเขาพร้อมอาหารเสียแล้ว

หลังจากนั้น เด็กคนนั้นก็ไม่สบาย หนักมากจนเกือบจะตาย...

ข้าพเจ้าได้รับความเข้าใจ ดังนี้ว่า

ส้อม เป็นอุปกรณ์ในการนำพาอาหารเข้าสู่ร่างกาย เพื่อบำรุงเลี้ยงชีวิตให้เจริญเติบโต ชีวิตมิอาจเติบโตได้หากปราศจากอาหาร ส้อมถูกสร้างเพื่อใช้เป็นอุปกรณ์ มิใช่เพื่อเป็นอาหาร ส้อมมีคุณประโยชน์ เป็นอุปกรณ์ที่ดี แต่ก็มิใช่อาหาร ไม่มีประโยชน์ต่อชีวิตโดยตรง หนำซ้ำจะยังนำมาซึ่งพิษภัยอีกด้วย หากกินเข้าไป

หากเรามิได้สังเกต มิได้พินิจพิเคราะห์ เราอาจเข้าใจว่าความเจ็บป่วยนั้นเกิดจากอาหารเป็นพิษ แต่ความจริง อาจมีมากกว่าสิ่งที่ตามองเห็น พิษร้ายที่เป็นผลเสียทำลายร่างกาย อาจเกิดจากอุปกรณ์ที่เห็นว่าเป็นคุณ แต่ถูกเผลอไผลกินเข้าไปเสมือนเป็นอาหาร

หากครั้งนี้รอดตาย แล้วยังมีครั้งหน้าให้ท้องเสียไม่สบาย ลองนึกตรึกตรองพิจารณาให้ดี ว่าสาเหตุที่แท้จริงของความเจ็บป่วยคืออะไรกันแน่ เพราะเผลอกินสิ่งที่ไม่ควรกิน เพราะหลงเข้าใจผิดกินสิ่งที่กินไม่ได้ว่ากินได้ หรือจะสรุปง่ายๆตื้นๆเหมือนเดิมว่าเป็นเพราะอาหาร...เป็นพิษ

วันพุธที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2552

ลมบน

วันนี้พระเจ้ามาหนุนใจในกลุ่ม

ก่อนกลุ่ม นั่งรถเมล์มา รถติด ร้อนๆ แล้วก็หลับ
ตื่นมา รู้สึกตัวเองได้ว่า ป่วยเสียแล้ว หมดเรี่ยวหมดแรงกันซะอย่างนั้น

มาถึงกลุ่ม ก็ไม่เห็นใคร แถมหย่อนก้นนั่งลงแล้ว ถึงรู้ว่าคนที่นำอธิษฐาน นมัสการ ก็ไม่สบาย มาไม่ไหว
ก็ตัดสินใจนำแทนนะ แต่สภาพนี่แย่สุดๆเลย

พระเจ้ามาหนุนใจ ผ่านคำเผยพระวจนะ

ชีวิตคนเราก็เหมือนการเล่นว่าว กว่าจะพาให้ไปขึ้นติดลมบนได้ ไม่ง่าย ต้องเหนื่อย ต้องทุ่มเท ต้องพยายาม
แต่เมื่อติดลมบนแล้ว พระเจ้าจะเป็นดั่งลมบน เป็นผู้ที่พาชีวิตของเราลอยทะยานไปยังที่ต่างๆอย่างมีเสถียรภาพ

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันศุกร์ มีอธิษฐานรวมในโซน ก็เห็นเป็นภาพของคนที่อยู่ในหลุมลึก ที่คนนั้นคิดว่าตัวเองไม่สามารถปีนขึ้นมาได้ แต่พระเจ้าก็หนุนใจให้ พยายาม ให้ลงมือทำ พระเจ้าจะช่วยในส่วนที่เกินความคิดความเข้าใจ และความสามารถของมนุษย์เอง

อีกนิดเดียว สู้ๆ พยายามหน่อย อึดหน่อย ใกล้จะติดลมบนของพระเจ้าแล้ว เอเมน เอเมน

อธิษฐานด้วยความเชื่ออย่างเกิดผล

ครั้งหนึ่ง ดร. พอล ยองกี โช ผู้รับใช้ของพระเจ้าที่มีชื่อเสียงในประเทศเกาหลี ได้อธิษฐานกับพระเจ้า ร้องทูลถึงความลำบากยากจนข้นแค้นของชีวิตของท่านต่อพระเจ้า และได้ร้องทูลขอ โต๊ะ เก้าอี้ และจักรยาน จากพระเจ้า ผ่านไปหกเดือนท่านยังคงรักษาความเชื่อ แต่พระเจ้าก็ยังมิได้ทรงตอบคำอธิษฐานของท่าน วันหนึ่ง ท่านรู้สึกท้อแท้ใจและได้อธิษฐานกับพระเจ้า ในค่ำคืนนั้น พระเจ้าทรงมาเยี่ยมเยียนท่าน และสอนท่านให้อธิษฐานขอสิ่งที่ต้องการให้ชัดเจนเจาะจงลงไป เมื่อท่านขอใหม่ ท่านเกิดความมั่นใจว่าได้รับแล้ว ท่านได้แบ่งปันให้สมาชิกคริสตจักรฟังเหมือนว่ามันเกิดขึ้นแล้ว แม้ยังมองไม่เห็น

