มองย้อนกลับไปช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา เห็นพระเจ้าทรงทำงานในชีวิตของผมผ่านน้องคนหนึ่งอย่างมากจริงๆ
จากเพียงเสียดสี เริ่มเป็นขัดเกลา เริ่มเป็นกระเทาะ ล่าสุดเริ่มพัฒนาไปสู่การเจาะลึก
มีหลายอย่างในชีวิต ที่ต้องกล้ำกลืนยอมรับว่าเราไม่ชัดเจนจริงๆ เราไม่รู้จริงๆ หรือแม้กระทั่ง เราเชื่อมาผิดๆ
หลายต่อหลายอย่างที่ชีวิตถูกโปรแกรมไว้ด้วยวิธีความคิดมนุษย์ แล้วเคลือบฟิล์มอย่างดีด้วยคำว่า พระคัมภีร์
แม้กระทั่ง ความรู้สึกและจิตสำนึก ก็ยังกลายเป็นผลผลิตของความคิด นับว่าอันตรายจริงๆ ไม่น่าแปลกใจ เวลาที่ผ่านมาถึงรู้สึกเสมอๆ ว่าตัวเองแค่ไปได้ใกล้ๆความจริง แต่ไม่เคยไปถึงเสียที
มันต่างกันมาก ระหว่างการยอมรับว่า เราเป็นคนบาป และการที่เราคิดว่า เรา(ควร)ยอมรับว่า เราเป็นคนบาป
ความคิดเป็นผลผลิตของสมอง เกิดจากกระบวนการคิดของมนุษย์
ไม่ได้บอกว่า คริสเีตียนไม่ต้องใช้ความคิด แต่แค่จะบอกว่า ต้องใช้ให้สมดุลย์
ข้อสรุปของผม ก็คือ ผมกลับมาเริ่มต้นอ่านพระคัมภีร์อีกครั้ง ค่อยๆอ่าน ไม่เน้นอ่านเร็วหรืออ่านเยอะ ตั้งใจว่าจะอ่านรอบเดียวแต่ขอเน้นๆ ไปช้าๆ แต่ให้ชัวร์
ประเดิมด้วย พระธรรมยอห์น ก็ให้เจอเรื่องใหม่ๆ หลายอย่าง ตั้งแต่บทที่ 1 เช่น
ข้อ 5 ความสว่างส่องเข้ามาในความมืด และความมืดหาได้ชนะความสว่างไม่... ถ้าให้ดีน่าจะแปลว่า และความมืดหาได้รู้จักความสว่างไม่ ซึ่งน่าจะสอดคล้องกับข้อ 10-11 มากกว่า ผมเข้าใจว่า ความสว่างกับความมืดก็อยู่ด้วยกันแหล่ะ แต่ความมืดไม่รู้จัก ไม่เข้าใจความสว่างเท่านั้นเอง
หรือเรื่องที่พระเยซูรับบัพติศมา อ่านมาตั้งนานเพิ่งจะเข้าใจว่า ยอห์นก็ไม่รู้ว่าใครคือพระเมสสิฮาห์ รู้แต่ว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์จะมาเจิมคนนั้น พอยอห์นเห็นพระวิญญาณลงมาประทับพระเยซู ถึงรู้ว่าคนนี้แหล่ะตัวจริง
โดนใจสุด คงเป็นเรื่องของ นาธานาเอล (ชื่อเขาแปลว่า พระเจ้าประทานให้ หรือ ของขวัญจากพระเจ้า) ตอนฟิลิปไปชวน เขาพูดโพล่งขึ้นมาว่าจะมีสิ่งดีออกมาจากนาซาเร็ธหรือ แต่พระเจ้ากลับเรียกเขาว่า อิสราเอลแท้ ผมเข้าใจว่าเพราะเขาพูดตรงไปตรงมา ในใจเขาไม่มีอบาย ไม่ลับลมคมใน เขาไม่ได้เป็นอิสราเอลแท้ เพราะเชื้อสาย แต่เพราะความเชื่อของเขา
ไม่ง่ายเท่าไหร่เลย ที่จะเป็นคนอย่างนั้น เป็นคนที่มีจิตใจซื่อตรงกับพระเจ้า แต่ก็จะเริ่มต้นนะครับ
วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2552
วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
to honour You...
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ไปร่วมงาน Pray & Worship Party by Newsong Bangkok
หลังจากอิ่มหมีพีมันแล้ว ระหว่างนมัสการ เพื่อนเราคนนึงที่ร้องเพลงอยู่บอกว่า ที่เราร้องเพลงว่า ขอถวายเกียรติแด่พระเจ้าในทุกสิ่งที่เราทำน่ะ เราทำอย่างนั้นจริงๆหรือเปล่า หรือแค่ร้องเป็นเพลงเท่านั้น ให้เราได้สำรวจชีวิตของเราด้วยกัน...
ซึ่งก่อนหน้านั้น เพลงหนึ่งที่เราร้อง มีประโยคหนึ่งที่บอกว่า You are the humble King...
ผมตระหนักมากขึ้นว่า มนุษย์อย่างเราๆ ไม่อาจพูดได้ว่า I'm good ดั่งเช่นที่พระเจ้าบอกเราว่า พระองค์นั้นดี
ความดีของเรานั้น ไม่ได้ขึ้นกับ การตะเกียกตะกาย ของเราในการ พยายาม ทำหรือไม่ทำสิ่งใด ให้ไปถึงพระองค์ หรือเป็นเหมือนพระองค์ได้ ต่อให้เราพยายามมากขนาดไหน เราก็ทำไม่ได้ เราไม่สามารถดีพร้อมจนปราศจากข้อตำหนิได้
ไม่ใช่การพยายามเหยียดตัวเองให้สูงขึ้น แต่คือการหยุด และยอมรับการช่วยเหลือด้วยความรัก และพระเมตตาของพระองค์
เพราะแท้จริงแล้ว พระเจ้าได้ทรงน้อมตัวเองลงมาหามนุษย์อย่างเราแล้ว พระองค์ได้ทรงมาเพื่อช่วยเราให้เป็นคนดีแล้ว
ดังนั้น คริสเตียน จึงไม่จำเป็นต้องพยายามทำดี หรือพยายามเป็นคนดี
เราไม่สามารถพยายามเป็นใครที่เราเป็นอยู่แล้วได้
การถวายเกียรติพระเจ้า จึงไม่ใช่การทำอะไร "เยอะๆ" เพื่อเชิดชูพระองค์ แต่เป็นการสะท้อนและส่งผ่าน "ชีวิตของพระองค์" ที่เราได้รับมาจากพระเจ้า เป็นการดำเนินชีวิตประจำวันปกติที่แตกต่างจากโลก
แตกต่าง... ไม่ใช่เพราะเราทำต่าง แต่เพราะตัวเราที่ต่าง
แน่นอน เพราะสิ่งที่เราเป็น ไม่ใช่เป็นของโลกนี้ หลายสิ่งที่เราทำจึงต่างจากโลกนี้โดยปริยาย
แต่ก็นั่นแหล่ะนะ สิ่งที่เราเป็นต่างหากที่สำคัญ
ขอพระเจ้าช่วยให้เรา...
หยุด ตะเกียกตะกายดิ้นรนพยายามเพื่อพระเจ้า
ยอม จำนนต่อความจริงและพระประสงค์ของพระเจ้า
รับ พระคุณและการช่วยเหลือจากพระเจ้า
รู้ ตัวเราเองเป็นใคร และพระเจ้าคือใคร
รัก พระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ กำลัง และความคิด
ให้เราได้มีประสบการณ์ส่วนตัว ในการถวายเกียรติแก่พระเจ้าในทุกสิ่งที่ทำ
และให้เราได้รู้จักความยินดี ที่พระองค์ประทานให้ เนื่องจากเราดำเนินชีวิตถวายเกียรติแด่พระบิดาของเรา
เอเมน เอเมน
หลังจากอิ่มหมีพีมันแล้ว ระหว่างนมัสการ เพื่อนเราคนนึงที่ร้องเพลงอยู่บอกว่า ที่เราร้องเพลงว่า ขอถวายเกียรติแด่พระเจ้าในทุกสิ่งที่เราทำน่ะ เราทำอย่างนั้นจริงๆหรือเปล่า หรือแค่ร้องเป็นเพลงเท่านั้น ให้เราได้สำรวจชีวิตของเราด้วยกัน...
ซึ่งก่อนหน้านั้น เพลงหนึ่งที่เราร้อง มีประโยคหนึ่งที่บอกว่า You are the humble King...
ผมตระหนักมากขึ้นว่า มนุษย์อย่างเราๆ ไม่อาจพูดได้ว่า I'm good ดั่งเช่นที่พระเจ้าบอกเราว่า พระองค์นั้นดี
ความดีของเรานั้น ไม่ได้ขึ้นกับ การตะเกียกตะกาย ของเราในการ พยายาม ทำหรือไม่ทำสิ่งใด ให้ไปถึงพระองค์ หรือเป็นเหมือนพระองค์ได้ ต่อให้เราพยายามมากขนาดไหน เราก็ทำไม่ได้ เราไม่สามารถดีพร้อมจนปราศจากข้อตำหนิได้
ไม่ใช่การพยายามเหยียดตัวเองให้สูงขึ้น แต่คือการหยุด และยอมรับการช่วยเหลือด้วยความรัก และพระเมตตาของพระองค์
เพราะแท้จริงแล้ว พระเจ้าได้ทรงน้อมตัวเองลงมาหามนุษย์อย่างเราแล้ว พระองค์ได้ทรงมาเพื่อช่วยเราให้เป็นคนดีแล้ว
ดังนั้น คริสเตียน จึงไม่จำเป็นต้องพยายามทำดี หรือพยายามเป็นคนดี
เราไม่สามารถพยายามเป็นใครที่เราเป็นอยู่แล้วได้
การถวายเกียรติพระเจ้า จึงไม่ใช่การทำอะไร "เยอะๆ" เพื่อเชิดชูพระองค์ แต่เป็นการสะท้อนและส่งผ่าน "ชีวิตของพระองค์" ที่เราได้รับมาจากพระเจ้า เป็นการดำเนินชีวิตประจำวันปกติที่แตกต่างจากโลก
แตกต่าง... ไม่ใช่เพราะเราทำต่าง แต่เพราะตัวเราที่ต่าง
แน่นอน เพราะสิ่งที่เราเป็น ไม่ใช่เป็นของโลกนี้ หลายสิ่งที่เราทำจึงต่างจากโลกนี้โดยปริยาย
แต่ก็นั่นแหล่ะนะ สิ่งที่เราเป็นต่างหากที่สำคัญ
ขอพระเจ้าช่วยให้เรา...
หยุด ตะเกียกตะกายดิ้นรนพยายามเพื่อพระเจ้า
ยอม จำนนต่อความจริงและพระประสงค์ของพระเจ้า
รับ พระคุณและการช่วยเหลือจากพระเจ้า
รู้ ตัวเราเองเป็นใคร และพระเจ้าคือใคร
รัก พระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ กำลัง และความคิด
ให้เราได้มีประสบการณ์ส่วนตัว ในการถวายเกียรติแก่พระเจ้าในทุกสิ่งที่ทำ
และให้เราได้รู้จักความยินดี ที่พระองค์ประทานให้ เนื่องจากเราดำเนินชีวิตถวายเกียรติแด่พระบิดาของเรา
เอเมน เอเมน
วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
ศิลามุมเอก
ศิลามุมเอก เป็นก้อนหินที่แข็งมาก แข็งจนเกินกว่าช่างก่อจะเอามาสกัดให้เป็นรูปร่างตามต้องการ เพื่อใช้ในการก่อสร้างได้
เพราะความแข็งเกินไปในสายตาของช่างก่อสร้างนี้แหล่ะ หินก้อนนี้จึงถูกทิ้งขว้าง
มองอีกมุมหนึ่ง หินแต่ละก้อนมีลักษณะที่แตกต่างกัน ไม่ใช่ทุกก้อนจะสามารถนำมาสกัดเพื่อใช้ก่อผนังได้ทั้งหมด
เปรียบเหมือนคนที่แตกต่างกัน
สำหรับคนบางคน คงยากไปที่จะหยิบเขามาก่อเป็นกำแพงของคริสตจักร
อาจเนื่องด้วยว่า เขาแข็งแรงเกินกว่าจะทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของกำแพง
อาจเพราะพระเจ้ามีพระประสงค์อันดี สร้างให้เขาแข็งแรง ให้เขาทนทาน เพื่อเขาจะทำหน้าที่เป็นผู้คำ้ยันกำแพงพระวิหาร
หากไม่มีศิลามุมเอก วิหารก็ไม่แข็งแรง และง่ายต่อการพังทลาย
ช่างก่อที่ไม่ยอมรับความจริง ยังดึงดันจะใช้ศิลาแบบนี้มาก่อผนังให้ได้
ยังคงพยายาม "สกัด" ทุกวิถีทาง เพื่อให้ได้ก้อนหินรูปร่างดั่งใจ
แม้จะทุ่มเทแรงทั้งตัวล้มทับเพื่อให้ศิลานั้นแตก ก็คงมีแต่ตัวเขาเองที่เจ็บตัว อาจถึงขั้นกระดูกหักได้ทีเดียว
กระนั้นก็ยังคงดีกว่า เพราะหาก ศิลาแบบนี้ตกทับผู้ใด คงไม่ใช่แค่เจ็บตัวเท่านั้น
พระคัมภีร์บอกว่า ถึงขั้นแหลกละเอียดกันเลยทีเดียว
แต่พระเยซูก็บอกเราไว้ด้วยแหล่ะนะ เมื่อวิหารที่สร้างด้วยมือมนุษย์พังลง พระองค์จะก่อขึ้นใหม่ภายใน 3 วัน...