ดร.ยองกี กล่าวว่า เหมือนกับสตรีตั้งครรภ์ ทารกของนางนั้นมีจริง เพียงแต่ยังไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตา เมื่อถึงครบกำหนดเวลาก็จะคลอดออกมา เราจึงจะเห็นได้ เช่นกันกับการอธิษฐานขอกับพระเจ้า ด้วยความเชื่อที่ชัดเจนเจาะจงในสิ่งที่ขอ และมั่นใจว่าได้รับแล้วนั้น สิ่งที่ขอนั้น พระเจ้าทรงประทานให้แล้ว เมื่อถึงเวลา สิ่งนั้นก็จะปรากฏชัดให้เห็นกับตา เป็นที่ถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าอย่างแน่นอน

วิธีการอธิษฐานด้วยความเชื่ออย่างเกิดผล
1. สร้างเป้าหมายให้ชัดเจน
- สร้างเป้าหมายทางจินตนาการให้ชัดเจน เห็นเป็นภาพในจิตใจในทุกรายละเอียด
- พระเจ้าจะไม่ตอบคำอธิษฐานที่เลื่อนลอย
- พระเจ้าทรงกระทำงานของพระองค์ ผ่านความคิด ผ่านความเชื่อของเรา

2. มีใจปรารถนาอย่างแรงกล้า
- สภษ.10:24 ...แต่สิ่งใดที่คนชอบธรรมปรารถนา พระองค์ทรงประสาทให้
- สดด.37:4 4 จงปีติยินดีในพระเจ้า และพระองค์จะประทานตามใจปรารถนาของท่าน
- พระเจ้าไม่ต้องการลักษณะอุ่นๆหรือเรื่อยๆเฉื่อยๆ พระองค์เป็นพระเจ้าที่ชำนาญในทางเร่งร้อน
3. ขอหลักฐาน ขอความมั่นใจ
- ขอพระเจ้าประทานสิ่งยืนยัน ให้เป็นความแน่ใจ เป็นหลักฐานค้ำประกันว่าจะสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้
- ตั้งใจอธิษฐานจนกระทั่งได้รับการยืนยันจากพระเจ้า เกิดความมั่นใจภายในจิตใจว่าพระเจ้าทรงประทานสิ่งนั้นใหแล้ว และมันจะคลอดออกมาเมื่อถึงเวลาที่กำหนด
4. ใช้ถ้อยคำ
- แสดงความเชื่อให้ปรากฏทางถ้อยคำ ในคำพูด ในคำอธิษฐาน
- การอัศจรรย์จะไม่เกิดขึ้น จากความพยายามอันไร้ความรู้ความเข้าใจในพระวจนะคำของพระเจ้า
- เรามีกฎเกณฑ์สำหรับปฏิบัติตนในอาณาจักรฝ่ายวิญญาณ และมีแหล่งทรัพยากรไม่รู้จบในใจเรา
- พระเจ้าสถิตอยู่ในเรา และทรงร่วมมือกับเราในการกระทำสิ่งต่างๆให้สำเร็จ
- พระเจ้ามั่นคงแน่นอนไม่เปลี่ยนแปลง ทรงเคยร่วมมือกับโมเสส โยชูวา และบุคคลต่างๆมาแล้วอย่างไร ก็ยังทรงร่วมมืออยู่อย่างนั้น
- แต่หากตัวบุคคลในยุคสมัยนี้ ยังไม่ยอมเปลี่ยนวิถีความคิด ก็อย่าหวังเลยที่จะเห็นพระเจ้าทรงสำแดงพระองค์เองแก่ผู้นั้น ดั่งเช่นที่พระองค์เคยได้ทรงกระทำมาแล้ว
- สิ่งใดที่เติบโตขึ้นในความคิดและจิตใจของท่าน สิ่งนั้นจะปรากฏเป็นจริงออกมาสู่ชีวิตความเป็นอยู่ของท่าน ดังนั้น ควรสังเกตความคิดและจิตใจของท่านให้ดี อย่าพยายามหาคำตอบจากพระเจ้าผ่านทางบุคคลอื่น เพราะคำตอบของพระเจ้าจะผ่านทางจิตวิญญาณของท่านเอง ไม่ใช่คนอื่น

จงเรียนรู้ที่จะฟูมฟักความเชื่อ เพื่อให้ความเชื่อของเราใช้การได้ ดังนั้นแล้ว สิ่งสารพัดซึ่งท่านอธิษฐานขอด้วยความเชื่อ ท่านจะได้ (มัทธิว 21:22)

(เรียบเรียงจากส่วนหนึ่งของ “มิติที่สี่ นำชีวิตไปสู่ความสำเร็จ” พอล ยองกี โช)

ปล. ช่วงนี้ กำลังกระตุ้นคนในโซนให้ร่วมกันอธิษฐาน ทางผน.อยากได้บทเรียนไปใช้แบ่งปันในกลุ่ม ก็มอบหมายให้ผมเขียน ไหนๆก็เขียนแล้ว ขอเอามาลงไว้ด้วยละกัน