ก่อขึ้นด้วยพระคุณของพระองค์ ณ ไม้กางเขนนั้น
เอ... วันนี้ ชีวิตของเราเป็นวิหารแบบไหนกัน สร้างด้วยน้ำมือมนุษย์ หรือถูกก่อขึ้นด้วยพระคุณของพระเจ้า
เพราะความแข็งเกินไปในสายตาของช่างก่อสร้างนี้แหล่ะ หินก้อนนี้จึงถูกทิ้งขว้าง
มองอีกมุมหนึ่ง หินแต่ละก้อนมีลักษณะที่แตกต่างกัน ไม่ใช่ทุกก้อนจะสามารถนำมาสกัดเพื่อใช้ก่อผนังได้ทั้งหมด
เปรียบเหมือนคนที่แตกต่างกัน
สำหรับคนบางคน คงยากไปที่จะหยิบเขามาก่อเป็นกำแพงของคริสตจักร
อาจเนื่องด้วยว่า เขาแข็งแรงเกินกว่าจะทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของกำแพง
อาจเพราะพระเจ้ามีพระประสงค์อันดี สร้างให้เขาแข็งแรง ให้เขาทนทาน เพื่อเขาจะทำหน้าที่เป็นผู้คำ้ยันกำแพงพระวิหาร
หากไม่มีศิลามุมเอก วิหารก็ไม่แข็งแรง และง่ายต่อการพังทลาย
ช่างก่อที่ไม่ยอมรับความจริง ยังดึงดันจะใช้ศิลาแบบนี้มาก่อผนังให้ได้
ยังคงพยายาม "สกัด" ทุกวิถีทาง เพื่อให้ได้ก้อนหินรูปร่างดั่งใจ
แม้จะทุ่มเทแรงทั้งตัวล้มทับเพื่อให้ศิลานั้นแตก ก็คงมีแต่ตัวเขาเองที่เจ็บตัว อาจถึงขั้นกระดูกหักได้ทีเดียว
กระนั้นก็ยังคงดีกว่า เพราะหาก ศิลาแบบนี้ตกทับผู้ใด คงไม่ใช่แค่เจ็บตัวเท่านั้น
พระคัมภีร์บอกว่า ถึงขั้นแหลกละเอียดกันเลยทีเดียว
แต่พระเยซูก็บอกเราไว้ด้วยแหล่ะนะ เมื่อวิหารที่สร้างด้วยมือมนุษย์พังลง พระองค์จะก่อขึ้นใหม่ภายใน 3 วัน...
ก่อขึ้นด้วยพระคุณของพระองค์ ณ ไม้กางเขนนั้น
เอ... วันนี้ ชีวิตของเราเป็นวิหารแบบไหนกัน สร้างด้วยน้ำมือมนุษย์ หรือถูกก่อขึ้นด้วยพระคุณของพระเจ้า
วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
พระคุณพระเจ้า
ช่วงนี้อ่านพระธรรมลูกาอยู่ อ่านแล้วได้เห็นมุมมองใหม่ๆอะไรบางอย่าง เกี่ยวกับ "พระคุณของพระเจ้า" เลยนำมาแบ่งปันกัน
ลก.15
(1-7) แกะ ไม่เพียงเป็นสัตว์เลี้ยงพื้นฐานตามบริบทยิวสมัยนั้น (เหมือนการเลี้ยงควายในบ้านเรา) แกะเป็นสัตว์เศรษฐกิจ เป็นทรัพย์สินลงทุน และเป็นสิ่งหนึ่งในการแสดง ฐานะ ทางสังคม
(8-10) เงิน เป็นเครื่องยังชีพจำเป็นกับชีวิตประจำวัน แกะหายยังอยู่ได้ แต่เงินหายนี่อยู่ลำบาก พื้นฐานเรื่องทางกายภาพจะได้รับการกระเทือนไปหมด คล้ายๆกับ เวลาไม่มีเงิน แล้วเจอเหรียญสิบซักเหรียญบนพื้น ความรู้สึกจะคล้ายๆอย่างนั้น
(11-32) แต่กับหัวอกพ่อแม่ ลูกเป็นดั่งแก้วตาดวงใจ ยิ่งกว่าทรัพย์สินเงินทองมากนัก การได้ลูกกลับมาอยู่ด้วยกัน หลังจากที่ไม่ได้ยินข่าวคราว หรืออาจจะต้องเตรียมใจว่าลูกอาจตายไปแล้ว ความเปรมปรีดิ์จะมากล้นพ้นกว่าการได้แกะ ได้เงิน กลับคืนมาซักเท่าใด
สมบัติหาย เงินหาย ลูกหาย หากได้กลับมา มนุษย์ยังยินดี แต่หากมนุษย์ได้กลับสู่อ้อมอกของพระบิดาในสวรรค์ ชาวสวรรค์คงร่วมปรีดากับพระเจ้าอย่างล้นหลามทีเดียว
-----------------------------------------
ลก.16
(1-13) เมื่อมีคนร้องเรียนความผิด นายก็ไต่สวน แต่ระหว่างไต่สวนก็ไม่ให้ทำหน้าที่แล้ว คนต้นเรือน ก็ยังใช้ความฉลาดแบบโลก ใช้สมบัติของโลก เพื่อสำแดงพระคุณกับคนในโลก เพื่อให้เขายังสามารถดำเนินชีวิตอยู่ในโลกนี้ได้ แต่พระเยซูไปไกลกว่านั้น คือ ให้เราใช้สมบัติของโลก (อย่าไปใช้คำว่า สมบัติอธรรมนะครับ คงไม่ใช่่แค่งงและสับสนกับความหมาย แต่ยังจะอายเขาด้วย) ในการสำแดงพระคุณนำคนเข้าอาณาจักรสวรรค์
(19-31) พระเจ้าเองก็ปรารถนาให้เราสำแดงพระคุณต่อกัน ดั่งกรณีเศรษฐีและลาซารัส พระองค์ตรัสและสำแดงผ่านผู้เผยพระวจนะมาตลอด แต่เศรษฐีไม่เห็นความจำเป็น ครั้นเมื่อตายไป พระเจ้าก็ยังคงมีเมตตาเขาอยู่ แต่เขาเองก็ต้องรับผล ตามระบบความยุติธรรมของพระเจ้า ถึงเวลานั้น แม้พระเจ้ายังปรารถนาให้พระคุณกับเขาเหมือนเดิม แต่เขาเองกลับรับไม่ได้เสียแล้ว แม้เขาเองก็ปรารถนาจะรับพระคุณนั้นด้วยเช่นกัน
-----------------------------------------
ลก.17
(1-6) ถ้าใครทำผิดต่อเรา และเขากลับใจแล้ว มีพระคุณต่อเขา ให้อภัยเขาดีกว่า แม้จะผิดซ้ำผิดซาก แต่หากเขาบอกว่า "ฉันกลับใจแล้ว" ก็ต้องให้อภัยเขา พระเยซูเตือนแล้ว "จงระวังให้ดี" พระองค์คงรู้ว่า มันคงยากที่เราจะเชื่อ และง่ายที่จะตัดสิน ง่ายที่จะเผลอลืมให้พระคุณกับคนอื่นเปล่าๆง่ายๆ เหมือนที่เราได้รับมา
(7-10) แต่ถึงกระนั้น ก็ต้องแยกให้ชัดว่า อะไรคือ "พระคุณ" อะไรคือ "หน้าที่" จะมาอ้างว่า เป็นการประพฤติที่กอปรด้วยพระคุณไม่ได้ หากสิ่งนั้นสมควรประพฤติเนื่องจากเป็นหน้าที่ตามบทบาทของเรา
(11-19) หัวใจของการขอบคุณ จึงไม่ได้เกิดจาก "ความรู้" ว่าต้องทำอะไรเป็นการขอบคุณ แต่เกิดจาก "ความซาบซึ้ง" ในพระคุณ ซึ่งจะแสดงออกเป็นการกระทำที่บางครั้ง อาจดูแปลกตา ประหลาดใจผู้คนอยู่บ้าง
-----------------------------------------
สุดท้าย กับ ศักเคียส ใน ลก.19 ซึ่งน่าจะเป็นคนที่ดังมากในหมู่พี่น้องโบสถ์ความหวัง(เดิม) เพราะทุกคนที่ถูกสอนเรื่อง การกลับใจใหม่ มักไม่พ้นต้องพูดถึงคนๆนี้
(5) ผมถูกสอนว่า พระเยซูทรงรู้จักศักเคียสก่อน จึงเรียกชื่อเขาถูก แต่เป็นไปได้ไหม เนื่องจากศักเคียสเป็นคนดัง(2) และพฤติกรรมของเขาก็เด่นตา (ปีนขึ้นต้นมะเดื่อ) คนรอบข้างที่เห็นก็พูดถึงเขา พระเยซู อาจจะได้ยินชื่อเขาจากฝูงชนก็ได้
แต่สิ่งสำคัญ คือ พระองค์ทรงเห็นว่า ศักเคียส อยากเห็น อยากรู้จักพระองค์ พระองค์จึงทรงสำแดง "พระกรุณา" กับเขา ในการเข้าไปพักที่บ้านของเขา
(8) ผมถูกสอนว่า ศักเคียส ได้แสดงออกให้เห็นว่า เขากลับใจจริงๆ พระเยซูจึงพูดว่า(9) "วันนี้ความรอดมาถึงครอบครัวนี้แล้ว" แต่หากถอยกลับขึ้นไปอ่านข้างบน(7) เป็นไปได้ไหมว่า เสียงบ่นของคนทั้งหลายนั้นดังมากจนเข้าหูของศักเคียส เขาคงเกิดความละอายใจ สำนึกได้ และเกิดความตระหนักถึงความไม่สมควร ที่พระเยซูจะมาประทับกับเขา ให้เสื่อมเสียพระเกียรติ
ผมถูกสอนว่า ศักเคียสกลับใจอยู่ก่อนแล้ว จึงแสวงหา(3-4) และยินดี(6) อีกทั้ง ประกาศความตั้งใจอย่างชัดเจน(8) ในการดำเนินชีวิต ให้เราเอาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตว่ากลับใจใหม่จริง แต่วันนี้ ผมกลับคิดอีกแบบหนึ่ง ผมคิดว่า ศักเคียส ไม่ได้กลับใจอยู่ก่อนแล้ว(2) การบอกอาชีพและฐานะของเขาในพระคัมภีร์ ชี้ให้เห็นโดยนัยว่า (ครับ ผมตีความเอง) ศักเคียสเป็นคนบาปแน่ ซึ่งยืนยันได้จากสายตาของคนทั้งหลาย(7) ความยินดีของศักเคียส(6) เป็นความยินดีตามวิสัยของคนทั่วไป ที่ได้หน้าเมื่อคนดังมาพักกับตน หรืออาจเป็นไปได้ที่เขาจะได้คุยกับคนดัง ผมคิดว่า แรกเริ่ม ศักเคียสไม่ได้มองว่า พระเยซูเป็นใคร มากไปกว่าคนมีชื่อเสียงที่ประชาชนพูดถึงมากคนหนึ่งเท่านั้น
การกลับใจใหม่ของศักเคียส จึงน่าจะเกิดขึ้นหลังจากที่เขาได้ยินคนทั้งหลายบ่นว่า พระเยซูมาพักกับคนบาป แล้วเขาได้แสดงออกถึงท่าทีในการกลับใจใหม่นั้นด้วยคำพูดว่าเขาจะทำอะไร(8) เพื่อให้สมกับพระเกียรติของพระเจ้า ซึ่งพระเยซูเองก็ได้ชมเชยเขา และยืนยันว่าเขากลับใจแท้ ได้รับความรอดแล้ว(9-10)
ประเด็น คือ พระเยซูทรงสำแดงพระคุณ กับผู้ที่ไม่สมควรได้รับ ส่งผลให้ บุคคลนั้น เกิดความละอาย สำนึกได้ แล้วนำไปสู่การกลับใจใหม่จากจิตใจและความคิดของเขาเอง จน "คิดได้" ว่าตนสมควรทำสิ่งใดเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้าผู้ทรงมีพระคุณกับเรา
นอกจากนี้ ผมยังถูกสอนด้วยว่า แม้มีเส้นทางเข้าเยรูซาเล็มได้หลายทาง แต่พระเยซูทรงรู้ล่วงหน้าว่าจะมาพบศักเคียส (ด้วยว่าพระองค์เป็นพระเจ้าผู้ทรงสัพพัญญู) จึงเลือกเส้นทางผ่านเมืองเยรีโค... แค่สงสัยเฉยๆว่า ความคิดนี้ เป็นการช่วยเสริมความเป็นพระเจ้าให้กับพระเยซู มากกว่าที่พระคัมภีร์บรรยายไว้หรือไม่ แม้จะเป็นไปได้ แต่ไม่มีพระคัมภีร์กล่าวไว้ชัดๆ เป็นการเติมช่องว่างของเหตุการณ์ให้เต็มด้วยอคติแห่งความคิดที่หวังดีของเราหรือเปล่า แล้วถ้าอย่างนั้น... จะมีเรื่องอื่นๆอีกไหมที่เป็นแบบนี้ ซึ่งทำด้วยความหวังดีแต่ขาดความเข้าใจที่จริงแท้
ขอพระเจ้าทรงโปรดสำแดงพระคุณให้ตัวผมเองและเราทุกคนได้เห็นพระเยซูคริสต์อย่างถูกต้อง ผู้เป็นความจริงของพระเจ้าซึ่งโปรดสำแดงไว้แล้วในพระคัมภีร์ มากขึ้นทุกวันต่อวันด้วยเถิด เอเมน
ลก.15
(1-7) แกะ ไม่เพียงเป็นสัตว์เลี้ยงพื้นฐานตามบริบทยิวสมัยนั้น (เหมือนการเลี้ยงควายในบ้านเรา) แกะเป็นสัตว์เศรษฐกิจ เป็นทรัพย์สินลงทุน และเป็นสิ่งหนึ่งในการแสดง ฐานะ ทางสังคม
(8-10) เงิน เป็นเครื่องยังชีพจำเป็นกับชีวิตประจำวัน แกะหายยังอยู่ได้ แต่เงินหายนี่อยู่ลำบาก พื้นฐานเรื่องทางกายภาพจะได้รับการกระเทือนไปหมด คล้ายๆกับ เวลาไม่มีเงิน แล้วเจอเหรียญสิบซักเหรียญบนพื้น ความรู้สึกจะคล้ายๆอย่างนั้น