วันจันทร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2552

อนิจจัง อนิจจัง อนิจจัง

ตั้งแต่ 6โมงเช้าวันอาทิตย์ ผมเริ่มต้นอดอาหารอธิษฐาน ตั้งใจว่าจะอดตลอดช่วงวันหยุดสงกรานต์ รวมๆแล้วก็ไม่กี่วันเอง
อดอาหารอธิษฐานมาได้ 34 ชม. ไม่มีน้ำหรืออาหารตกถึงท้อง นอกจาก อธ.กับอ่านพระคัมภีร์ และฟุบหลับ... (อนาถจิตดีแท้)

จริงๆก่อนหน้านี้ ผมตั้งใจว่า ช่วงสงกรานต์จะเป็นช่วงเคลียร์งาน มีหลายๆอย่างที่ผมอยากจะคิดลงรายละเอียดเพื่อนำเสนอคจ. เเต่ก็มีวาระแทรกจากความหวังดีและห่วงใยของผู้นำที่รักยิ่งของเรา

มาถึงจุดหนึ่งที่ต้องยอมรับว่า ผมหูอื้อ ตาลาย หน้ามืด อธ.ต่อไปก็มึนแล้ว ไม่ต้องพูดถึงเรื่องคิดงาน ไอ้ครั้นจะดื่มน้ำเสียหน่อย ก็รู้สึกฟ้องผิดกับสิ่งที่ตั้งใจไว้ แต่ครั้งจะอดอาหารอธ.ต่อ ก็รู้สึกว่าเป็นการดันทุรัง และมีอาการรักษาหน้ากับพระเจ้ามากกว่าจะรักษาใจกับพระองค์ หากแม้นอดอาหารต่อไป พระเจ้าก็ดูเหมือนจะไม่พอพระทัยเสียด้วยซ้ำ ดูเป็นการทรมานร่างกาย เหมือนตอนที่เจ้าชายสิททัตถะทรมานตนยังไงก็ไม่รู้สิ

ผมหวนระลึกถึงบางเรื่องขึ้นมาได้...

ผม...เคยมีอาการอย่างนี้ครั้งหนึ่งแล้วนี่นา หากเล่าให้หลายคนฟัง เขาคงรู้สึกเลื่อมใส ที่ผมสามารถอดอาหารอธ.ได้ยาวนาน แต่ครั้งนั้น ผมเรียนรู้ว่า ผมได้ฝืนทำในสิ่งที่ไม่เป็นตัวเอง ฝืนใจพระเจ้า แน่นอนว่าสุดท้าย คนที่รู้ดีกว่าใครถึงผลลัพธ์ที่ผมได้รับว่าคือสิ่งใด ก็คือตัวผมเอง

ผมจำได้ว่า ครั้งนั้น ผมจึงบอกกับพระเจ้าไว้ว่า ผมจะไม่อดอาหารอธ.เองแบบบ้าหักโหมเช่นนี้อีก ไม่ใช่เพราะผมขาดความเชื่อ แต่เพราะการทรงสร้างของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

จุดเน้นย้ำของพระเจ้าในชีวิตผมคือ การมีชีวิตให้มีความสุขอย่างสมดุลย์ โดยปกติผมอธ.ง่ายๆ เชื่อง่ายๆ พระเจ้าก็ตอบง่ายๆ ไม่ได้จำเป็นต้องไปทำให้มันยุ่งยากวุ่นวายใหญ่โตเหมือนที่ใครหลายคนคิดหรือเชื่ออย่างนั้น

คิดแล้วก็เสียใจ เผลอปล่อยตัวไปกับความเชื่อของคนอื่น แทนที่จะได้คิดงานที่มั่นใจได้ว่าเป็นประโยชน์ต่อคริสตจักร และอาณาจักรภาพรวมแน่ กลับต้องมาเสียเวลานั่งฟื้นฟูสภาพตัวเองอีก เฮ่อ เหมือนถูกมารหลอกเลยอ่ะ

พระเจ้าก็พูดชัดเจน พระองค์พอพระทัยการกระทำที่เป็นผลของความเชื่อ แต่ถ้าไม่มีความเชื่อแล้ว จะเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าก็ไม่ได้เลย (ฮบ.11:6)

หากเราเองทำสิ่งที่เราไม่เชื่อ ไม่ว่าจะเนื่องด้วยเหตุผลใด หรือจะไปพยายามหว่านล้อมให้ผู้อื่นทำในสิ่งที่เขาไม่เชื่อ ด้วยตรรกะความคิดและความเชื่อของเรา เหล่านี้ ล้วนกินลมกินแล้ง พระคัมภีร์ เรียกว่า อนิจจัง ( meaningless) ส่วนตัวผมเองชอบเรียกสิ่งนี้ว่า "ไร้สาระ"

... ความสงบสุขกำมือหนึ่งยังดีกว่าการงานตรากตรำสองกำมือและการกินลมกินแล้ง (ปัญญาจารย์ 4:6) คุณว่าจริงไหม