(11-32) แต่กับหัวอกพ่อแม่ ลูกเป็นดั่งแก้วตาดวงใจ ยิ่งกว่าทรัพย์สินเงินทองมากนัก การได้ลูกกลับมาอยู่ด้วยกัน หลังจากที่ไม่ได้ยินข่าวคราว หรืออาจจะต้องเตรียมใจว่าลูกอาจตายไปแล้ว ความเปรมปรีดิ์จะมากล้นพ้นกว่าการได้แกะ ได้เงิน กลับคืนมาซักเท่าใด
สมบัติหาย เงินหาย ลูกหาย หากได้กลับมา มนุษย์ยังยินดี แต่หากมนุษย์ได้กลับสู่อ้อมอกของพระบิดาในสวรรค์ ชาวสวรรค์คงร่วมปรีดากับพระเจ้าอย่างล้นหลามทีเดียว
-----------------------------------------
ลก.16
(1-13) เมื่อมีคนร้องเรียนความผิด นายก็ไต่สวน แต่ระหว่างไต่สวนก็ไม่ให้ทำหน้าที่แล้ว คนต้นเรือน ก็ยังใช้ความฉลาดแบบโลก ใช้สมบัติของโลก เพื่อสำแดงพระคุณกับคนในโลก เพื่อให้เขายังสามารถดำเนินชีวิตอยู่ในโลกนี้ได้ แต่พระเยซูไปไกลกว่านั้น คือ ให้เราใช้สมบัติของโลก (อย่าไปใช้คำว่า สมบัติอธรรมนะครับ คงไม่ใช่่แค่งงและสับสนกับความหมาย แต่ยังจะอายเขาด้วย) ในการสำแดงพระคุณนำคนเข้าอาณาจักรสวรรค์
(19-31) พระเจ้าเองก็ปรารถนาให้เราสำแดงพระคุณต่อกัน ดั่งกรณีเศรษฐีและลาซารัส พระองค์ตรัสและสำแดงผ่านผู้เผยพระวจนะมาตลอด แต่เศรษฐีไม่เห็นความจำเป็น ครั้นเมื่อตายไป พระเจ้าก็ยังคงมีเมตตาเขาอยู่ แต่เขาเองก็ต้องรับผล ตามระบบความยุติธรรมของพระเจ้า ถึงเวลานั้น แม้พระเจ้ายังปรารถนาให้พระคุณกับเขาเหมือนเดิม แต่เขาเองกลับรับไม่ได้เสียแล้ว แม้เขาเองก็ปรารถนาจะรับพระคุณนั้นด้วยเช่นกัน
-----------------------------------------
ลก.17
(1-6) ถ้าใครทำผิดต่อเรา และเขากลับใจแล้ว มีพระคุณต่อเขา ให้อภัยเขาดีกว่า แม้จะผิดซ้ำผิดซาก แต่หากเขาบอกว่า "ฉันกลับใจแล้ว" ก็ต้องให้อภัยเขา พระเยซูเตือนแล้ว "จงระวังให้ดี" พระองค์คงรู้ว่า มันคงยากที่เราจะเชื่อ และง่ายที่จะตัดสิน ง่ายที่จะเผลอลืมให้พระคุณกับคนอื่นเปล่าๆง่ายๆ เหมือนที่เราได้รับมา
(7-10) แต่ถึงกระนั้น ก็ต้องแยกให้ชัดว่า อะไรคือ "พระคุณ" อะไรคือ "หน้าที่" จะมาอ้างว่า เป็นการประพฤติที่กอปรด้วยพระคุณไม่ได้ หากสิ่งนั้นสมควรประพฤติเนื่องจากเป็นหน้าที่ตามบทบาทของเรา
(11-19) หัวใจของการขอบคุณ จึงไม่ได้เกิดจาก "ความรู้" ว่าต้องทำอะไรเป็นการขอบคุณ แต่เกิดจาก "ความซาบซึ้ง" ในพระคุณ ซึ่งจะแสดงออกเป็นการกระทำที่บางครั้ง อาจดูแปลกตา ประหลาดใจผู้คนอยู่บ้าง
-----------------------------------------
สุดท้าย กับ ศักเคียส ใน ลก.19 ซึ่งน่าจะเป็นคนที่ดังมากในหมู่พี่น้องโบสถ์ความหวัง(เดิม) เพราะทุกคนที่ถูกสอนเรื่อง การกลับใจใหม่ มักไม่พ้นต้องพูดถึงคนๆนี้
(5) ผมถูกสอนว่า พระเยซูทรงรู้จักศักเคียสก่อน จึงเรียกชื่อเขาถูก แต่เป็นไปได้ไหม เนื่องจากศักเคียสเป็นคนดัง(2) และพฤติกรรมของเขาก็เด่นตา (ปีนขึ้นต้นมะเดื่อ) คนรอบข้างที่เห็นก็พูดถึงเขา พระเยซู อาจจะได้ยินชื่อเขาจากฝูงชนก็ได้
แต่สิ่งสำคัญ คือ พระองค์ทรงเห็นว่า ศักเคียส อยากเห็น อยากรู้จักพระองค์ พระองค์จึงทรงสำแดง "พระกรุณา" กับเขา ในการเข้าไปพักที่บ้านของเขา
(8) ผมถูกสอนว่า ศักเคียส ได้แสดงออกให้เห็นว่า เขากลับใจจริงๆ พระเยซูจึงพูดว่า(9) "วันนี้ความรอดมาถึงครอบครัวนี้แล้ว" แต่หากถอยกลับขึ้นไปอ่านข้างบน(7) เป็นไปได้ไหมว่า เสียงบ่นของคนทั้งหลายนั้นดังมากจนเข้าหูของศักเคียส เขาคงเกิดความละอายใจ สำนึกได้ และเกิดความตระหนักถึงความไม่สมควร ที่พระเยซูจะมาประทับกับเขา ให้เสื่อมเสียพระเกียรติ
ผมถูกสอนว่า ศักเคียสกลับใจอยู่ก่อนแล้ว จึงแสวงหา(3-4) และยินดี(6) อีกทั้ง ประกาศความตั้งใจอย่างชัดเจน(8) ในการดำเนินชีวิต ให้เราเอาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตว่ากลับใจใหม่จริง แต่วันนี้ ผมกลับคิดอีกแบบหนึ่ง ผมคิดว่า ศักเคียส ไม่ได้กลับใจอยู่ก่อนแล้ว(2) การบอกอาชีพและฐานะของเขาในพระคัมภีร์ ชี้ให้เห็นโดยนัยว่า (ครับ ผมตีความเอง) ศักเคียสเป็นคนบาปแน่ ซึ่งยืนยันได้จากสายตาของคนทั้งหลาย(7) ความยินดีของศักเคียส(6) เป็นความยินดีตามวิสัยของคนทั่วไป ที่ได้หน้าเมื่อคนดังมาพักกับตน หรืออาจเป็นไปได้ที่เขาจะได้คุยกับคนดัง ผมคิดว่า แรกเริ่ม ศักเคียสไม่ได้มองว่า พระเยซูเป็นใคร มากไปกว่าคนมีชื่อเสียงที่ประชาชนพูดถึงมากคนหนึ่งเท่านั้น
การกลับใจใหม่ของศักเคียส จึงน่าจะเกิดขึ้นหลังจากที่เขาได้ยินคนทั้งหลายบ่นว่า พระเยซูมาพักกับคนบาป แล้วเขาได้แสดงออกถึงท่าทีในการกลับใจใหม่นั้นด้วยคำพูดว่าเขาจะทำอะไร(8) เพื่อให้สมกับพระเกียรติของพระเจ้า ซึ่งพระเยซูเองก็ได้ชมเชยเขา และยืนยันว่าเขากลับใจแท้ ได้รับความรอดแล้ว(9-10)
ประเด็น คือ พระเยซูทรงสำแดงพระคุณ กับผู้ที่ไม่สมควรได้รับ ส่งผลให้ บุคคลนั้น เกิดความละอาย สำนึกได้ แล้วนำไปสู่การกลับใจใหม่จากจิตใจและความคิดของเขาเอง จน "คิดได้" ว่าตนสมควรทำสิ่งใดเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้าผู้ทรงมีพระคุณกับเรา
นอกจากนี้ ผมยังถูกสอนด้วยว่า แม้มีเส้นทางเข้าเยรูซาเล็มได้หลายทาง แต่พระเยซูทรงรู้ล่วงหน้าว่าจะมาพบศักเคียส (ด้วยว่าพระองค์เป็นพระเจ้าผู้ทรงสัพพัญญู) จึงเลือกเส้นทางผ่านเมืองเยรีโค... แค่สงสัยเฉยๆว่า ความคิดนี้ เป็นการช่วยเสริมความเป็นพระเจ้าให้กับพระเยซู มากกว่าที่พระคัมภีร์บรรยายไว้หรือไม่ แม้จะเป็นไปได้ แต่ไม่มีพระคัมภีร์กล่าวไว้ชัดๆ เป็นการเติมช่องว่างของเหตุการณ์ให้เต็มด้วยอคติแห่งความคิดที่หวังดีของเราหรือเปล่า แล้วถ้าอย่างนั้น... จะมีเรื่องอื่นๆอีกไหมที่เป็นแบบนี้ ซึ่งทำด้วยความหวังดีแต่ขาดความเข้าใจที่จริงแท้
ขอพระเจ้าทรงโปรดสำแดงพระคุณให้ตัวผมเองและเราทุกคนได้เห็นพระเยซูคริสต์อย่างถูกต้อง ผู้เป็นความจริงของพระเจ้าซึ่งโปรดสำแดงไว้แล้วในพระคัมภีร์ มากขึ้นทุกวันต่อวันด้วยเถิด เอเมน
วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2552
อาหาร...เป็นพิษ
เด็กน้อยคนหนึ่งใช้ส้อมจิ้มอาหารเข้าปาก เขากินและกลืนลงท้องด้วยความเอร็ดอร่อย เด็กคนนั้นไม่ทันได้สังเกตุเห็นสิ่งซึ่งข้าพเจ้าเห็น นั่นคือ ปลายของส้อมนั้นหักไปซี่หนึ่ง พระเจ้าให้ความเข้าใจแก่ข้าพเจ้าว่า มันหักคาอยู่ในอาหารชิ้นนั้น เด็กน้อยคนนั้นไม่รู้ว่าตัวเองได้เผลอกินสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกายของเขาพร้อมอาหารเสียแล้ว
หลังจากนั้น เด็กคนนั้นก็ไม่สบาย หนักมากจนเกือบจะตาย...
ข้าพเจ้าได้รับความเข้าใจ ดังนี้ว่า
ส้อม เป็นอุปกรณ์ในการนำพาอาหารเข้าสู่ร่างกาย เพื่อบำรุงเลี้ยงชีวิตให้เจริญเติบโต ชีวิตมิอาจเติบโตได้หากปราศจากอาหาร ส้อมถูกสร้างเพื่อใช้เป็นอุปกรณ์ มิใช่เพื่อเป็นอาหาร ส้อมมีคุณประโยชน์ เป็นอุปกรณ์ที่ดี แต่ก็มิใช่อาหาร ไม่มีประโยชน์ต่อชีวิตโดยตรง หนำซ้ำจะยังนำมาซึ่งพิษภัยอีกด้วย หากกินเข้าไป
หากเรามิได้สังเกต มิได้พินิจพิเคราะห์ เราอาจเข้าใจว่าความเจ็บป่วยนั้นเกิดจากอาหารเป็นพิษ แต่ความจริง อาจมีมากกว่าสิ่งที่ตามองเห็น พิษร้ายที่เป็นผลเสียทำลายร่างกาย อาจเกิดจากอุปกรณ์ที่เห็นว่าเป็นคุณ แต่ถูกเผลอไผลกินเข้าไปเสมือนเป็นอาหาร
หากครั้งนี้รอดตาย แล้วยังมีครั้งหน้าให้ท้องเสียไม่สบาย ลองนึกตรึกตรองพิจารณาให้ดี ว่าสาเหตุที่แท้จริงของความเจ็บป่วยคืออะไรกันแน่ เพราะเผลอกินสิ่งที่ไม่ควรกิน เพราะหลงเข้าใจผิดกินสิ่งที่กินไม่ได้ว่ากินได้ หรือจะสรุปง่ายๆตื้นๆเหมือนเดิมว่าเป็นเพราะอาหาร...เป็นพิษ
หลังจากนั้น เด็กคนนั้นก็ไม่สบาย หนักมากจนเกือบจะตาย...
ข้าพเจ้าได้รับความเข้าใจ ดังนี้ว่า
ส้อม เป็นอุปกรณ์ในการนำพาอาหารเข้าสู่ร่างกาย เพื่อบำรุงเลี้ยงชีวิตให้เจริญเติบโต ชีวิตมิอาจเติบโตได้หากปราศจากอาหาร ส้อมถูกสร้างเพื่อใช้เป็นอุปกรณ์ มิใช่เพื่อเป็นอาหาร ส้อมมีคุณประโยชน์ เป็นอุปกรณ์ที่ดี แต่ก็มิใช่อาหาร ไม่มีประโยชน์ต่อชีวิตโดยตรง หนำซ้ำจะยังนำมาซึ่งพิษภัยอีกด้วย หากกินเข้าไป
หากเรามิได้สังเกต มิได้พินิจพิเคราะห์ เราอาจเข้าใจว่าความเจ็บป่วยนั้นเกิดจากอาหารเป็นพิษ แต่ความจริง อาจมีมากกว่าสิ่งที่ตามองเห็น พิษร้ายที่เป็นผลเสียทำลายร่างกาย อาจเกิดจากอุปกรณ์ที่เห็นว่าเป็นคุณ แต่ถูกเผลอไผลกินเข้าไปเสมือนเป็นอาหาร
หากครั้งนี้รอดตาย แล้วยังมีครั้งหน้าให้ท้องเสียไม่สบาย ลองนึกตรึกตรองพิจารณาให้ดี ว่าสาเหตุที่แท้จริงของความเจ็บป่วยคืออะไรกันแน่ เพราะเผลอกินสิ่งที่ไม่ควรกิน เพราะหลงเข้าใจผิดกินสิ่งที่กินไม่ได้ว่ากินได้ หรือจะสรุปง่ายๆตื้นๆเหมือนเดิมว่าเป็นเพราะอาหาร...เป็นพิษ
วันพุธที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2552
ลมบน
วันนี้พระเจ้ามาหนุนใจในกลุ่ม
ก่อนกลุ่ม นั่งรถเมล์มา รถติด ร้อนๆ แล้วก็หลับ
ตื่นมา รู้สึกตัวเองได้ว่า ป่วยเสียแล้ว หมดเรี่ยวหมดแรงกันซะอย่างนั้น
มาถึงกลุ่ม ก็ไม่เห็นใคร แถมหย่อนก้นนั่งลงแล้ว ถึงรู้ว่าคนที่นำอธิษฐาน นมัสการ ก็ไม่สบาย มาไม่ไหว
ก็ตัดสินใจนำแทนนะ แต่สภาพนี่แย่สุดๆเลย
พระเจ้ามาหนุนใจ ผ่านคำเผยพระวจนะ
ชีวิตคนเราก็เหมือนการเล่นว่าว กว่าจะพาให้ไปขึ้นติดลมบนได้ ไม่ง่าย ต้องเหนื่อย ต้องทุ่มเท ต้องพยายาม
แต่เมื่อติดลมบนแล้ว พระเจ้าจะเป็นดั่งลมบน เป็นผู้ที่พาชีวิตของเราลอยทะยานไปยังที่ต่างๆอย่างมีเสถียรภาพ
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันศุกร์ มีอธิษฐานรวมในโซน ก็เห็นเป็นภาพของคนที่อยู่ในหลุมลึก ที่คนนั้นคิดว่าตัวเองไม่สามารถปีนขึ้นมาได้ แต่พระเจ้าก็หนุนใจให้ พยายาม ให้ลงมือทำ พระเจ้าจะช่วยในส่วนที่เกินความคิดความเข้าใจ และความสามารถของมนุษย์เอง
อีกนิดเดียว สู้ๆ พยายามหน่อย อึดหน่อย ใกล้จะติดลมบนของพระเจ้าแล้ว เอเมน เอเมน
ก่อนกลุ่ม นั่งรถเมล์มา รถติด ร้อนๆ แล้วก็หลับ
ตื่นมา รู้สึกตัวเองได้ว่า ป่วยเสียแล้ว หมดเรี่ยวหมดแรงกันซะอย่างนั้น
มาถึงกลุ่ม ก็ไม่เห็นใคร แถมหย่อนก้นนั่งลงแล้ว ถึงรู้ว่าคนที่นำอธิษฐาน นมัสการ ก็ไม่สบาย มาไม่ไหว
ก็ตัดสินใจนำแทนนะ แต่สภาพนี่แย่สุดๆเลย
พระเจ้ามาหนุนใจ ผ่านคำเผยพระวจนะ
ชีวิตคนเราก็เหมือนการเล่นว่าว กว่าจะพาให้ไปขึ้นติดลมบนได้ ไม่ง่าย ต้องเหนื่อย ต้องทุ่มเท ต้องพยายาม
แต่เมื่อติดลมบนแล้ว พระเจ้าจะเป็นดั่งลมบน เป็นผู้ที่พาชีวิตของเราลอยทะยานไปยังที่ต่างๆอย่างมีเสถียรภาพ
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันศุกร์ มีอธิษฐานรวมในโซน ก็เห็นเป็นภาพของคนที่อยู่ในหลุมลึก ที่คนนั้นคิดว่าตัวเองไม่สามารถปีนขึ้นมาได้ แต่พระเจ้าก็หนุนใจให้ พยายาม ให้ลงมือทำ พระเจ้าจะช่วยในส่วนที่เกินความคิดความเข้าใจ และความสามารถของมนุษย์เอง
อีกนิดเดียว สู้ๆ พยายามหน่อย อึดหน่อย ใกล้จะติดลมบนของพระเจ้าแล้ว เอเมน เอเมน
อธิษฐานด้วยความเชื่ออย่างเกิดผล
ครั้งหนึ่ง ดร. พอล ยองกี โช ผู้รับใช้ของพระเจ้าที่มีชื่อเสียงในประเทศเกาหลี ได้อธิษฐานกับพระเจ้า ร้องทูลถึงความลำบากยากจนข้นแค้นของชีวิตของท่านต่อพระเจ้า และได้ร้องทูลขอ โต๊ะ เก้าอี้ และจักรยาน จากพระเจ้า ผ่านไปหกเดือนท่านยังคงรักษาความเชื่อ แต่พระเจ้าก็ยังมิได้ทรงตอบคำอธิษฐานของท่าน วันหนึ่ง ท่านรู้สึกท้อแท้ใจและได้อธิษฐานกับพระเจ้า ในค่ำคืนนั้น พระเจ้าทรงมาเยี่ยมเยียนท่าน และสอนท่านให้อธิษฐานขอสิ่งที่ต้องการให้ชัดเจนเจาะจงลงไป เมื่อท่านขอใหม่ ท่านเกิดความมั่นใจว่าได้รับแล้ว ท่านได้แบ่งปันให้สมาชิกคริสตจักรฟังเหมือนว่ามันเกิดขึ้นแล้ว แม้ยังมองไม่เห็น
ดร.ยองกี กล่าวว่า เหมือนกับสตรีตั้งครรภ์ ทารกของนางนั้นมีจริง เพียงแต่ยังไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตา เมื่อถึงครบกำหนดเวลาก็จะคลอดออกมา เราจึงจะเห็นได้ เช่นกันกับการอธิษฐานขอกับพระเจ้า ด้วยความเชื่อที่ชัดเจนเจาะจงในสิ่งที่ขอ และมั่นใจว่าได้รับแล้วนั้น สิ่งที่ขอนั้น พระเจ้าทรงประทานให้แล้ว เมื่อถึงเวลา สิ่งนั้นก็จะปรากฏชัดให้เห็นกับตา เป็นที่ถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าอย่างแน่นอน
วิธีการอธิษฐานด้วยความเชื่ออย่างเกิดผล
1. สร้างเป้าหมายให้ชัดเจน
- สร้างเป้าหมายทางจินตนาการให้ชัดเจน เห็นเป็นภาพในจิตใจในทุกรายละเอียด
- พระเจ้าจะไม่ตอบคำอธิษฐานที่เลื่อนลอย
- พระเจ้าทรงกระทำงานของพระองค์ ผ่านความคิด ผ่านความเชื่อของเรา
2. มีใจปรารถนาอย่างแรงกล้า
- สภษ.10:24 ...แต่สิ่งใดที่คนชอบธรรมปรารถนา พระองค์ทรงประสาทให้
- สดด.37:4 4 จงปีติยินดีในพระเจ้า และพระองค์จะประทานตามใจปรารถนาของท่าน
- พระเจ้าไม่ต้องการลักษณะอุ่นๆหรือเรื่อยๆเฉื่อยๆ พระองค์เป็นพระเจ้าที่ชำนาญในทางเร่งร้อน
3. ขอหลักฐาน ขอความมั่นใจ
- ขอพระเจ้าประทานสิ่งยืนยัน ให้เป็นความแน่ใจ เป็นหลักฐานค้ำประกันว่าจะสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้
- ตั้งใจอธิษฐานจนกระทั่งได้รับการยืนยันจากพระเจ้า เกิดความมั่นใจภายในจิตใจว่าพระเจ้าทรงประทานสิ่งนั้นใหแล้ว และมันจะคลอดออกมาเมื่อถึงเวลาที่กำหนด
4. ใช้ถ้อยคำ
- แสดงความเชื่อให้ปรากฏทางถ้อยคำ ในคำพูด ในคำอธิษฐาน
- การอัศจรรย์จะไม่เกิดขึ้น จากความพยายามอันไร้ความรู้ความเข้าใจในพระวจนะคำของพระเจ้า
- เรามีกฎเกณฑ์สำหรับปฏิบัติตนในอาณาจักรฝ่ายวิญญาณ และมีแหล่งทรัพยากรไม่รู้จบในใจเรา
- พระเจ้าสถิตอยู่ในเรา และทรงร่วมมือกับเราในการกระทำสิ่งต่างๆให้สำเร็จ
- พระเจ้ามั่นคงแน่นอนไม่เปลี่ยนแปลง ทรงเคยร่วมมือกับโมเสส โยชูวา และบุคคลต่างๆมาแล้วอย่างไร ก็ยังทรงร่วมมืออยู่อย่างนั้น
- แต่หากตัวบุคคลในยุคสมัยนี้ ยังไม่ยอมเปลี่ยนวิถีความคิด ก็อย่าหวังเลยที่จะเห็นพระเจ้าทรงสำแดงพระองค์เองแก่ผู้นั้น ดั่งเช่นที่พระองค์เคยได้ทรงกระทำมาแล้ว
- สิ่งใดที่เติบโตขึ้นในความคิดและจิตใจของท่าน สิ่งนั้นจะปรากฏเป็นจริงออกมาสู่ชีวิตความเป็นอยู่ของท่าน ดังนั้น ควรสังเกตความคิดและจิตใจของท่านให้ดี อย่าพยายามหาคำตอบจากพระเจ้าผ่านทางบุคคลอื่น เพราะคำตอบของพระเจ้าจะผ่านทางจิตวิญญาณของท่านเอง ไม่ใช่คนอื่น
จงเรียนรู้ที่จะฟูมฟักความเชื่อ เพื่อให้ความเชื่อของเราใช้การได้ ดังนั้นแล้ว สิ่งสารพัดซึ่งท่านอธิษฐานขอด้วยความเชื่อ ท่านจะได้ (มัทธิว 21:22)
(เรียบเรียงจากส่วนหนึ่งของ “มิติที่สี่ นำชีวิตไปสู่ความสำเร็จ” พอล ยองกี โช)
ปล. ช่วงนี้ กำลังกระตุ้นคนในโซนให้ร่วมกันอธิษฐาน ทางผน.อยากได้บทเรียนไปใช้แบ่งปันในกลุ่ม ก็มอบหมายให้ผมเขียน ไหนๆก็เขียนแล้ว ขอเอามาลงไว้ด้วยละกัน
ดร.ยองกี กล่าวว่า เหมือนกับสตรีตั้งครรภ์ ทารกของนางนั้นมีจริง เพียงแต่ยังไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตา เมื่อถึงครบกำหนดเวลาก็จะคลอดออกมา เราจึงจะเห็นได้ เช่นกันกับการอธิษฐานขอกับพระเจ้า ด้วยความเชื่อที่ชัดเจนเจาะจงในสิ่งที่ขอ และมั่นใจว่าได้รับแล้วนั้น สิ่งที่ขอนั้น พระเจ้าทรงประทานให้แล้ว เมื่อถึงเวลา สิ่งนั้นก็จะปรากฏชัดให้เห็นกับตา เป็นที่ถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าอย่างแน่นอน
วิธีการอธิษฐานด้วยความเชื่ออย่างเกิดผล
1. สร้างเป้าหมายให้ชัดเจน
- สร้างเป้าหมายทางจินตนาการให้ชัดเจน เห็นเป็นภาพในจิตใจในทุกรายละเอียด
- พระเจ้าจะไม่ตอบคำอธิษฐานที่เลื่อนลอย
- พระเจ้าทรงกระทำงานของพระองค์ ผ่านความคิด ผ่านความเชื่อของเรา
2. มีใจปรารถนาอย่างแรงกล้า
- สภษ.10:24 ...แต่สิ่งใดที่คนชอบธรรมปรารถนา พระองค์ทรงประสาทให้
- สดด.37:4 4 จงปีติยินดีในพระเจ้า และพระองค์จะประทานตามใจปรารถนาของท่าน
- พระเจ้าไม่ต้องการลักษณะอุ่นๆหรือเรื่อยๆเฉื่อยๆ พระองค์เป็นพระเจ้าที่ชำนาญในทางเร่งร้อน
3. ขอหลักฐาน ขอความมั่นใจ
- ขอพระเจ้าประทานสิ่งยืนยัน ให้เป็นความแน่ใจ เป็นหลักฐานค้ำประกันว่าจะสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้
- ตั้งใจอธิษฐานจนกระทั่งได้รับการยืนยันจากพระเจ้า เกิดความมั่นใจภายในจิตใจว่าพระเจ้าทรงประทานสิ่งนั้นใหแล้ว และมันจะคลอดออกมาเมื่อถึงเวลาที่กำหนด
4. ใช้ถ้อยคำ
- แสดงความเชื่อให้ปรากฏทางถ้อยคำ ในคำพูด ในคำอธิษฐาน
- การอัศจรรย์จะไม่เกิดขึ้น จากความพยายามอันไร้ความรู้ความเข้าใจในพระวจนะคำของพระเจ้า
- เรามีกฎเกณฑ์สำหรับปฏิบัติตนในอาณาจักรฝ่ายวิญญาณ และมีแหล่งทรัพยากรไม่รู้จบในใจเรา
- พระเจ้าสถิตอยู่ในเรา และทรงร่วมมือกับเราในการกระทำสิ่งต่างๆให้สำเร็จ
- พระเจ้ามั่นคงแน่นอนไม่เปลี่ยนแปลง ทรงเคยร่วมมือกับโมเสส โยชูวา และบุคคลต่างๆมาแล้วอย่างไร ก็ยังทรงร่วมมืออยู่อย่างนั้น
- แต่หากตัวบุคคลในยุคสมัยนี้ ยังไม่ยอมเปลี่ยนวิถีความคิด ก็อย่าหวังเลยที่จะเห็นพระเจ้าทรงสำแดงพระองค์เองแก่ผู้นั้น ดั่งเช่นที่พระองค์เคยได้ทรงกระทำมาแล้ว
- สิ่งใดที่เติบโตขึ้นในความคิดและจิตใจของท่าน สิ่งนั้นจะปรากฏเป็นจริงออกมาสู่ชีวิตความเป็นอยู่ของท่าน ดังนั้น ควรสังเกตความคิดและจิตใจของท่านให้ดี อย่าพยายามหาคำตอบจากพระเจ้าผ่านทางบุคคลอื่น เพราะคำตอบของพระเจ้าจะผ่านทางจิตวิญญาณของท่านเอง ไม่ใช่คนอื่น
จงเรียนรู้ที่จะฟูมฟักความเชื่อ เพื่อให้ความเชื่อของเราใช้การได้ ดังนั้นแล้ว สิ่งสารพัดซึ่งท่านอธิษฐานขอด้วยความเชื่อ ท่านจะได้ (มัทธิว 21:22)
(เรียบเรียงจากส่วนหนึ่งของ “มิติที่สี่ นำชีวิตไปสู่ความสำเร็จ” พอล ยองกี โช)
ปล. ช่วงนี้ กำลังกระตุ้นคนในโซนให้ร่วมกันอธิษฐาน ทางผน.อยากได้บทเรียนไปใช้แบ่งปันในกลุ่ม ก็มอบหมายให้ผมเขียน ไหนๆก็เขียนแล้ว ขอเอามาลงไว้ด้วยละกัน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)